อิอิ
บทที่ 1ความสำคัญและความเป็นมาการใช้แรงงานในปัจจุบันมีความหลากหลายพร้อมๆกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี  เศรษฐกิจ  สังคมและการศึกษา รวมไปถึงการเกิดปัญหาต่างๆที่เข้ามากับการใช้แรงงานคือ  ปัญหาแรงงานเด็ก  ปัญหาแรงงานหญิง  แรงงานต่างด้าว  ที่มาพร้อมกับความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ  ทุกคนจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับรายได้ในครอบครัว  โดยเฉพาะเด็กและสตรีแล้ว  ควรเป็นงานเบาๆสามารถใช้แรงงานตามกำลังแรงของร่างกาย  เช่น  การเก็บผักในภาคเกษตร  การทอผ้าในภาคอุตสาหกรรม  เป็นต้น  จะเห็นว่าแรงงานหญิงในอดีตก็เริ่มมาแล้วแต่อยู่ในรูปของเกษตรกรรมที่เป็นการทำงานเพื่อยังชีพ  เช่น  การรดน้ำ  พรวนดิน  เป็นต้น  การทำงานในภาคเกษตรส่วนใหญ่จะทำงานในบริเวณบ้านทำให้สะดวกในการทำงาน  มีเวลามากพอที่จะดูแลผลผลิต  มีความเพียงพอต่อครอบครัวในการยังชีพ  แต่เมื่อภาคอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามาแทนที่ภาคเกษตรกรรมทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา  แรงงานหญิงก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น  อาจเป็นเพราะเพศหญิงมีจำนวนมากและต้องการช่วยเหลือครอบครัวในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว  หรือการเอารัดเอาเปรียบแรงงานหญิงของนายทุนสามารถทำได้ง่ายเพราะแรงงานหญิงมีมากมาย  และหญิงเองก็ไม่มีทางเลือกในการหาอาชีพอื่นเพราะหญิงสมัยก่อนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษา  แรงงานหญิงในปัจจุบันจึงเป็นการใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่าการใช้แรงงานทางราชการเพราะต้องใช้ความรู้การศึกษาที่เพียงพอ  รวมไปถึงความต้องการทางด้านวัตถุมีมาก  จึงต้องการหารายได้เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา                แรงงานหญิงในปัจจุบันมีความนิยมกันมากในการเข้าไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมเพราะบทบาทหน้าที่ของหญิงเปลี่ยนไป  จากการพัฒนาทางด้านต่างๆ  ในอดีตหญิงจะมีหน้าที่หลัก คือ ปรนนิบัติสามี  ดูแลครอบครัว  และการทำงนในเชิงการยังชีพเช่นการเพาะปลูกผักสวนครัวต่างๆ  ส่วนลูกสาวก็ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าครอบครัว  เช่น  รดน้ำผัก  พรวนดิน เป็นต้น  ครอบครัวสมัยก่อนจะไม่ค่อยให้ลูกสาวได้เรียนหนังสือเพราะถือว่าไม่มีความสำคัญและเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดว่าผู้หญิงไม่ควรมีการศึกษามาก  เพราะเมื่อมีคอรบครัวแล้ว  สามีก็จะเลี้ยงดูหารายได้มาสู่ครอบครัว  เมื่อสังคมเปลี่ยนไปการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีกลับให้ความสำคัญกับการศึกษา  หญิงเองก็ต้องได้รับการศึกษา  สังคมยอมรับให้หญิงมีการศึกษามากกว่า  ส่งเสริมให้หญิงดูแลตัวเองและครอบครัวเพื่อแบ่งเบาภาระเศรษฐกิจในครอบครัว  ทำให้การทำงานของหญิงมีการยอมรับมากขึ้น  อาจเป็นเพราะหญิงมีความใจเย็นทำงานได้ดีกว่าผู้ชาย  ทำให้หญิงส่วนใหญ่รายได้จะมากกว่าสามี  สังคมสนับสนุนให้หญิงพึ่งตัวเอง  เมื่อการพัฒนาสังคมมาพร้อมๆกับเศรษฐกิจที่มีความย่ำแย่  ครอบครัวมีสมาชิกมีภาระงานหนักมีการดูแลลูก  เรื่องปากท้องและรายจ่ายอีกมาก  