จากควันหลงจากการเข้าร่วมประชุม NMK4 ที่เมืองทองธานี
ผมได้เน้นเข้าไปดูโมเดลต่างๆของการจัดการความรู้ ว่ามีกี่รูปแบบ และมีแบบไหนคล้ายคลึงกันบ้าง
ผมค่อนข้างประทับใจกับความหลากหลายของรูปแบบ ผมพยายามวิเคราะห์ว่าแต่ละรูปแบบมีที่มา ที่ใช้ และที่ไปอย่างไร
และได้พบว่า
แต่ละรูปแบบมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างมาก
อันเนื่องมาจาก บริบทของการทำงานที่ต่างกัน
แต่เมื่อมาพิจารณากลไก และเป้าหมายรวม กลับพบว่ามีจุดร่วมกันอย่างชัดเจน อย่างไม่น่าเชื่อ
โดยเฉพาะ
· Agent หรือ องค์กร บุคคล หรือกลุ่มแห่งการเรียนรู้ ที่เป็น platform แห่งการเรียนรู้
· องค์ความรู้ หรือ ชุดความรู้ที่เป็นสาระของการจัดการ
· กลไกการจัดการความรู้ หรือ เทคนิควิธีการทำงาน
และ ทั้งหมดนำไปสู่การจัดการความรู้ที่มีจุดร่วมคล้ายคลึงกัน คือ การพัฒนาชีวิตแบบเป็น ธรรมชาติ
เช่น
การจัดการความรู้ในโรงเรียน ก็จะเน้นที่ครูเป็นคุณอำนวย มีชุมชนเข้ามาร่วม เป็นกลไกในการจัดการความรู้ และมีความรู้ที่ใช้ทั้งในการเรียนการสอน และความรู้ในเชิงของการบริหารจัดการที่เป็นโมเดล ใช้ในระดับโรงเรียน โดยเฉพาะในแนวคิดของการจัดการหลักสูตรท้องถิ่น
สำหรับในการส่งเสริมการเกษตร ก็เน้นการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการจัดการความรู้ที่จะไปเชื่อมโยงกับการจัดการเกษตรที่ดี (good agricultural practice) เพื่อการส่งเสริมการเกษตรในการผลิตที่มีคุณภาพสูง
และในตัวอย่างอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
ที่เป็นการสะท้อนถึงช่องว่างของระบบการจัดการที่ยังจำเป็นต้องพัฒนา
แต่ทั้งหมดนี้ เมื่อนำมารวมกัน ผลลัพธ์ ก็คือ การนำไปสู่การจัดการความรู้แบบครบวงจร ในแนวคิดของการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ (KM ธรรมชาติ)
ที่ผมได้นำเสนอเป็นโมเดลของน้ำพริกปลาทูอีสาน (ป่นปลา) ซึ่งมีการผสมผสานของกระบวนการจัดการความรู้ในทุกรูปแบบเข้าด้วยกัน
ดังนั้น ในรูปแบบอื่นๆ ที่หน่วยงานต่างๆ เสนอไว้นั้น จึงเปรียบเสมือนเป็นส่วนประกอบย่อยของระบบการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ
หรือระบบน้ำพริกปลาทูอีสานที่ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่า ใคร จะทำหน้าที่เป็นอะไร
และในทางกลับกัน ทุกคนก็จะทำทุกหน้าที่แล้วแต่จังหวะเวลา และบทบาทที่ต้องทำ
ดังที่ผมได้เคยบรรยายไว้แล้ว ทั้งใน G2K และในโมเดลหนึ่งของการจัดการความรู้ที่อยู่ในนิทรรศการเดียวกันนี้
ดังนั้น หลังจากเดินดูนิทรรศการโมเดลการจัดการความรู้ทั้งหมดแล้ว ผมจึงได้ข้อสรุปว่า
ทุกโมเดลมีจุดร่วมจุดเดียวกัน คือ
KM ธรรมชาติ
เหมือนกับที่ผมเคยดูหนังกำลังภายในที่กล่าวว่า
“แม่น้ำใหญ่น้อยห้าร้อยสาย ไหลลงมหาสมุทร”
โดยนัยนี้ จึงอาจถือได้ว่า
ทุกโมเดลเป็นแม่น้ำที่แยกกันไหล
แต่ในที่สุดก็ไปรวมในที่เดียวกัน คือ มหาสมุทรนั่นเอง
และมหาสมุทร ในการจัดการความรู้ก็คือ KM ธรรมชาติ นั่นเอง
ดังนั้น
หลัก KM ธรรมชาติ จึงเป็นหลักการที่สำคัญที่จะทำให้มี
- การพัฒนาชีวิตของทุกคน
- เพื่อทุกคน
- โดยทุกคน
อย่างผสมผสานกลมกลืน
- ทำให้มีชีวิตแต่ละคนที่ดีขึ้น
- มีระบบครอบครัวที่ดี
- ระบบสังคม ระบบสนับสนุน ระบบบริหารจัดการ ระบบพัฒนาการเรียนรู้ และ
- ระบบนโยบายที่สอดคล้องต้องกัน ที่อยู่ในภายใต้ระบบคิดแบบ KM ธรรมชาติ นั่นเอง
นี่คือ ข้อสรุปจากการเข้าร่วมประชุม NKM4 ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
น่าประทับใจมากกับมหกรรมการจัดการความรู้
และประทับมากกับการเปรียบเปรยของท่านที่ว่า "สายน้ำไม่ว่ากี่สายสุดท้ายก็ไหลมาบรรจบกัน "
ปลื้มมากเลยค่ะ
สวัสดีครับท่านอาจารย์ ดร.แสวง
ครับ
เพราะ ธรรมชาติ คือ
และเป็นที่รวมของความรู้ ในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับโมเลกุลธรรมดา จนเกิดเป็น
ที่เป็นระดับความลึกของมหาสมุทรของความรู้
ดังนั้น KM ธรรมชาติ จึงยังมิใช่หนึ่งเดียว
มี
ที่หลากหลายอยู่ในแต่ละระบบอีก
ที่ทั้งหมดนั้น เป็น KM ธรรมชาติ ทั้งสิ้น
และภายใต้ความหลากหลายทั้งหมดนั้น ก็มีจุดสุดยอดร่วมกัน คือ
การพ้นทุกข์
ที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายที่เป็นคำสอนของท่านพระพุทธเจ้า ที่มี
ที่เป็น "ใบไม้กำมือเดียว" ของท่านครับ