ตอนออกมาจากสถานทูตคือเวลาประมาณ ๙ โมง ๕๐ นาที สรุปแล้ว..ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงค่ะ
ในที่สุดก็ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐเรียบร้อยแล้ว ก็เลยจะมาเล่าให้ฟัง และเขียนบันทึกไว้เผื่อมีใครจะใช้ได้ประโยชน์ในภายหน้าค่ะ
อันดับแรกก็ต้องซื้อ PIN ก่อนค่ะ PIN นี้มีไว้นัดหมายกับทางสถานทูต เพื่อกำหนดวันสัมภาษณ์ค่ะ PIN นี้มี ๒ ประเภทคือแบบนัดหมายทางอินเทอร์เน็ต กับแบบนัดหมายทางโทรศัพท์ ตัว PIN นี้สามารถซื้อได้ที่สำนักงานไปรษณีย์ทั่วไปค่ะ ราคา ๒๐ เหรียญ ประมาณ ๗ - ๘๐๐ บาทนี่แหละค่ะ แต่สำหรับดิฉันซื้อ PIN ทางอินเทอร์เน็ตและจ่ายผ่านบัตรเครดิตไปประมาณ ๔๘๐ บาท (ราคา ๑๒ เหรียญ)
ตัวดิฉันเองตอนแรกตั้งใจจะซื้อแบบนัดทางโทรศัพท์เพราะทาง Fulbright-Thailand แนะนำว่าแบบนี้จะนัดหมายได้ง่ายและสะดวกกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตอนที่ไปซื้อ PIN นั้น ระบบโทรศัพท์ call center เสีย/กำลังปรับปรุง ก็เลยต้องซื้อแบบอินเทอร์เน็ตมาใช้โดยปริยาย แบบนี้ราคาถูกกว่าค่ะ (แต่พอใช้แบบอินเทอร์เน็ตก็พบว่าไ่ม่ยากมากค่ะ แต่ต้องขยันอ่านหน่อยค่ะ ข้อมูลเยอะค่ะ)
PIN นี้มีอายุ ๓ เดือน สามารถเข้ามา log in เพื่อกรอกข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอด จุดเริ่มต้นที่ดิฉันเริ่มกระบวนการนัดหมายทางอินเทอร์เน็ตคือที่ VisaPoint Home Page ค่ะ
เริ่มต้นก็เข้าไปกรอกข้อมูลเบื้องต้น เช่นชื่อ log on แล้วก็ password สำหรับใช้ log in ซ้ำในอนาคตค่ะ หลังจากนั้นก็เริ่มกรอกชื่อ นามสกุล หมายเลข passport ประเภทวีซ่าที่ขอ ซึ่งของดิฉันเป็นประเภท J ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Non-Immigrant Visa หรือ NIV พูดง่ายๆ คือวีซ่าชั่วคราวสำหรับ exchange visitor นั่นแหละค่ะ
หลังจากนั้นเวบไซท์ก็พาเราไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง บอกว่าเราต้องกรอกเอกสารอะไรบ้าง ก็ download มากรอกแล้วก็พิมพ์ตาม requirement ของการขอวีซ่าประเภทนั้นๆ
สำหรับวีซ่าประเภท J หรือ exchange visitor นั้น ข้อมูลในเวบระบุว่าต้องกรอกเอกสาร DS-157 กับ DS-158 นอกเหนือจากตัว application ที่ทุกคนต้องกรอกเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
ในการขอวีซ่าอเมริกานั้น จะต้องมีการจ่าย SEVIS fee ประมาณว่าเป็นค่าธรรมเนียม ราคาประมาณ ๓๖๐๐ บาท แต่พอดีดิฉันได้ทุน Fulbright ก็จะได้รับการยกเว้นค่ะ แต่ถ้าเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย น่าจะยังต้องจ่ายอยู่ดีค่ะ ค่าธรรมเนียมนี้สามารถจ่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตตัดบัตรเครดิตได้ แต่ไม่มีประสบการณ์มาเล่าเพราะไม่ได้จ่ายค่ะ ^ ^