ทำให้หญิงต้องออกมาทำงานเป็นจำนวนมากจากที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน  อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน  กลับต้องมาดิ้นรนหารายได้เพื่อเป็นการช่วยเหลือครอบครัวอีกแรงหนึ่ง                เมื่อหญิงสมัยก่อนไม่ได้รับการศึกษา  แรงงานขั้นต่ำหรือแรงงานไร้ฝีมือ  ที่อยู่ในรูปของโรงงานอุตสาหกรรมก็มีมากขึ้น  โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องใช้แรงมือ  แรงกายและต้องทำงานหนักทุกวัน  ก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทของหญิงหลายคนทั้งหญิงที่มีครอบครัว  ซึ่งมีสมาชิกที่ต้องดูแลหลายคน  กับหญิงที่ยังโสดอยู่ ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญของครอบครัวหารายได้  เพื่อปากท้องของญาติพี่น้อง  จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงบทบาทอย่างสิ้นเชิงกับการเปรียบเทียบจากอดีตกับปัจจุบันค่านิยมของสังคมดั่งเดิมนำไปสู่การแบ่งแยกทั้งบทบาท  เพศ  และการให้คุณค่าระหว่างชายและหญิง  ในสังคมเกษตรแม้ผู้หญิงจะมีร่างกายที่เท่าเทียมกับผู้ชายในด้านการผลิต  แต่ก็ถูกจำกัดบทบาทในด้านสังคมและการเมืองว่าผู้หญิงไม่ควรได้รับโอกาสทางการศึกษา  เพราะสังคมสมัยนี้มองไม่เห็นความสำคัญด้านการศึกษาของหญิง  เนื่องจากสมัยนั้นการศึกษารวมศูนย์อยู่ที่วัด  ทำให้หญิงหมดโอกาสทางด้านการศึกษาโดยปริยาย  โดยหญิงมีหน้าที่ที่สังคมกำหนดอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่กับบ้านเฝ้ากับเรือน  ดูแลครอบครัว  จึงไม่จำเป็นจะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน  จึงทำให้ชายหญิงถูกอบรมเลี้ยงดูให้มีลักษณะที่มีความแตกต่างกัน  โดยสรุปคือ  ชายเป็นช้างเท้าหน้า  หญิงเป็นช้างเท้าหลัง  ชายเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ  มีอำนาจตัดสินใจแทนครอบครัว  หญิงผู้เป็นแม่บ้านแม่เรือน  มีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติคนในครอบรัว                เมื่อสังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม  เจตคติค่านิยมดั้งเดิมก็หมดไปเป็นที่นิยมกันมากในสังคมสมัยใหม่  เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงานหญิง ด้วยทัศนะที่ว่าหญิงไม่จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนเพราะไม่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว นำไปสู่การเลือกปฏิบัติของพ่อแม่  ทำให้หญิงขาดโอกาสทางการศึกษา  ด้วยความคาดหวังว่าหญิงจะทำหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน  ทำให้หญิงขาดประสบการณ์ติดต่อกับโลกภายนอก  เมื่อความจำเป็นทางเศรษฐกิจบีบคั้นให้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงาน  ด้วยข้อจำกัดต่างๆทำให้หญิงไม่มีการศึกษา  และมีร่างกายอ่อนแอ  แรงงานหญิงจึงขาดอำนาจต่อรองในการถูกเอารัดเอาเปรียบเพราะการศึกษาต่ำและขาดประสบการณ์                เนื่องจากแรงงานหญิงแรงงานชายมีลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจต่างกันไม่ว่าจะโอกาสการหางาน  การศึกษา  กระทั่งการเลื่อนขั้น  เหล่านั้น แรงงานชายจะมีโอกาสมากกว่าแรงงานหญิง  โดยแรงงานหญิงจะได้รับผลกระทบวิกฤติทางเศรษฐกิจส่งผลให้แรงงานหญิงต้องถูกเลิกจ้างมากกว่าแรงงานชาย  