เช้านี้สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดเห็นจะเป็นข้าวต้มหมูฝีมือป้อม ซึ่งอุตส่าห์ออกไปตุนเสบียงเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้เราตั้งแต่เมื่อคืน ข้าวต้มสูตรนี้เป็นสูตรเฉพาะของป้อมเพราะมีการเตรียมน้ำซุปใส่หมูสับชิ้นโต ๆ แยกจากข้าวสวยในหม้อหุงข้าวใบย่อม ป้อมคิดการณ์ไกลไว้เพราะข้าวหม้อนี้เราจะหอบไปเป็นมื้อกลางวันแถมซุปหมูสับด้วย เรื่องฝีมือการทำอาหารของป้อมไม่เป็นสองรองใครเลยหล่ะ

             วันนี้พวกเรายังใช้เวลาในช่วงเช้าที่คอแวลิส เริ่มจากห้องสมุดประชาชน ที่อยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะกลางเมือง แม่นีโอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวอเมริกันจึงมีคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีมาก ๆ เพียงแค่ห้องสมุดที่เปิดบริการให้แก่สาธารณชนยังทำได้อย่างน่าภาคภูมิ อันนี้อย่ามาเทียบกับห้องสมุดประชาชนของเราเล้ยย มีห้องที่แม่นีโอชอบมาก ๆ อยู่ 2 ห้อง คือ ห้องอ่านหนังสือพิมพ์ ที่มีชุดรับแขกไว้ต้อนรับ พร้อมทั้งนิตยสารชื่อดังทั้งหลายก็อ่านได้ที่ห้องนี้ ติดกับห้องนี้เป็นห้องบริการ ซีดี และวีดีโอ เอ้ออ...แอบเห็นวีดีโอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของไทยด้วยหล่ะ (แต่ปีเก่าเหลือเกิน) วันนี้ป้อมถือโอกาสยืมวีดีโอท่องเที่ยวไป 2 ม้วน

               อีกห้องที่แม่นีโอรู้สึกเพลิดเพลินคือห้องสำหรับเด็ก ที่มีนิทานเรียงอยู่เต็มชั้น มีหนังสือนิทานที่ชื่นชอบอยู่มากมาย แถมมีมุมให้เด็ก ๆ ทำการบ้านและมีคอมพิวเตอร์ไว้ให้ค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย (นี่แค่สำหรับเด็กนะจ๊ะ) หลังจากเมื่อวานเราได้แวะไปห้องสมุดกันแล้ว วันนี้ได้เวลามาทัวร์มหาวิทยาลัยอีกครั้ง

             สิ่งที่แม่นีโอ request จากป้อมก่อนจะมาที่นี่คือ ต้นไม้ดอกดก (ไม่รู้ว่าชื่อต้นอะไรอ่ะ) ที่เคยเห็นจากรูปถ่ายของป้อม ป้อมเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าชื่อต้นอะไร รู้เพียงว่าในฤดูใบไม้ผลิมันจะออกดอกสีชมพูเต็มต้น แอบลุ้นอยู่เล็กน้อยว่าเมื่อมาพบด้วยตาตนเองจะสวยเหมือนในรูปหรือไม่ ป้อมเองก็ไม่แน่ใจว่าปีนี้มันจะออกดอกดกเหมือนปีก่อน ๆ หรือไม่ เพราะตะแกก็ไม่ได้เข้ามาในมหาวิทยาลัยเป็นสัปดาห์แล้ว และแล้วเราก็ไม่ผิดหวังอีกเช่นเคย มันออกดอกเต็มต้นแล้ว เย๊!!  พวกเราจึงได้ถ่ายรูปพอให้ชื่นใจ      

             จากนั้นพวกเราเดินชมอาคารเรียนไปเรื่อยๆ ผ่านสนามกีฬา Memorial Union ซึ่งเป็นศูนย์รวมของนักศึกษา ในการลงทะเบียน ด้านบันเทิง มีการฉายหนังที่นี่ด้วย สุดท้ายเราแวะช็อปปิ้ง ในร้านค้าของมหาวิทยาลัย ได้โปสการ์ดมาอีกหนึ่งกระบุงก่อนออกเดินทางสู่ "เมืองนิวพอร์ต" (Newport) 

ท่าเรือนิวพอร์ต....โรแมนติกสุดๆ

              นิวพอร์ต เมืองริมฝั่งแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของ  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอเรกอน (Oregon Coast Aquarium) ที่พวกเราจะไปเยือน พวกเรากลับไปที่อพาร์ทเมนต์อีกครั้งเพื่อตุนเสบียงสำหรับมื้อกลางวัน ซึ่งป้อมได้เตรียมไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว

             ความจริงแล้วแม่นีโอไม่ค่อยตื่นเต้นกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสักเท่าใด เพราะเคยชมมาตั้งแต่ศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลของไทย ซิดนีย์อควาเรียมของออสเตรเลีย อันเดอร์วอเตอร์เวิร์ลของสิงคโปร์ แต่ที่นี่ก็มีลักษณะเด่นอยู่ไม่น้อย เพราะที่นี่คือศูนย์รวมของแมงกระพรุนหลากหลายพันธุ์ ตั้งแต่ตัวกะจิ๋วหลิว ไปจนถึงพวกแมงกระพรุนใหญ่ยักษ์ บางพันธุ์มีลำตัวใสๆ หยุ่นๆ บางตัวมีสีสันแบบเจ็บแสบ สวยๆ งามๆ ทั้งนั้น  