หลังจากเข้าไปกรอกข้อมูลเรียบร้อย ก็จะพบหน้าปฏิทินให้เราเลือกวันเวลาที่เราสะดวกจะไปสัมภาษณ์ การนัดนี้ถ้าไปไม่ได้จะยกเลิกนัดได้ถ้าบอกก่อนล่วงหน้า ๓ วัน (ถ้าจำไม่ผิด) แต่การยกเลิกนี้จะนับเป็นการ reschedule และระบบจะให้เรา reschedule ได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง พอนัดเสร็จแล้วระบบจะให้เราพิมพ์เอกสาร schedule confirmation ระบุวันนัดหมายที่เราเลือกไว้ และส่ง email มาย้ำด้วยค่ะ
หลังจากนั้นระบบก็จะพาเราไปกรอกใบสมัคร online ค่ะ ซึ่งขั้นตอนนี้ระบบจะเอาข้อมูลที่เรากรอกไปทำเป็นใบสมัครในรูปแบบ PDF ที่เราพิมพ์ออกมาใช้ในการยื่นประกอบการขอวีซ่าได้เลย เพราะฉะนั้นตอนนี้สำคัญค่ะ ต้องทำให้เสร็จไปในรวดเดียว ไม่งั้นต้องมาเริ่มกรอกข้อมูลใหม่หมดอีก ดิฉันเคยทำค้างๆ ไม่เสร็จในทีเดียวไปครั้งหนึ่ง ปรากฎว่าต้องมาเริ่มใหม่หมดเลย เสียเวลาค่ะ
พอกรอกเอกสารเรียบร้อย ดิฉันก็ไปถ่ายภาพ ซึ่งต้องถ่ายเป็น background สีขาว เห็นหน้าชัดๆ เห็นหู (เขาระบุมาแบบนี้เลย) ขนาดต้องเป็น ๕๐ x ๕๐ มม. ด้วยค่ะ ได้รูปมาก็เอาไปติดกาวกับ application form ที่พิมพ์ไว้ตรงบริเวณที่กำหนดไว้ค่ะ
พอถึงวันก็เดินทางไปก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมงตามที่เขาแนะนำในเอกสาร ได้นัด ๙ โมงครึ่ง ไปถึงอีก ๕ นาที ๙ โมง ก็เจอแถวคอยหน้าสถานทูตเรียบร้อยแล้ว แถวคอยนี้เป็นแถวสำหรับตรวจเอกสารเบื้องต้น เผื่อว่าเอกสารไม่ครบจะได้ยังไม่ต้องเข้าไปในสถานทูตแล้วออกมาใหม่ เพราะหลังจากตรวจเอกสารตรงนี้แล้ว ก็ต้องไปผ่าน security check คล้ายๆ กับที่สนามบินค่ะ
สถานทูตจะไม่ให้นำมือถือหรืออุปกรณ์ electronics ต่างๆ เข้าไปค่ะ ถ้าใครเอาไปต้องฝาก แต่ดิฉันอ่านเอกสาร schedule confirmation พบว่าเขาไม่ให้เอาเข้า ก็เลยไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วยเสียเลย แต่ถ้าใครเอาไป ดิฉันเห็นเขามี locker ให้ฝากนะคะ แต่ไม่ทราบรายละเอียดชัดเจนนะคะ เพราะตัวเองไม่ได้ใช้บริการน่ะค่ะ
พอผ่าน security check เข้ามาแล้ว ก็มาเข้าคิวในส่วนของผู้ขอ NIV ต่ออีกรอบ (มีอีกแถวสำหรับชาวอเมริกัน ซึ่งไม่มีคิวเลย) คราวนี้เป็นแถวคอยสำหรับการตรวจสอบเอกสาร และคัดแยกเอกสารเป็นซองๆ (ซองใสๆ ของสถานทูต) สำหรับแต่ละคน เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบเอกสารแยกเป็นชุดๆ ของสถานทูต