เนื่องจากแรงงานหญิงส่วนใหญ่จะต้องมีภาระในการเลี้ยงดูบุตรและทำงานบ้านมากกว่า  แรงงานหญิงจึงต้องการมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากกว่าแรงงานชาย  และส่งผลทำให้แรงงานหญิงมีแนวโน้มในการที่จะออกมาทำงานนอกระบบมากกว่าทำงานในระบบ  เนื่องจากเห็นว่าการทำงานนอกระบบมีความยืดหยุ่นในการออกจากงานมากกว่างานในระบบ  เช่น  ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม                นอกจากนั้นแรงงานหญิง ยังมีความเสี่ยงต่อภัยอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรม  ไม่ว่าผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่รับผลมาจากโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ  โดยเฉพาะเสียง  กลิ่น  สภาวะอากาศที่โดยปรกติแล้วหญิงจะมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอ  มักจะส่งผลกระทบได้ง่าย   ผลต่อสุขภาพร่างกายที่ต้องทำงานหนักทั้งในโรงงานและหน้าที่หลักในการดูแลครอบครัว  ทำงานบ้านเป็นกิจวัตรประจำวัน  มักจะทำให้เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าได้จุดประสงค์ของการวิจัย1.เพื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทแรงงานหญิงจากอดีตถึงปัจจุบัน ในตำบลคลองมานิงอำเภอเมืองปัตตานี2.เพื่อศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบทบาทแรงงานหญิงในตำบลคลองมานิงอำเภอเมืองปัตตานีสมมุติฐานของการวิจัย1.การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบทบาทแรงงานหญิง2.การเปลี่ยนแปลงการใช้แรงงานหญิงในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม3.บทบาทแรงงานหญิงของภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกันประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ1.ทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทแรงงานหญิงจากอดีตถึงปัจจุบัน ในตำบลคลองมานิงอำเภอเมืองปัตตานี2.ทำให้ทราบถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบทบาทแรงงานหญิงในตำบลคลองมานิงอำเภอเมืองปัตตานีตัวแปรตัวแปรอิสระปัจจัยภายใน         -แรงงานหญิง  ได้แก่  สถานภาพโสด  สถานภาพแต่งงานแล้วปัจจัยภายนอก    -ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม  ด้านการศึกษาตัวแปรตาม-มีผลต่อระบบเศรษฐกิจในครอบครัว-บทบาทภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน-ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง-มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทจากอดีตถึงปัจจุบันกรอบแนวคิดแรงงานหญิง                        -บทบาทการใช้แรงงานในภาคเกษตรแตกต่างกับบทบาทการใช้แรงงานใน                                                  ภาคอุตสาหกรรม                                                -บทบาทการใช้แรงงานในอดีตแตกต่างกับบทบาทการใช้แรงงานในปัจจุบัน                                                -มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ                       ด้านสังคม                             ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบทบาทแรงงานหญิงด้านการศึกษาบทที่2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องงานวิจัยเรื่องบทบาทแรงงานสตรีที่เปลี่ยนไปได้ศึกษาเอกสาร  ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้แนวคิดที่เกี่ยวกับ บทบาท-ความหมาย-แนวคิดทฤษฎีบทบาทหมายถึง  พฤติกรรมของคนที่เกิดขึ้น  โดยตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ  โดยตั้งใจหรือถูกบังคับและพฤติกรรมของแต่ละคนจะแสดงได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะแสดงได้หลายบทบาทเพราะคนแต่ละคนอยู่ในสังคมที่แตกต่างกัน  หากอยู่ในสังคมเดียวกันก็จะแสดงบทบาทที่สังคมคาดหวัง  ยอมรับความหมายตาม  สุพัตรา  สุภาพ (2522) การปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ของสถานภาพ (ตำแหน่ง  เช่น  มีตำแหน่งเป็นพ่อ  บทบาทคือ ต้องเลี้ยงลูก เป็นครูต้องสั่งสอนนักเรียน  นอกจากนี้บทบาทจะช่วยให้บุคคลมีพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพเพราะเมื่อมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและปฏิบัติในสิ่งที่สังคมยอมรับ  เราก็สามารถแสดงบทบาทได้อย่างสอดคล้องกับสังคมได้                ลินตันมีแนวคิดว่า  เรื่องสถานภาพและบทบาท  เป็นสิ่งที่ควบคู่กัน  ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ไม่มีบทบาทใดโดยปราศจากตำแหน่ง  เปรียบเทียบที่มี  2  ด้าน ต้องควบคู่กันตลอด                พาร์สันและซีล  กล่าวว่าสถานภาพและบทบาทเป็นหน่วยของระบบสังคม  ที่คนในสังคมจะต้องแสดงสถานภาพและบทบาทนั้นๆ  เป็นการสร้างและกำหนดการมีส่วนร่วมของเขาในกระบวนการที่มีการกระทำร่วมกัน  สถานภาพเป็นตำแหน่งของผู้แสดงภายในระบบสังคม อาศัยกลไกของสังคมเป็นตัวกำหนดเกรซและคณะ  กล่าวว่า บทบาทเป็นแบบแผน  ความต้องการเป้าประสงค์  ความเชื่อ ทัศนคติ  ค่านิยม  กล่าวอีกได้ว่า  บทบาทคือ  สิทธิหน้าที่ในการกระทำของบุคคลหนึ่งที่มีต่อบุคคลอื่นในสังคมตามสถานภาพของตัวเองลินเดอร์  สมิตและคณะ อ้างถึงในงามพิศ  สัตย์สงวน  ว่าคนๆหนึ่งมีบทบาทประกอบไปด้วย1.       แบบหรือลักษณะเฉพาะของตนเอง2.       พฤติกรรมในสถานการณ์นั้นต้องพอเหมาะกับลักษณะเฉพาะตน3.       ภูมิหลังการกระทำเป็นตัวชี้แนวทางในการกระทำขึ้น4.       การแสดงบทบาทต้องมีการประเมินผลด้วยตัวเองโคเอ็น  ได้เสนอเกี่ยวกับบทบาท  คือ1.       บทบาทถูกกำหนด บทบาทที่สังคมกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทที่ได้รับเอาไว้เราต้องยอมรับบทบาทที่สังคมกำหนดไว้และต้องปฏิบัติที่สังคมกำหนด2.       บทบาทที่ปฏิบัติจริง  วิธีการที่บุคคลแสดงหรือปฏิบัติออกมาจริงตามตำแหน่ง3.       บทบาทที่กระทำจริงเป็นบทบาทที่เจ้าของสถานภาพได้กระทำจริง  บทบาทที่สังคมหรือตัวเองคาดหวังและตามที่สังคมหรือตัวเองคาดหวังด้วยคำสำคัญเกี่ยวกับบทบาท-บทบาททำให้เกิดการแบ่งหน้าที่ระหว่างสมาชิก  ตามความถนัดและความสามารถ-ทำให้สมาชิกในสังคมรู้ถึงฐานะและความรับผิดชอบของตนเอง-ทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบ  สมาชิกในสังคมปฏิบัติตามหน้าที่ของตน  ไม่ก้าวก่ายกัน-ทำให้สมาชิกแต่ละคนรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของตนตามสถานภาพและบทบาททฤษฎีบทบาท (Role  Theory )การที่ได้เอาแนวคิดทฤษฎีบทบาท  เพื่อสามารถที่จะวิเคราะห์  ถึงพฤติกรรมมนุษย์ได้  และสมาชิกในสังคมควรจะเรียนรู้บทบาทกันและกัน  