ในช่วงกระแสโลกร้อน (global warming) อันเชี่ยวกรากขณะนี้ มีคำหลายคำที่ถูกอ้างถึงกันบ่อยๆ และด้วยความที่ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งนี่เองที่ทำให้ความเข้าใจพื้นฐานบางอย่างคลาดเคลื่อนไปได้
หนึ่งในคำนั้นคือ ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect) นั่นเอง
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอะไรบ้าง มาดูกันหน่อย
ลองไปตั้งต้นที่ เรือนกระจกของจริง (actual greenhouse) กันก่อน
เรือนกระจกซึ่งใช้บ่มเพาะพืช มีหลังคาเป็นกระจกซึ่งยอมให้แสงอาทิตย์ส่องผ่าน
เมื่อพื้นดินในเรือนอุ่นขึ้น ก็จะทำให้อากาศที่อยู่ติดผิวอุ่นขึ้นด้วย
อากาศที่อุ่นนี้จะลอยตัวขึ้นและพยายามหนีออกไป แต่หนีไปไหนไม่ได้เพราะมีหลังคาและผนังขวางอยู่ อากาศภายในก็เลยอบอุ่น

นั่นคือ ภายในเรือนกระจกมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะอากาศอุ่นไม่สามารถไหลเวียนไปไหน คล้าย ๆ กับตอนที่คุณห่มผ้าห่มหนา ๆ แล้วรู้สึกอบอุ่น หรือเข้าไปในรถที่จอดทิ้งไว้กลางแดดนาน ๆ แล้วรู้สึกว่าภายในรถร้อนอบอ้าว
แต่เดิมนั้นมักจะอธิบายกันอย่างไม่ถูกต้องว่า เรือนกระจกจริงอุ่นขึ้นเพราะแสงทะลุผ่านกระจกเข้ามาได้ แต่รังสีอินฟราเรดหรือคลื่นความร้อน (infrared radiation) ทะลุออกไปไม่ได้
กล่าวคือ เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมายังโลก ก็จะมีบางส่วนสะท้อนกลับไปในอวกาศ บางส่วนก็ถูกดูดกลืนโดยชั้นบรรยากาศ
ส่วนที่เหลือจะทะลุชั้นบรรยากาศเข้ามาถึงผิวโลก พื้นผิวโลก (ทั้งพื้นน้ำและพื้นดิน) ที่อุ่น ๆ นี้จะแผ่รังสีออกไป โดยส่วนใหญ่เป็นรังสีอินฟราเรด

รังสีอินฟราเรดบางส่วนจะทะลุผ่านชั้นบรรยากาศออกไป แต่บางส่วนจะถูกดูดกลืนไว้โดยแก๊สบางชนิด เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ แก๊สมีเทน และแก๊สไนตรัสออกไซด์ (แก๊สเหล่านี้จึงเรียกว่า แก๊สเรือนกระจก หรือ greenhouse gases นั่นเอง)
เมื่อโมเลกุลของแก๊สเหล่านี้ดูดกลืนรังสีไว้ ก็จะเปลี่ยนพลังงานของรังสีไปเป็นพลังงานศักย์และพลังงานจลน์
แต่โมเลกุลพวกนี้ร้อนวิชา จึงอยู่ได้แค่ครู่เดียวก็จะส่งรังสีออกมาอีกในทุกทิศทุกทาง
และแน่นอนที่บางส่วนส่งกลับตรงมายังผิวโลก ทำให้ผิวโลกและชั้นบรรยากาศที่ติดกับผิวโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
โดยสรุป จุดแตกต่างที่สำคัญก็คือ
-
ในกรณีเรือนกระจกจริง : อากาศภายในมีอุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากอากาศไม่ไหลเวียน
-
ในกรณีเรือนกระจกโลก : เมื่อบรรยากาศของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะไหลเวียนโดยสะดวก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพลมฟ้าอากาศไปทั่ว
นี่เองที่ทำให้นักวิชาการที่เคร่งครัดบางท่านบ่นว่า
คำว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ที่เราคุ้นเคยกันมานานนั้น เป็นคำที่ถูกเลือกใช้ผิด
(แต่คงจะแก้ไขยากแล้ว)
อีกเรื่องที่มักจะเข้าใจกันไม่ครบก็คือที่ชอบพูดกันว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจกทำให้โลกเป็นไข้ หรือเกิด ภาวะโลกร้อน (global warming) นั้นก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เมื่อมองจากสายตาของคนในยุคปัจจุบัน
แต่ถ้าโลกนี้ไม่มีปรากฏการณ์เรือนกระจกแล้วไซร้ ก็จะทำให้....