ตอนไปขอวีซ่าครั้งนี้ ยืนคอยตรงนี้นานที่สุดค่ะ เพราะคิวยาวมากๆ เลย ยืนรอเหมือนไปเที่ยว Disney Land เลย ^ ^ ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเฉพาะแถวคอยนี้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะให้ไปซื้อซองที่ห้องจำหน่ายของไปรษณีย์ไทย ราคา ๖๕ บาท สำหรับใช้ mail เอกสารของเรากลับ จากนั้นก็ไปจ่าหน้าซองถึงตัวเอง แล้วก็เดินไปเข้าคิวอีกอัน สำหรับ scan/ถ่ายภาพ ลายนิ้วมือ และรับบัตรคิวเข้าสัมภาษณ์ โดน scan ไปสองมือครบทั้ง ๑๐ นิ้วเลยค่ะ
ตรงหน้าต่างที่ scan นิ้วนี้เขาจะเอาเจ้าซองใสที่ใส่เอกสารของเราที่คัดแยกไว้ไปเลยค่ะ นัยว่าเอาไปให้เ้จ้าหน้าที่ดูก่อนสัมภาษณ์กระมัง เจ้าหน้าที่บอกดิฉันว่าสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษนะคะ (ดิฉันเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนนัดในอินเทอร์เน็ต) แล้วให้บัตรคิวเราไปนั่งรอเรียกสัมภาษณ์
ดิํฉันได้หมายเลข ๘๑๒ พอไปเงยหน้าดูบอร์ดว่าเขาเรียกเบอร์ไหนไปหน้าต่างไหน ก็เห็นตัวเลขอยู่ประมาณ ๓๐๐ กว่าๆ (เริ่มตกใจเล็กน้อยว่าจะได้ไปกินข้าวกลางวันไหมเนี่ย เป็นห่วงกิน ^ ^)
ปรากฎว่าตัวเลขนั้นน่าจะ random และก็ไม่เรียกตามเบอร์จริงๆ ด้วย เพราะเข้าไปนั่งรอไม่ถึง ๓ นาทีก็ถูกเรียกไปที่หน้าต่างสัมภาษณ์เลย.. ไปถึงก็ถูกใ้ห้ scan นิ้วชี้ซ่ายก่อน (น่าจะเป็นการยืนยันว่าถูกคนแน่) แ้ล้วก็ถามดิฉัน ๒ เรื่องคือ
ได้ทุนไปทำงานวิจัยเรื่องอะไร
สอนที่ไหน สาขาอะไร
พอตอบเสร็จก็บอกว่า congratulations ที่ได้ทุน Fulbright เดี๋ยวเขาจะ mail passport กับเอกสารของเรากลับไปให้ตามที่อยู่ที่จ่าหน้าซองไว้ ใช้เวลาไม่ถึงนาที (ไม่เกิน ๒ นาทีแน่นอน)
ตอนออกมาจากสถานทูตคือเวลาประมาณ ๙ โมง ๕๐ นาที สรุปแล้ว..ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงค่ะ
จบแล้วค่ะ ยาวจริงๆ เมื่อยนิ้วเลย ^ ^
เพิ่มเติมค่ะ
เอกสารที่ไปยื่น นอกจากที่เล่าไปในบันทึกข้างต้นแล้วยังมี
จดหมายนำถึงสถานทูต จาก TUSEF ที่แจ้งว่าเราเป็นผู้ได้รับทุน Fulbright ให้อำนวยความสะดวกช่วยออก VISA ให้เราด้วย
เอกสาร DS ๒๐๑๙ เป็นเอกสารคล้ายๆ กับ I ๒๐ ที่ทางมหาวิทยาลัยออกให้เวลาที่เขาตอบรับเราเป็นนักศึกษา แต่ตัวเอกสาร DS ๒๐๑๙ นี้ออกโดย CIES ซึ่งเป็นสำนักงานดูแลนักวิจัย หรือ exchange visitor แจ้งว่าดิฉันจะไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยไหน ภายใต้ทุนของใคร ช่วงเวลาที่จะเดินทางไปทำวิจัย
ขอ VISA เที่ยวนี้ไม่ได้ใช้จดหมายนำจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปรกติที่เวลาข้าราชการจะเดินทางไปราชการต่างประเทศ สามารถขอหนังสือนำจากหน่วยงานที่สังกัด ไปขอหนังสือนำจากกระทรวงการต่างประเทศได้