ว่าควรจะแสดงบทบาทเมื่อไหร่  อย่างไรที่ไหน  ให้เหมาะสมอันเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย                ทฤษฎีบทบาทมีการมองอยู่  2  ลักษณะ  คือ แนวโครงสร้างและแนวปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์นิยมแนวโครงสร้างนิยมบทบาทถูกมองเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์โดยสังคม  สังคมคาดหวังว่าบุคคลในสถานภาพควรมีบทบาทเข้าไปดำรงตำแหน่งในสถานภาพนั้นๆอย่างไร  และบุคคลอื่นคาดหวังบทบาทของผู้ที่อยู่ในสถานภาพต่างๆตามที่คิดว่าเป็นค่านิยมบรรทัดฐานที่กำหนดให้มีพฤติกรรมนั้นๆแนวปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์นิยมให้ความสำคัญกับกระบวนการ  บุคคลทำความเข้าใจว่าบุคคลอื่นให้ความหมายและคาดหวังกับตนเองอย่างไร  ในการมีบทบาทในสังคม  เกิดจากบุคคลมีการปฏิสังสรรค์ทางสังคมต่อกันนั่นเองสรุป  จากความหมาย  แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับบทบาทคือบทบาท หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระทำของบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะหรือตำแหน่งหรือมีสถานภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งสังคมได้กำหนดให้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ  บทบาทและสถานภาพเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน  นั่นคือ  สถานภาพจะกำหนดว่าบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร  ส่วนบทบาทเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่สังคมได้กำหนดไว้  ในแต่ละสถานภาพ  การแสดงบทบาทจะสอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคม  ในสถานภาพหนึ่งๆ บุคคลอาจะต้องแสดงบทบาทมากมาย                ชุดา  จิตพิทักษ์ (2528 : 61)  บทบาทพิจารณาได้ 2 ความหมาย-พิจารณาในด้านโครงสร้างทางสังคม  บทบาทหมายถึง  ตำแหน่งทางสังคมที่มีชื่อเรียกต่างๆซึ่งแสดงลักษณะโดยคุณสมบัติและกิจกรรมของบุคคลที่ครองตำแหน่งนั้น-พิจารณาในด้านการกระทำต่อกันหรือปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  บทบาทจึงหมายถึงผลสืบเนื่องที่มีแบบแผนการกระทำเกิดการเรียนรู้ของบุคคลที่อยู่ในสถานภาพการปฏิสัมพันธ์นั้นสงวนศรี  วิรัธชิน  (2527 : 23-24) กล่าวว่าบทบาทมีอยู่ 5 ลักษณะ-บทบาทตามที่กำหนด  หมายถึง  บทบาทที่สังคม  กลุ่มหรือองค์การกำหนดไว้-บทบาทหน้าที่ที่ผู้อื่นคาดหวัง  หมายถึง  บทบาทหรือรูปแบบของพฤติกรรมที่ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังว่าผู้อยู่ในตำแหน่งจะถือปฏิบัติ-บทบาทตามความคิดของผู้อยู่ในตำแหน่ง  หมายถึง  รูปแบบของพฤติกรรมที่บุคคลผู้อยู่ในตำแหน่ง  คิดและเชื่อว่าเป็นบทบาทของตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่-บทบาทที่ปฏิบัติจริงหมายถึง  พฤติกรรมที่ผู้อยู่ในตำแหน่งได้ปฏิบัติหรือแสดงออกมาให้เห็น ซึ่งมักเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทตามความคิดของผู้อยู่ในตำแหน่ง-บทบาทที่ผู้อื่นรับรู้  หมายถึง  รูปแบบพฤติกรรมที่ผู้อื่นได้รับทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติ บทบาทของผู้อยู่ในตำแหน่งมักมีการเลือกรับรู้และรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริงได้