"คนพิการที่มาจากกำเนิดมีน้อยเต็มที เพราะความเจริญทางด้านการแพทย์ ถ้ามีหลงมาบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของคนผู้นั้น ที่เขาเริ่มชีวิตที่จุดนั้น แต่คนปกติธรรมดาที่ครบถ้วนทุกอย่าง เริ่มต้นชีวิตมาด้วยความสมบูรณ์แล้ว มาพลาดพลั้งให้ต้องพิการ คาดว่าบุคคลเหล่านั้นกว่าจะหลุดพ้นได้ จะทุกข์ใจแสนสาหัสมาก เราคนพิการมีความคิดอยากให้ช่วยกันป้องกันคนปกติสมบูรณ์อย่าต้องมาเป็นคนพิการ"

          การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่มีพลัง  มีเสน่ห์ ตั้งแต่ได้รู้จักก้าวย่างเข้าร่วมเรียนรู้ในกระบวนการนี้  มีโอกาสพบเพื่อนที่มีน้ำใจมากมาย   ทุกครั้งที่เพื่อนมีอะไรดีมักจะชักชวนให้ไปดู  ได้ไปเรียนรู้ด้วยกัน

          ช่วงต้นเดือน พฤศจิกายน 2550  ได้รับการประสานทางอีเมล์  จากคุณอนุชา  หนูนุ่น (ชายขอบ)  ว่า อยากให้ผม และ  ครูนงเมืองคอน ไปช่วยเป็นวิทยากรกระบวนการหน่อย  ซึ่งจริง ๆ เป็นคำชวนที่ให้เกียรติเสียมากกว่า   แท้จริงเมื่อผมไปแล้ว   กลับกลายจะเรียกว่าเป็นนักเรียนก็ได้  แต่ผมก็คิดเอาว่า  น้องชายขอบต้องการให้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฐานะนักเรียนโรงเรียนคุณอำนวยเมืองคอนแน่ ๆ

          ที่ติดต่อประสานผมนั้น   บอกว่า  จะจัดกระบวนการเรียนรู้เครือข่ายคนพิการทุกประเภท 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และจังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ใช่ไปรับหลักการจากใครก็หาไม่    ในเรื่อง "บทเรียนเส้นทางการหลอมร่วมรวมพลังเครือข่ายคนพิการระดับจังหวัด"

ชายขอบ(อนุชา หนูนุ่น)

           ผมได้เดินทางไปร่วมมาแล้ว   โดยเดินทางไปพร้อมกับครูนงเมืองคอน   ซึ่งก็ได้รับเชิญในลักษณะเดียวกันกับผม  กระบวนการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมไดอิชิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

          วันนี้หยิบจับเอกสารที่ได้ติดมือกลับมาอ่านดูอีกครั้งและทบทวนกับสิ่งที่ได้พบได้เห็นในเหตุการณ์จริง ๆ ที่เกิดขึ้น    ได้เห็นและประทับใจในการกระบวนการที่ปฏิบัติจริง ๆ   คือ "เพื่อนช่วยเพื่อน"  ครั้งนี้ได้เห็นของแท้ว่าการจัดการความรู้ "เพื่อนช่วยเพื่อน" ที่ทุกคนมีจิตเข้าถึงแล้วเป็นอย่างไร

           อ่านโครงการที่เขาเขียน  เทียบเคียงกับความคิดความรู้สึกที่เคยมี   กับเหตุการณ์ที่ได้เห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เพราะเราคิดหรือมองว่า  คนพิการคือคนที่ลำบาก  สังคมต้องให้ความช่วยเหลือ  คนอื่น ๆ ก็อาจคิดเหมือนผม  หรืออาจมองไปว่าน่าสงสาร  เป็นเวรกรรม  เป็นภาระที่สังคมต้องให้ความช่วยเหลือดูแล

          แต่เมื่อไปเห็นเข้าจริง ๆ  กลับมองแทบไม่เห็นความพิการของเขาเหล่านั้นเลย เป้าหมายที่เขากำลังเดินคือเดินบนเส้นทางของการช่วยกันพัฒนาสังคมไทยโดยรวมต่างหาก

         ผมคุยกับน้องชายขอบ(อนุชา)ว่า  ผมไม่เห็นว่างานนี้คืองานคนพิการตรงไหน   เพราะที่เห็นคือการใช้ชีวิตแบบคนปกติธรรมดาทั่วไป  มีความแตกต่างเล็ก ๆ ในบางเรื่องเท่านั้น  ซึ่งคนปกติธรรมดาก็มีแตกต่างกันอยู่แล้วเช่นกัน  น้องชายขอบพูดกับผมว่า   เขาเหล่านั้นหลุดพ้นจากจุดนั้นไปแล้ว  ก้าวพ้นจากจุดที่สังคมมองเขาไปแล้ว  ฟังแล้วต้องคิดนานคิดลึก ๆ

         พี่ประสิทธิ์  จากพัทลุง  นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวตอนพักเที่ยง   ผมก็ไม่เห็นว่าพี่ประสิทธิ์จะพิการอะไร   แถมยังพูดให้ผมต้องคิดแบบสุดซึ้งอีกว่า

         "คนพิการที่มาจากกำเนิดมีน้อยเต็มที  เพราะความเจริญทางด้านการแพทย์   ถ้ามีหลงมาบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของคนผู้นั้น  ที่เขาเริ่มชีวิตที่จุดนั้น   แต่คนปกติธรรมดาที่ครบถ้วนทุกอย่าง   เริ่มต้นชีวิตมาด้วยความสมบูรณ์แล้ว   มาพลาดพลั้งให้ต้องพิการ  คาดว่าบุคคลเหล่านั้นกว่าจะหลุดพ้นได้  จะทุกข์ใจแสนสาหัสมาก   เราคนพิการมีความคิดอยากให้ช่วยกันป้องกันคนปกติสมบูรณ์อย่าต้องมาเป็นคนพิการ"   คำพูดเหล่านี้ครับทำให้เกิดความคิด    เมื่อได้เห็นศักยภาพของคนในเครือขายคนพิการครั้งนี้  ว่าสังคมคิดไปเองจริง ๆ