ตอนออกมาจากสถานทูตคือเวลาประมาณ ๙ โมง ๕๐ นาที สรุปแล้ว..ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงค่ะ

ในที่สุดก็ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐเรียบร้อยแล้ว ก็เลยจะมาเล่าให้ฟัง และเขียนบันทึกไว้เผื่อมีใครจะใช้ได้ประโยชน์ในภายหน้าค่ะ

อันดับแรกก็ต้องซื้อ PIN ก่อนค่ะ  PIN นี้มีไว้นัดหมายกับทางสถานทูต เพื่อกำหนดวันสัมภาษณ์ค่ะ PIN นี้มี ๒ ประเภทคือแบบนัดหมายทางอินเทอร์เน็ต กับแบบนัดหมายทางโทรศัพท์  ตัว PIN นี้สามารถซื้อได้ที่สำนักงานไปรษณีย์ทั่วไปค่ะ ราคา ๒๐ เหรียญ ประมาณ ๗ - ๘๐๐ บาทนี่แหละค่ะ  แต่สำหรับดิฉันซื้อ PIN ทางอินเทอร์เน็ตและจ่ายผ่านบัตรเครดิตไปประมาณ ๔๘๐ บาท (ราคา ๑๒ เหรียญ)

ตัวดิฉันเองตอนแรกตั้งใจจะซื้อแบบนัดทางโทรศัพท์เพราะทาง Fulbright-Thailand แนะนำว่าแบบนี้จะนัดหมายได้ง่ายและสะดวกกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตอนที่ไปซื้อ PIN นั้น ระบบโทรศัพท์ call center เสีย/กำลังปรับปรุง ก็เลยต้องซื้อแบบอินเทอร์เน็ตมาใช้โดยปริยาย แบบนี้ราคาถูกกว่าค่ะ (แต่พอใช้แบบอินเทอร์เน็ตก็พบว่าไ่ม่ยากมากค่ะ แต่ต้องขยันอ่านหน่อยค่ะ ข้อมูลเยอะค่ะ)

PIN นี้มีอายุ ๓ เดือน สามารถเข้ามา log in เพื่อกรอกข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอด จุดเริ่มต้นที่ดิฉันเริ่มกระบวนการนัดหมายทางอินเทอร์เน็ตคือที่ VisaPoint Home Page ค่ะ 

เริ่มต้นก็เข้าไปกรอกข้อมูลเบื้องต้น เช่นชื่อ log on แล้วก็ password สำหรับใช้ log in ซ้ำในอนาคตค่ะ  หลังจากนั้นก็เริ่มกรอกชื่อ นามสกุล หมายเลข passport ประเภทวีซ่าที่ขอ ซึ่งของดิฉันเป็นประเภท J ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Non-Immigrant Visa หรือ  NIV พูดง่ายๆ คือวีซ่าชั่วคราวสำหรับ exchange visitor นั่นแหละค่ะ

หลังจากนั้นเวบไซท์ก็พาเราไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง บอกว่าเราต้องกรอกเอกสารอะไรบ้าง ก็ download มากรอกแล้วก็พิมพ์ตาม requirement ของการขอวีซ่าประเภทนั้นๆ

สำหรับวีซ่าประเภท J หรือ exchange visitor นั้น ข้อมูลในเวบระบุว่าต้องกรอกเอกสาร DS-157 กับ DS-158 นอกเหนือจากตัว application  ที่ทุกคนต้องกรอกเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

ในการขอวีซ่าอเมริกานั้น จะต้องมีการจ่าย SEVIS fee ประมาณว่าเป็นค่าธรรมเนียม ราคาประมาณ ๓๖๐๐ บาท แต่พอดีดิฉันได้ทุน Fulbright ก็จะได้รับการยกเว้นค่ะ แต่ถ้าเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย น่าจะยังต้องจ่ายอยู่ดีค่ะ ค่าธรรมเนียมนี้สามารถจ่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตตัดบัตรเครดิตได้  แต่ไม่มีประสบการณ์มาเล่าเพราะไม่ได้จ่ายค่ะ ^ ^