วันนี้เราถูกสแกนนิ้วกันทั้งคู่เลยนะพี่ 555 ศิษย์น้องพาสปอร์ตหมดอายุ เขาไม่ให้ต่อแล้วเดี๋ยวนี้ ต้องทำเล่มใหม่เลย ไปทำที่ศูนย์เซ็นทรัลบางนา เขาเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทันสมัยเจี๊ยบ บริการเร็วมาก ไปถึงตอนสิบโมงครึ่งพอดี ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ได้ขับรถออกมาแล้ว ไวเหมือนโกหก ใช้ได้ๆ ราชการไฮเทค
แต่เจอเจ้าหน้าที่สาวๆ คนนึงพูดจาไม่มีหางเสียงกับหลายๆ คนด้วย พูดตวาดป้าคนนึงซะเสียงดัง หนูสงสารมากเลย ถ้าเป็นหนูโดนนะรับรอง ยัยคนนี้ได้ไปเกิดใหม่แน่ รัฐอุตส่าห์ลงทุนไปตั้งเยอะ ระบบเปลี่ยนไป คนหมู่มากปรับตัวได้ดียิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาสุภาพ บริการด้วยน้ำใจ แต่ก็ยังมีคนประเภทที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าขุนมูลนายไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองให้ก้าวทันระบบ เฮ้อ ต้องรอให้คนรุ่นนี้ตายหมด ราชการไทยถึงเจริญขึ้น
หนูเคยไปขอวีซ่าที่นั่นเมื่อสัก 7 ปีมาแล้ว แต่ก่อนไม่ได้เป็นแบบที่พี่บอกเลยงงๆ สงสัยจะตกยุคซะแล้วอ่ะ คนที่สัมภาษณ์ตอนนั้นเป็นฝรั่งแต่พูดไทยชัดเปรี๊ยะ ตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะพูดไทยได้ดีขนาดนั้น แต่เขาระแวงคนไทยโดยเฉพาะสาวโสดมากเลยนะ สงสัยกลัวเราไปเป็นโรบินฮู้ดหรือไปทำอะไรไม่ดีที่นั่น อยากจะบอกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ไม่เคยคิดจะไปอยู่บ้านเมืองเขานานสักที อยู่เมืองไทยสบายกว่ากันเยอะ ที่ไปน่ะเพราะจำเป็น ไม่งั้นจ้างก็ยังไม่อยากไปเลย
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ เป็นคำแนะนำที่ดีนะคะ หนิงเองก็ต้องไป Colorado ซัมเมอร์นี้ค่ะ (ประมาณ กพ-พค)
ตอนนี้ก็เข้าไปเก็บเกี่ยวข้อมูลในพันทิพย์ห้องไกลบ้านที่คุณ susie แนะนำไว้เรื่อยๆค่ะ คุณsusie เขีบน blog ไว้ด้วยนะคะ คลิกที่นี่ ค่ะ
อิอิ เข้ามาแจมเผื่อเป็นประโยชน์กับท่านใดบ้าง
อาจารย์กมลวัลย์ไปรัฐไหนคะ เผื่อได้ไปนัด F2F เฮฮาศาสตร์ กันที่นู่นบ้างเนอะ
สวัสดีค่ะป้าแดง
pa_daeng
กำลังจะเดินทางไปกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าค่ะ ^ ^ ตอนนี้ต้องเร่งสอน เร่งทำงานให้เสร็จก่อนปิดเทอมค่ะ
นอนดึกเหมือนกันนะคะ ขยันจัง ^ ^
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนค่ะ
สวัสดีจ้าน้องซูซาน
Little Jazz \(^o^)/
