เมื่อวันปิดเทอมของครูมาถึง ดิฉัน ครูปาด ครูเหล่น ครูหนึ่ง และครูแหม็ก ก็เดินทางโดยรถไฟไปยังจังหวัดตรัง เพื่อไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูของโรงเรียนทับเที่ยงฮั่วเฉียว และโรงเรียนตรังวิทยา ในหัวข้อของการสร้างภาวะพร้อมเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยวิธีการของ project approach เป็นเวลา ๓ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๐ - ๒๒ ต.ค.๕๐
เพื่อนครูที่ตรังสนุกกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาก เพราะพวกเราพาให้สมาชิกทั้ง ๕๐ ท่าน ได้กลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้ง
อาจเป็นเพราะครูปาดบอกกับคุณครูว่า "ถ้าอยากจะเข้าใจเด็กว่าเขาเรียนรู้อย่างไร ให้คิดแบบเด็ก ไม่คิดแบบ text" เพราะเด็กเท่านั้นจึงจะสนุกกับการเรียนรู้ที่สัมพันธ์โยงใยออกไปเรื่อยๆ จากเรื่องนี้ สู่เรื่องนั้น และสนุกกับการหาคำตอบต่อไปเรื่อยๆ คล้ายกับการเชื่อมโยงกันของเนื้อหาความรู้ในสารนุกรม ที่มีลักษณะเป็นอนุกรมของความรู้
ถ้าคุณครูสามารถนำเอากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นตัวตั้ง แล้วใช้ตัวเนื้อหาเป็นเพียงสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ ไม่ว่าครูคนไหนก็อยากได้เวลาอยู่กับนักเรียนมากๆ นักเรียนก็อยากได้เวลาเรียนมากๆ
แต่ถ้าครูเอาเนื้อหาเป็นตัวตั้งแล้วเอากระบวนการเรียนรู้เข้ามาสร้างสีสันในรูปของกิจกรรมเป็นครั้งคราว การเรียนรู้จะเป็นเพียงการท่องจำที่รอวันลืม
การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพจึงเป็นการสร้างชีวิตชีวาให้กับทั้งครูและเด็ก ครูก็จะสุขใจที่เห็นเด็กสร้างความรู้เองได้ เด็กได้รู้สึกถึงความสุขในการเรียนรู้ และความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำ ซึ่งมีความสอดคล้องกับลีลาการเรียนรู้ (learning style)ของเด็กแต่ละคน
การเรียนแบบ project approach เป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำอย่างกระตือรือร้น ในหัวข้อที่ตนสนใจอยากไปหาคำตอบ เป็นการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากแรงจูงใจภายใน และสำเร็จลงได้ด้วยการร่วมมือกันทำงาน โดยไม่ได้ทิ้งเนื้อหา
วิธีที่ดีที่สุดที่ครูจะเข้าใจว่าการเรียนรู้แบบ project approach ส่งผลอย่างไรต่อผู้เรียนก็คือการลงมือทำ
คุณครู ๕๐ คน แบ่งหัวเรื่องที่จะศึกษาออกเป็น ๕ กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มจวนผู้ว่า
- กลุ่มพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี
- กลุ่มคนดีศรีเมืองตรัง (นายชวน หลีกภัย)
- กลุ่มรถตุ๊กตุ๊กหน้ากบ
- กลุ่มป่าสาคู
ผลที่ได้คือ
- คุณครูทั้งหลายเกิดความอยากรู้อยากเรียน
- ผู้เรียนมีอาการอยากรู้ต่อไปเรื่อยๆ
- ได้พบพลังของการเรียนรู้
- เกิดพลังโดยไม่รู้ตัว
- รู้สึกว่าชีวิตครูมีค่า สนุกอยู่ตลอดเวลา
- กระตือรือร้นในการทำงานมาก
- ได้รู้ความแปลกใหม่จากเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับตัวเรา
คำสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้คือ "ภูมิใจในบ้านเรา"
จากประโยคข้างต้นนี้ แสดงว่า เด็ๆก็จะมีการเรียนรู้กันอยู่ตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษ แต่ เราจะมีช่วงหยุดให้เขาได้ครุ่นคิด และมีสมาธิในการเรียนรู้ไหมคะ
