มอนอกระบบกับแนวคิดและประสบการณ์

การพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลแนวคิดและประสบการณ์ของพระจอมเกล้าธนบุรีดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และในฐานะที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เล่าตัวอย่างของการออกนอกระบบของ มจธ.เอาไว้น่าสนใจและเหมาะสำหรับสถาบันที่กำลังเตรียมตัวจะก้าวออกนอกระบบเฉกเช่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำมาได้แล้ว สภาพเมื่อสองถึงสามทศวรรษที่แล้วการควบคุมอัตรากำลังของราชการและคุณภาพของบัณฑิตที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่ตกต่ำ               เมื่อต้นทศวรรษ 2520 ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายก รัฐมนตรี ประเทศไทยประสบสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจทั้งเนื่องจากวิกฤตการณ์ น้ำมันและเศรษฐกิจโลกตกต่ำ รัฐบาลต้องใช้มาตรการประหยัดรวมทั้งควบคุมการเพิ่มของจำนวนข้าราชการ มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมดซึ่งอยู่ในระบบราชการประสบปัญหาเรื่องงบประมาณและการควบคุมอัตราอาจารย์สมองไหลสู่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม               ในขณะเดียวกันการสูญเสียอาจารย์ที่มีความสามารถสูงออกสู่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีมากขึ้น แม้ว่าความต้องการบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะยังไม่เพิ่มไม่มาก แต่การที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถชักจูงผู้ที่มีความสามารถเข้ามาเป็นอาจารย์เป็นเรื่องที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง มีแต่บัณฑิตที่จบการศึกษาเกรดไม่สูงสมัครเข้าเป็นอาจารย์ นอกจากนั้น ความแตกต่างของเงินเดือนเบื้องต้นของข้าราชการกับผู้ที่อยู่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างกันประมาณ 2-3 เท่า ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศใช้กลไกตลาด ระบบราชการไม่สามารถใช้กลไกตลาดในการกำหนดเงินเดือนของข้าราชการได้ สภาพการที่มหาวิทยาลัยต้องใช้อัตราอาจารย์ใหม่ที่จำกัดบรรจุคนความสามารถไม่สูงเข้าเป็นอาจารย์เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงอนาคตของมหาวิทยาลัยและสภาพการแข่งขันได้ของประเทศในระยะยาว                อาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งบริหารของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(สถานภาพในขณะนั้น)ที่ได้มีประสบการณ์ออกไปทำงานโครงการระดับชาติ เช่นอาจารย์ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ อาจารย์หริส สูตะบุตร อาจารย์ปรีดา วิบูลย์-สวัสดิ์ และอาจารย์กฤษณพงศ์ กีรติกร ได้เตือนหน่วยงานรัฐที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ กำหนดอัตรากำลัง กำหนดงบประมาณ ให้ตระหนักถึงความสำคัญที่มหาวิทยาลัยจะต้องมีคนที่มีความสามารถสูงเข้ามาเป็นอาจารย์และนักวิชาการ พวกเรามีความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยจะดีได้ในระยะยาวต้องเริ่มที่การมีอาจารย์ที่ดีเหมือนกับที่กล่าวกันในอุดมศึกษาของอเมริกาว่า “A Great University Begins With a Good Teacher” ทั้งนี้พวกเราต้องการสร้างมหาวิทยาลัยที่ดีเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่ดี เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำงานวิชาการที่ดีได้เหมือนมหาวิทยาลัยต่างประเทศ พวกเราเชื่อว่าคนไทยไม่ได้ด้อยความสามารถกว่าชาวต่างประเทศ เพราะคนไทยที่มีโอกาสได้ทำงานในต่างประเทศก็มีผลงานทัดเทียมได้เท่าหรือดีกว่าชาวต่างประเทศ กติกาของระบบราชการปิดกั้นศักยภาพของคนไทยกติกาของระบบราชการ               นอกจากขีดจำกัดด้านอัตราแล้ว กติกาของระบบราชการก็ทำให้การใช้อัตรามีความรกรุงรัง กล่าวคือเงื่อนไขของอัตราซึ่งกำหนดโดยสำนักงบประมาณ อาจไม่ตรงกับเงื่อนไขของตำแหน่งซึ่งกำหนดโดยทบวงมหาวิทยาลัย และก็อาจไม่ตรงกับความต้องการของมหาวิทยาลัย                