อ้าว เพิ่งทำ passport เหรอ ^ ^ พี่ไปทำ passport แบบใหม่มาเมื่อสัก ๒ ปีที่แล้วจ้า แต่แสกนนิ้วทำ passport น่ะ เขาทำละเอียดมากเลยนะ จำได้ว่าเขาเช็ดกระจกที่เราใช้วางนิ้วหลายครั้งมาก เช็ดแล้วเช็ดอีก scan ซ้ำก็หลายครั้ง แต่ที่สถานทูตเนี่ย วางนิ้ว แล้วเหมือนเขาใช้วิธีถ่ายภาพเอาน่ะ ไม่รู้เหมือนกัน เทคโนโลยีใหม่มั้ง ^ ^
เรื่องงานบริการทำ passport ที่เร็วขึ้นน่ะ เป็นเพราะว่ากระทรวงต่างประเทศเขา outsource ให้บริษัทมารับสัมปทานไปทำน่ะ ฟังจากข่าวนะ ยังไม่ได้ค้น แต่เคยเห็นข่าวเหมือนกันว่างานนี้มีลับลมคมในเหมือนกัน ประมาณว่ารัฐทำสัญญาเสียประโยชน์กับเอกชนน่ะ คือค่าทำเล่มหนึ่งน่ะแพงมากๆ เลย
เมื่อคราวที่พี่ไปขอวีซ่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วนั้นก็ไม่เหมือนกับปัจจุบันเลยจ๊ะ ต่างกันไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ผ่านอินเทอร์เน็ตน่ะ สมัยก่อนใช้ paper work อย่างเดียว อีกอย่างนึงคือไม่ได้ขอวีซ่าท่องเที่ยว พอเขาเห็นเอกสารที่ทางโรงเรียนส่งมาให้ (I-20) และเอกสารนำจากทางราชการว่าเรารับทุนรัฐบาลมา เขาก็อนุมัติวีซ่าให้ ไม่นาน แทบไม่ได้สัมภาษณ์เหมือนกันกับเที่ยวนี้แหละจ๊ะ
สวัสดีค่ะคุณหนิง
DSS "work with disability" ( หนิง )
ไปช่วงเดียวกันเลย ได้ไปพเนจรต่างแดน ^ ^
Cororado ก็สวยนะคะ ตอนอยู่ที่อเมริกาไม่เคยไปเล่นสกีบนเขากับเขาเลยค่ะ ไม่อยากเจ็บตัว แล้วก็ไม่มีงบด้วยค่ะ อิอิ
ตั้งใจจะมาเรียนให้ทราบว่าหลังจากอ่านหนังสือเรื่องพยาบาลไร้หมวก(ที่อาจารย์กรุณามอบให้)จบแล้ว รู้สึกชื่นชมหยดน้ำมาก เธอปฏิบัติภารกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ ดูเธอทำงานอย่างมีความสุข โดยไม่มีข้ออ้างเรื่องสุขภาพของตัวเองเลย
เธอช่วยสร้างคุณค่าให้แก่วิชาชีพพยาบาล พลอยทำให้ดิฉันเกิดความภูมิใจยิ่งขึ้นที่ได้เป็นพยาบาล อยากจะให้เพื่อนพยาบาลคนอื่นๆ โดยเฉพาะพยาบาลใหม่ที่กำลังจะสำเร็จไปทำงาน เกิดความรู้สึกเช่นนี้ด้วย
จึงติดต่อขอสั่งหนังสือเพื่อมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนใกล้ชิด และลูกศิษย์ลูกหา เหมือนธรรมชาติได้จัดสรรไว้แล้ว วันที่ดิฉันโทรไป คุณหยดน้ำมาอยู่ที่กรุงเทพพอดี และมีหนังสือติดมาด้วย นอกจากนั้นยังพร้อมที่จะนำมาให้ถึงที่
ดิฉันรู้สึกอัศจรรย์จริงๆ ช่างเหมือนมีผู้กำหนดไว้แล้ว ให้ดิฉันมาอ่านคำโต้ตอบของสมาชิกท่านหนึ่งในgotoknow จนเป็นเหตุให้ดิฉันติดตามมาพบอาจารย์กมลวัลย์ และในที่สุดดิฉันกำลังจะได้พบตัวจริงเสียงจริงของคุณหยดน้ำ ที่สำคัญเธอรับปากจะมาพูดคุยเกี่ยวกับกระสบการณ์ของเธอให้ลูกศิษย์ดิฉันฟัง ทุกสิ่งดูลงตัว