หลังจากเข้าไปกรอกข้อมูลเรียบร้อย ก็จะพบหน้าปฏิทินให้เราเลือกวันเวลาที่เราสะดวกจะไปสัมภาษณ์ การนัดนี้ถ้าไปไม่ได้จะยกเลิกนัดได้ถ้าบอกก่อนล่วงหน้า ๓ วัน (ถ้าจำไม่ผิด) แต่การยกเลิกนี้จะนับเป็นการ reschedule และระบบจะให้เรา reschedule ได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง พอนัดเสร็จแล้วระบบจะให้เราพิมพ์เอกสาร schedule confirmation ระบุวันนัดหมายที่เราเลือกไว้ และส่ง email มาย้ำด้วยค่ะ

หลังจากนั้นระบบก็จะพาเราไปกรอกใบสมัคร online ค่ะ ซึ่งขั้นตอนนี้ระบบจะเอาข้อมูลที่เรากรอกไปทำเป็นใบสมัครในรูปแบบ PDF ที่เราพิมพ์ออกมาใช้ในการยื่นประกอบการขอวีซ่าได้เลย เพราะฉะนั้นตอนนี้สำคัญค่ะ ต้องทำให้เสร็จไปในรวดเดียว ไม่งั้นต้องมาเริ่มกรอกข้อมูลใหม่หมดอีก ดิฉันเคยทำค้างๆ ไม่เสร็จในทีเดียวไปครั้งหนึ่ง ปรากฎว่าต้องมาเริ่มใหม่หมดเลย เสียเวลาค่ะ

พอกรอกเอกสารเรียบร้อย ดิฉันก็ไปถ่ายภาพ ซึ่งต้องถ่ายเป็น background สีขาว เห็นหน้าชัดๆ เห็นหู (เขาระบุมาแบบนี้เลย) ขนาดต้องเป็น ๕๐ x ๕๐ มม. ด้วยค่ะ  ได้รูปมาก็เอาไปติดกาวกับ application form ที่พิมพ์ไว้ตรงบริเวณที่กำหนดไว้ค่ะ

พอถึงวันก็เดินทางไปก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมงตามที่เขาแนะนำในเอกสาร ได้นัด ๙ โมงครึ่ง ไปถึงอีก ๕ นาที ๙ โมง ก็เจอแถวคอยหน้าสถานทูตเรียบร้อยแล้ว  แถวคอยนี้เป็นแถวสำหรับตรวจเอกสารเบื้องต้น เผื่อว่าเอกสารไม่ครบจะได้ยังไม่ต้องเข้าไปในสถานทูตแล้วออกมาใหม่ เพราะหลังจากตรวจเอกสารตรงนี้แล้ว ก็ต้องไปผ่าน security check คล้ายๆ กับที่สนามบินค่ะ

สถานทูตจะไม่ให้นำมือถือหรืออุปกรณ์ electronics ต่างๆ เข้าไปค่ะ ถ้าใครเอาไปต้องฝาก แต่ดิฉันอ่านเอกสาร schedule confirmation พบว่าเขาไม่ให้เอาเข้า ก็เลยไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วยเสียเลย   แต่ถ้าใครเอาไป ดิฉันเห็นเขามี locker ให้ฝากนะคะ แต่ไม่ทราบรายละเอียดชัดเจนนะคะ เพราะตัวเองไม่ได้ใช้บริการน่ะค่ะ

พอผ่าน security check เข้ามาแล้ว ก็มาเข้าคิวในส่วนของผู้ขอ NIV ต่ออีกรอบ (มีอีกแถวสำหรับชาวอเมริกัน ซึ่งไม่มีคิวเลย) คราวนี้เป็นแถวคอยสำหรับการตรวจสอบเอกสาร และคัดแยกเอกสารเป็นซองๆ (ซองใสๆ ของสถานทูต) สำหรับแต่ละคน เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบเอกสารแยกเป็นชุดๆ ของสถานทูต

ตอนไปขอวีซ่าครั้งนี้ ยืนคอยตรงนี้นานที่สุดค่ะ เพราะคิวยาวมากๆ เลย ยืนรอเหมือนไปเที่ยว Disney Land เลย ^ ^ ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเฉพาะแถวคอยนี้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะให้ไปซื้อซองที่ห้องจำหน่ายของไปรษณีย์ไทย ราคา ๖๕ บาท สำหรับใช้ mail เอกสารของเรากลับ จากนั้นก็ไปจ่าหน้าซองถึงตัวเอง แล้วก็เดินไปเข้าคิวอีกอัน สำหรับ scan/ถ่ายภาพ ลายนิ้วมือ และรับบัตรคิวเข้าสัมภาษณ์ โดน scan ไปสองมือครบทั้ง ๑๐ นิ้วเลยค่ะ

ตรงหน้าต่างที่ scan นิ้วนี้เขาจะเอาเจ้าซองใสที่ใส่เอกสารของเราที่คัดแยกไว้ไปเลยค่ะ นัยว่าเอาไปให้เ้จ้าหน้าที่ดูก่อนสัมภาษณ์กระมัง เจ้าหน้าที่บอกดิฉันว่าสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษนะคะ (ดิฉันเลือกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนนัดในอินเทอร์เน็ต) แล้วให้บัตรคิวเราไปนั่งรอเรียกสัมภาษณ์

ดิํฉันได้หมายเลข ๘๑๒ พอไปเงยหน้าดูบอร์ดว่าเขาเรียกเบอร์ไหนไปหน้าต่างไหน ก็เห็นตัวเลขอยู่ประมาณ ๓๐๐ กว่าๆ (เริ่มตกใจเล็กน้อยว่าจะได้ไปกินข้าวกลางวันไหมเนี่ย เป็นห่วงกิน ^ ^)

ปรากฎว่าตัวเลขนั้นน่าจะ random และก็ไม่เรียกตามเบอร์จริงๆ ด้วย เพราะเข้าไปนั่งรอไม่ถึง ๓ นาทีก็ถูกเรียกไปที่หน้าต่างสัมภาษณ์เลย..  ไปถึงก็ถูกใ้ห้ scan นิ้วชี้ซ่ายก่อน (น่าจะเป็นการยืนยันว่าถูกคนแน่) แ้ล้วก็ถามดิฉัน ๒ เรื่องคือ

  • ได้ทุนไปทำงานวิจัยเรื่องอะไร 

  • สอนที่ไหน สาขาอะไร 

พอตอบเสร็จก็บอกว่า congratulations ที่ได้ทุน Fulbright เดี๋ยวเขาจะ mail  passport กับเอกสารของเรากลับไปให้ตามที่อยู่ที่จ่าหน้าซองไว้ ใช้เวลาไม่ถึงนาที (ไม่เกิน ๒ นาทีแน่นอน)

ตอนออกมาจากสถานทูตคือเวลาประมาณ ๙ โมง ๕๐ นาที สรุปแล้ว..ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงค่ะ 

จบแล้วค่ะ   ยาวจริงๆ เมื่อยนิ้วเลย  ^ ^

 


 

เพิ่มเติมค่ะ

เอกสารที่ไปยื่น นอกจากที่เล่าไปในบันทึกข้างต้นแล้วยังมี

  • จดหมายนำถึงสถานทูต จาก TUSEF ที่แจ้งว่าเราเป็นผู้ได้รับทุน Fulbright  ให้อำนวยความสะดวกช่วยออก VISA ให้เราด้วย

  • เอกสาร DS ๒๐๑๙ เป็นเอกสารคล้ายๆ กับ I ๒๐ ที่ทางมหาวิทยาลัยออกให้เวลาที่เขาตอบรับเราเป็นนักศึกษา แต่ตัวเอกสาร DS ๒๐๑๙ นี้ออกโดย CIES ซึ่งเป็นสำนักงานดูแลนักวิจัย  หรือ exchange visitor แจ้งว่าดิฉันจะไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยไหน ภายใต้ทุนของใคร ช่วงเวลาที่จะเดินทางไปทำวิจัย

  • ขอ VISA เที่ยวนี้ไม่ได้ใช้จดหมายนำจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปรกติที่เวลาข้าราชการจะเดินทางไปราชการต่างประเทศ สามารถขอหนังสือนำจากหน่วยงานที่สังกัด ไปขอหนังสือนำจากกระทรวงการต่างประเทศได้