  

             แมงกระพรุนถือเป็นลักษณะเด่นของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่นี่ ถัดจากห้องแสดงแมงกระพรุน เราแวะชมมินิเธียเตอร์แนะนำสถานที่ ซึ่งจะมีทีมนักวิจัยทำการสำรวจธรรมชาติแถบริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ดูแลสัตว์น้ำเล็ก ๆ พวกนี้ไม่ให้สูญพันธุ์ แม่นีโอขอชื่นชมผู้สูงอายุทั้งหลายที่มาเป็นอาสาสมัครคอยให้ความรู้แก่พวกเรา

            ที่นี่มีอุโมงค์แก้วเช่นเดียวกับที่สิงคโปร์และออสเตรเลีย แต่มีขนาดเล็กกว่า ที่เรียกเสียงจากคนดูได้มากเห็นจะเป็นเจ้าสิงโตทะเลและแมวน้ำตัวอ้วนกลมที่หยอกล้อกันอย่างเริงร่า ห้องสุดท้ายที่เราดูคือห้องแสดงสัตว์ทะเลที่จับต้องได้เช่น ดาวทะเล ฟองน้ำทะเล แมงกระพรุนบางชนิด ห้องนี้เป็นห้องที่เด็ก ๆ ให้ความสนใจมาสัมผัสกับบรรดาสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีตู้โชว์สัตว์ทะเลพันธุ์แปลก ๆ เต็มไปหมด ออกจากห้องแสดงสัตว์น้ำ เราจะพบกับนกเฉพาะถิ่นของที่นี่ด้วย 

ดูกันให้เห็นเต็มตาอีกครั้ง....แมงกระพรุนยักษ์  

           ตอนนี้ท้องเราเริ่มร้องแล้ว เราเลือกสถานที่ที่อยู่ใกล้ๆ กับประภาคารที่มีชื่อของนิวพอร์ตนั่นคือ "ประภาคารยากินา เบย์"  (Yaquina Bay Lighthouse) มีบรรยากาศใต้ร่มไม้มองไปอีกฝั่งจะเห็นสะพานสัญลักษณ์ของนิวพอร์ต มื้อนี้เสบียงที่พวกเราเตรียมมาจึงเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษกับบรรยากาศสบาย ๆ ของที่นี่

             จากนั้นพวกเราเดินขึ้นเขาสักเล็กน้อยก็ถึงประภาคารยากินาเบย์ ซึ่งเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ในบรรดาประภาคารทั้ง 9 แห่งของรัฐโอเรกอน ประภาคารนี้เปิดใช้งานเพียงแค่ปี ค.ศ. 1871-1874 ปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้ประชาชนเข้ามาชม  

ประภาคารทั้ง 9 แห่งโอเรกอน 

             ไม่ไกลจากยากินา เบย์ ยังมีประภาคารอีกแห่งหนึ่งชื่อ "ยากินา เฮด" (Yaquina Head Lighthouse) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ (Yaquina Head Outstanding Natural Area) ภายในบริเวณนี้จะมีการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดทั้งนกทะเล ดอกไม้ทะเล ประการังต่าง ๆ ประภาคารแห่งนี้จะอยู่บนริมหน้าผา อีกด้านเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีลมแรงมาปะทะใบหน้าจนเย็นวาบไปหมด

             ใครที่คาดหวังว่ามาเที่ยวริมมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วจะพบกับท้องฟ้าและทะเลสีเขียวมรกต เห็นจะคิดผิด เพราะท้องฟ้าและน้ำทะเลที่นี่ ไม่ได้มีสีสันเหมือนภูเก็ตบ้านเรา บรรยากาศออกจะอึมครึมด้วยซ้ำไป แถมไม่มีมะพร้าวยืนลู่ลมให้ได้บรรยากาศหรอกนะ มีเพียงลมแรง ๆมาปะทะให้สะท้านกายเล่นเท่านั้นเอง

             แต่อย่างไรก็ดี เราได้เยือนประภาคาร ซึ่งหาชมไม่ได้ในบ้านเรา แถมด้วยบริเวณริมหาดจะมีอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุมาให้ความรู้และคำแนะนำในการเที่ยวที่นี่อย่างสนุก (อ้อ!! ค่าชมราคา $5.00/ รถ 1 คัน) อากาศเริ่มเย็น ฝนก็เริ่มตก เราจึงรีบเดินทางกลับสู่คอแวลิส ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ป้อมขับรถวนตัวเมืองคอแวลิส แนะนำร้านอาหารทั้งหลายแก่เรา แต่ผลการโหวตปรากฎว่า พวกเราอยากชิมอาหารไทยสไตล์ป้อมมากกว่า ฮ่าฮ่า

            ดังนั้นมื้อค่ำเราจึงได้ลิ้มลองไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในโลก บวกกับผัดพริกหมูใส่เครื่องในไก่ อิ่มหนำสำราญกันแล้ว เราได้เที่ยวกันต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์ เป็นของแถม โดยดูจากวิดีโอที่ยืมมาจากห้องสมุดประชาชนนั่นเอง !!!