วันนี้เข้ามา เลยได้ทราบว่าอาจารย์กำลังจะไปvisit อเมริกา ด้วยทุนFulbright ขอแสดงความยินดี และชื่นชมด้วยความจริงใจ ดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักอาจารย์ ดิฉันศรัทธาอาจารย์กมลวัลย์มาก และติดตามอ่านบันทึกของอาจารย์อยู่ตลอด และถือว่าการได้รู้จักอาจารย์ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติจัดสรรเช่นกัน
ไปถึงแล้วกรุณาถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็นให้สมาชิกได้เรียนรู้ บ้างนะคะ ดิฉันไม่ทราบว่าอาจารย์ไปศึกษาเรื่องอะไร ถ้าหากมีประสบการณ์เกี่ยวกับเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิง โปรดเก็บมาฝากด้วยนะคะ เพราะดิฉันกำลังจะพัฒนาเรื่องนี้ในสถาบันของดิฉันค่ะ
สวัสดีค่ะ
อ. rujires - thanooruk
ดีใจมากๆ เลยนะคะอาจารย์ ที่ตัวเองได้มีส่วนร่วมเล็กๆ ให้ผู้ที่สมควรจะได้มาพบกันและต่อยอดความดีกัน ได้พบกัน
ดิฉันให้ความเคารพและศรัทธากับทุกคนที่มีจิตใจดีงาม เอื้อเฟื้อ และหวังดีและกระทำดีต่อผู้อื่น เช่นที่พี่หยดน้ำได้กระทำ.. ดิฉันว่าอาจารย์ก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน... ^ ^
สำหรับตัวเองแล้ว..คิดว่าเป็นผู้ได้รับข้อคิดและสัจธรรมจากเรื่องของพี่หยดน้ำด้วยซ้ำไป.. และอยากจะเป็นผู้ให้บ้าง ก็เลยเลือกเป็นผู้สานต่อ เผยแพร่หนังสือ ไปยังบุคคลต่างๆ ที่สนใจ และมีโอกาสที่จะประกอบกุศลกรรมต่อๆ ไปอีก น่ะค่ะ
เรื่องของอาจารย์กับพี่หยดน้ำนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นธรรมชาิติจัดสรรอย่างลงตัวจริงๆ นะคะ ฟังแล้วปลื้มใจที่อีกหลายๆ คน จะได้เห็นและได้ฟังธรรมะจากเรื่องที่พี่หยดน้ำปฏิบัติ
สำหรับเรื่องที่กำลังจะไปอเมริกานั้น ดิฉันจะเขียนเล่าในสมุดนี้แน่ๆ ค่ะ แล้วถ้ามีเกร็ดหรือประสบการณ์เรื่อง e-learning ดีๆ จะนำมาฝากอาจารย์แน่นอนค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ที่ติดตามเข้ามา ลปรร นะคะ แล้วอย่าลืมเล่าประสบการณ์ที่พี่หยดน้ำมาเล่าให้ฟัง ผ่านบันทึกถ้ามีโอกาสนะคะ ^ ^
ขอบคุณสำหรับคำสัญญาที่จะเล่าประสบการณ์ที่USA มาในสมุดนี้ จะคอยติดตามค่ะ โดยเฉพาะเรื่องอีเลิร์นนิง ที่จะแถมให้(ถ้าพบ)
จะเล่าถึงวันที่ดิฉันได้รับหนังสือพยาบาลไร้หมวกที่คุณหยดน้ำกรุณานำมาส่งให้ที่ตึกฉุกเฉิน ซึ่งคิดว่าสะดวกสุดที่คุณหยดน้ำจะหาพบ ดิฉันได้รับน้ำใจจากคุณหยดน้ำ เธอแถมหนังสือให้อีก2เล่ม และมีเหรียญบาทใส่ซองมาอีกจำนวนหนึ่ง หน้าซองเขียนว่าทำบุญหลวงตา
ดิฉันเดาเจตนาว่าเธอคงต้องการให้ดิฉันนำเเหรียญในซองนี้ไปทำบุญให้หลวงตา จึงตัดสินใจเอาไปหยอดตู้บริจาคของมูลนิธิ