เพราะที่พูดนี่ เห็นบางทีเด็กอาจถูกกระตุ้น ไปหน่อย หรือเปล่าคะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณsasinanda
ที่ถามมาตรงประเด็นมากเลยค่ะ เพราะช่วงย่อยความรู้นั้นเป็นช่วงสำคัญมากๆอีกช่วงหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะเป็นช่วงที่ทุกคนจะได้มีเวลาทำความรู้ที่ได้มาให้กลายเป็นของเขาเอง
โรงเรียนเพลินพัฒนาจึงออกแบบให้มีช่วงเวลาที่ผู้เรียนจะได้หยุดคิด และได้ประมวลความรู้ของตนให้งอกงาม ในช่วงการทำโครงงาน “ชื่นใจ…ได้เรียนรู้” ถึง ๒ สัปดาห์ด้วยกัน หลังจากที่ได้เรียนรู้ไปแล้วเป็นเวลา ๘ สัปดาห์ค่ะ
ในวงรอบที่สั้นกว่านั้นอาจมีขึ้นเมื่อจบแต่ละกิจกรรมย่อย ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเป็นเมื่อใด
สวัสดีค่ะคุณ lioness ann
ใช่แล้วค่ะ เด็กๆเรียนรู้ด้วยการกระบวนการเป็นตัวตั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้อง “ได้ใจ” พวกเขาก่อนนะคะ โจทย์ที่ท้าทาย และเหมาะกับวัยจะช่วยให้เขาเพลินกับการเรียนรู้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ …อาจเริ่มจากการใส่เสื้อสีส้มอย่างคุณครูก็ได้ค่ะ ! หรือจะคิดจากชิ้นงานเป็นตัวตั้งแบบ backward design ก็สนุกดีนะคะ
สวัสดีค่ะ
ครูเหล่นในฐานะทีมงานที่ได้ไปร่วมด้วยช่วยกันยังรู้สึกซาบซึ้งกับกิจกรรมครั้งนี้ อันดับแรกในฐานะคนตรังที่ต้องมาอยู่เมืองกรุง การได้ชักชวนคนที่คิดก่อการดีไปร่วมแลกเปลี่ยนกับคนในบ้านเกิดเมืองนอนของตนนับว่า "สำนึกรักบ้านเกิด"ทำงานโดยไม่ต้องติดอยู่กับคำว่า "สถานที่" การกระทำทุกการกระทำหากทำเพื่อคนอื่น และที่อื่นๆแล้วถือว่าเป็นสำนึกรักทั้งสิ้น ทำให้มีเรี่ยวแรงในการคิดทำอะไรสนุกๆในโรงเรียนเพลินพัฒนาต่อไป
นอกจากนี้การได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีกับเพื่อนครูที่ตรังกลับทำให้เราได้พลังเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นช่วงวันหยุดปิดเทอมที่เรามีอยู่น้อยนิด ไม่ต้องนอนอยู่บ้านตีพุง แต่ออกไปทำอะไร ให้อะไรกับคนอื่นกลับได้พลังมากกว่า ไม่น่าเชื่อ
สุดท้ายต้องขอขอบคุณทีมงานและผู้เข้าร่วมทุกคน เพราะพวกคุณคือ ขุมพลังที่น่ามหัศจรรย์
ครูเหล่น
เห็นด้วยกับครูเหล่นค่ะ …สิ่งที่เราได้ทำนั้น ให้พลัง และแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีเพื่อสังคมต่อไปได้อีกมาก เพราะเรารู้ว่าความคิดและเรี่ยวแรงที่เราลงไปนั้นไม่ได้สูญเปล่า แต่กลับทำให้เรามีเพื่อนร่วมทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ขอบคุณที่อธิบาย
เพราะเด็กๆเล็กๆ...พูดถึงเด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีสมาธิ ซึ่งเป็นธรรมดา แต่คิดว่าต้องค่อยๆฝึกค่ะ
เคยมีหลานหญิงอยู่คนหนึ่ง ไม่ค่อยเล่นเท่าไร แต่ช่างคิด และมีแววตาที่คอยสังเกตโน่นนี่ตลอด ไม่ค่อยเห็นเล่นมากๆ
แต่เขาจะฉลาดมากค่ะ เรียนที่สาธิตเกษตรฯ ได้ที่ 1 ตลอดชีวิตการเรียน
ที่พุดนี่ ไม่ใช่ว่าดี แต่ ถ้าฝึกให้เด็กหยุดคิด ปล่อยให้เขาอยู่เงียบๆ แก้ปัญหาเองบ้าง ก็ไม่เลวค่ะ
แค่ความเห็นส่วนตัวนะคะ
เห็นด้วยกับคุณsasinanda มากๆค่ะ หลังจากที่สนุกคิดแล้ว โตขึ้นหน่อยต้องหัดให้ดูความคิดและดูจิตตัวเองด้วย ฟุ้งซ่านมากไป หรืออยู่คนเดียวไม่ได้ก็ไม่ดีทั้งนั้นนะคะ