อุณหภูมิของผิวโลกก็จะติดลบ
บรรพบุรุษของเราอาจจะไม่เกิด
ทั้งคุณและผมก็จะไม่มีโอกาสมาคุยกันผ่านบล็อกดี ๆ อย่าง GotoKnow นี้เป็นแน่ ^__^
แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ประวัติของบทความ
-
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Know How & Know Why เซ็คชั่น Sci-Tech นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ในชื่อ เรื่องบิดๆ เบือนๆ ของปรากฏการณ์เรือนกระจก
-
แก้ไข/ดัดแปลงนำลงใน GotoKnow เพื่อประโยชน์สาธารณะ
แต่ปรากฏการณ์เรือนกระจกที่เกิดขึ้นกับบรรยากาศใกล้ผิวโลกมีกลไกที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง!
สวัสดีค่ะอาจารย์บัญชา
สวัสดีครับ
อีกคำหนึ่งที่ผมรำคาญใจนิดๆ คือ "ลดโลกร้อน"
เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ ยังลดไม่ได้ครับ!
ทำไม? นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ต่อให้เราหยุดการใช้พลังงานทั้งหมดวันนี้ โลกก็ยังจะร้อนต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะแก๊สเรือนกระจกยังคงทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ (เป็นเช่นนั้นเอง)
โลกอาจจะเย็นลงได้บ้าง หากมีฝุ่นควัน (dust) และละอองลอย (aerosol) จากภูเขาไฟระเบิดออกไปบดบังแสงอาทิตย์ แต่นี่ก็จะช่วยให้โลกเย็นลงไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส และก็ไม่นานมากนัก (ราวๆ 1 ปี)
จากนั้นก็ร้อนต่อไปครับ!
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญบอกก็คือ จะรับมือและปรับตัวกับ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) อย่างไร ถึงจะเกิดประโยชน์และลดความเสี่ยงจากภับพิบัติต่างๆ มากกว่า
สวัสดีครับ
โดยส่วนตัวแล้วผมยังไม่ปักใจเชื่อว่าการที่โลกร้อนเป็นสาเหตุมาจาก ก๊าซเรือนกระจก(โดยทั้งหมด)
ลองคิด(มั่ว)ๆดูเอาเอง สาเหตุที่โลกร้อนผมคิด(มั่ว)ว่ามาจากการลดลงของพื้นที่ป่า เพราะต้นไม้หาอาหารโดยการดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ เปลี่ยนพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปเก็บอยู่ในรูปของพลังงานเคมีจำพวกแป้ง โดยการสังเคราะห์แสง(ใช้น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์) แล้วนำมาสร้างเป็นลำต้น ใบ(เซลลูโลส) พอต้นไม้ตายหรือใบไม้ร่วง พลังงานนั้นก็ยังไม่ถูกปลดปล่อย หรือปลดปล่อย(โดยการย่อยสลายของจุลินทรีย์) ออกมาแต่ก็ไม่ทั้งหมด บางส่วนก็ยังคงอยู่ในรูปของพันธะเคมีต่อไป ปิโตรเลียมเป็นตัวอย่างที่ดีของกรณีนี้
แล้วปัจจุบันนี้พื้นที่ป่า ลดลงจากอดีตไปมาก พลังงานลงมาบนพื้นโลกในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถูก(พื้นดิน คอนกรีต ฯลฯ)ปลดปล่อยออกไปในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(แทนที่บางส่วนจะถูกดึงไว้ในรูปพันธะโมเลกุล) แล้วชั้นบรรยากาศก็อมรังสีอินฟาเรดไว้ ความจริงมันก็อมตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์นั่นแล่ะแต่สมัยนี้มันมีให้อมเยอะขึ้น โลกก็เลยร้อนขึ้น
จบการมั่วแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีครับ
ขอบพระคุณมากครับอาจารย์บัญชา
เพราะว่าผมเข้าใจผิดมาตลอดว่า
กลับเข้ามายังโลก (ผมเข้าใจแบบนี้เลยเจอคำถามว่า
ทำไมมันไม่สะท้อนรังสีที่ดวงอาทิตย์
แผ่มายังโลกในอัตราเดียวกันหละ?