อีก2-3วันถัดมาได้มีโอกาสคุยทางโทรศัพท์จึงทราบว่าเธอคืนให้ผู้ซื้อเล่มละหนึ่งบาท ตามหลวงตาแนะนำ ซึ่งเหรียญเหล่านั้นเป็นเหรียญที่หลวงตานำเข้าพิธีและเรียกว่าทอง เพื่อผู้รับจะได้เก็บไว้เป็นมงคล พอทราบแล้วแอบเสียดายน่าจะเก็บไว้ให้ผู้รับหนังสือที่ดิฉันจะมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่
แต่พอคิดได้ก็รู้สึกปิติ นับว่าเป็นการต่อบุญให้คุณหยดน้ำ จึงหายเสียดายแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะ
อ. rujires - thanooruk
เรื่องเหรียญของหลวงตา ตัวเองก็ได้รับมาจากพี่หยดน้ำเหมือนกันค่ะ แต่ไม่น่าจะได้ส่งไปให้อาจารย์พร้อมกับหนังสือ (น่าจะเป็นเพราะลืมค่ะ ปรกติจะส่งให้กับทุกเล่มที่ส่งไป)
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะคะ เพราะก็นำไปทำบุญ คนที่ได้รับไปใช้ ก็จะได้รับสิ่งดีๆ ไปด้วย เหมือนกัน ^ ^
ขอบคุณอาจารย์ที่นำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งนะคะ ยังไงถ้ามีเรื่อง e-learning ที่ UMCP จะนำมาฝากอาจารย์แน่นอนค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะ อ.พิสูจน์
ดีใจที่ประสบการณ์ที่แลกเปลี่ยนไว้ที่บันทึกนี้เป็นประโยชน์นะคะ
ขอบพระคุณอาจารย์มากนะคะ ที่ให้กำลังใจอยู่เสมอ ^ ^
ไปที่โน่นแล้ว จะเล่าประสบการณ์ และชีวิตความเป็นอยู่ให้ฟังกันเรื่อยๆ ค่ะ
สวัสดี ครับ
ผมเข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องการเดินทางไปสหรัฐฯครับ ลูกชายผมสำเร็จการศึกษาจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และขณะนี้ทำงานอยู่ใน New York เคยชวนผมไปเที่ยวหลายครั้งแล้ว แต่ผมก็ยังไม่พร้อมสักที
ในโอกาสปีใหม่ขอให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สุขภาพแข็งแรงและเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณปู่หลง
การไปอยู่ที่สหรัฐนั้นแตกต่างกับการอยู่เมืองไทยอยู่บ้าง ที่แน่ๆ คือนั่งเครื่องบินนานมากค่ะ ^ ^ ประมาณ ๑ วันเต็มๆ ทีเดียว จะไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันคงลำบากสักนิด
ดีใจที่ทราบว่ามีลูกศิษย์พระนครเหนือประสบความสำเร็จไปทำงานอยู่ในที่หลากหลายในโลกนี้นะคะ น่าชื่นใจค่ะ แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ทำงานอะไร จบจากที่ใด ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่การปฏิบัติของคนๆ นั้นใช่ไหมคะ ^ ^
ขอบพระคุณสำหรับพรอันประเสริฐนะคะ ขอให้ี่คุณปู่หลงได้รับพรที่มอบให้ดิฉันด้วยเช่นเดียวกันนะคะ
ธรรมรักษาค่ะ