ระบบงบประมาณราชการก็ไม่เอื้อต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยซึ่งต้องการความคล่องตัวและนวัตกรรมมาก การทำงานระบบราชการถูกออกแบบขึ้นเพื่อการทำงานซ้ำตามแนวปฏิบัติและกฏระเบียบที่วางไว้และส่งเข้ามายังหน่วย ราชการจากภายนอก ระบบราชการออกแบบขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริต การวัดผลการทำงานในระบบราชการจะดูความถูกต้องของการปฏิบัติตามระเบียบ ดูความสามารถในการใช้งบประมาณตามแผน ดูการทำกิจกรรม(Activity- Based) ระบบราชการไม่พูดถึงผลลัพธ์หรือผลผลิต(Outputหรือ Outcome-Based) ระบบราชการเพิ่งจะพูดกันเรื่องผลลัพธ์หรือผลผลิตเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง               ว่ากันตามตรงแล้ว งบประมาณแผ่นดินสำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐมีจำนวนพอสมควร พอทำให้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ แต่พัฒนาได้ยาก นอกจากนั้น การจัดสรรงบประมาณเป็นปีต่อปีขาดความต่อเนื่อง ทำให้วางแผนระยะยาวไม่ได้ อีกประการหนึ่ง มหาวิทยาลัยอาจจะได้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับกาละและเทศะ เป็นต้นว่าได้ของที่ไม่ต้องการ หรือได้ของที่ต้องการก็ไม่ตรงกับเวลาที่ต้องการ                ระเบียบพัสดุที่ใช้กับระบบราชการซึ่งมีคนอยู่กว่าล้านคนในขณะนั้น ใช้กับส่วนราชการซึ่งทำงานลักษณะประจำ ไม่ต้องการนวัตกรรมหรือความคล่องตัวสูง ก็บังคับใช้กับมหาวิทยาลัยของรัฐด้วย การซื้อครุภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะเทคนิคเฉพาะตัวต้องผลิตตามสั่ง ก็ต้องใช้กติกาเดียวกันกับการซื้อโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนที่อาจซื้อทีละร้อยทีละพันชุดก็ได้                มหาวิทยาลัยเสียแรงและเสียสมองกับการทำงานกระดาษเพื่อแก้ไขให้สามารถใช้งบประมาณและอัตรากำลังได้ใกล้เคียงกับความต้องการ โดยการทำเรื่องไปยังทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงบประมาณ รวมทั้งการวิ่งเต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตรากำลังหรือการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ทั้งนี้การมอบอำนาจการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการมายังมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบปีมานี้เอง                ความไม่คล่องตัวอีกประการหนึ่งคือการเปิดหลักสูตรและการจัดตั้ง หน่วยงาน ในระบบมหาวิทยาลัยในควบคุมของรัฐเรื่องต้องขึ้นไปถึงทบวงมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการประกาศเป็นประกาศทบวง เป็นพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากการแก้ไขช้าและลำบาก มหาวิทยาลัยรัฐจึงมีหลักสูตรและหน่วยงานที่หมดความจำเป็นหรือเกินความจำเป็นอยู่มากมาย ตายซากหรืออ้วนท้วน ใช้งบประมาณกันต่อไป การมอบอำนาจบางเรื่องให้ม/หาวิทยาลัยก็เกิดขึ้นประมาณสิบปีนี้เช่นกันไม่เห็นทางเลือกอื่น               พวกเราจึงสรุปกันเมื่อประมาณยี่สิบปีมาแล้วว่า จะพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีได้ มหาวิทยาลัยจะต้องมีความสามารถในการบริหารด้านวิชาการ บุคคล งบประมาณและทรัพย์สิน ได้เองถึงจุดหนึ่ง หลังจากได้พยายามศึกษาลู่ทางและเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วไม่เห็นความเป็นไปได้ที่มหาวิทยาลัยจะมีความคล่องตัวเช่นนี้ เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยเป็นส่วนราชการ คนของมหาวิทยาลัยเป็นข้าราชการ ก็ต้องใช้กติกาของระบบราชการทั้งเรื่องคน งบประมาณแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้าง การมอบอำนาจให้คล่องตัวก็ต้องมอบลงมาจากหน่วยงานที่มีอำนาจ                ความคล่องตัวในการบริหารจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับการใช้ทรัพยากรส่วนเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมื่อยี่สิบมาแล้วสัดส่วนเงินรายได้ต่องบประมาณแผ่นดินของทุกมหาวิทยาลัยก็อยู่ในระดับต่ำ ความคล่องตัวก็ต่ำ ทางออกเดียวคือต้องพัฒนาให้มหาวิทยาลัยของรัฐอยู่นอกระบบราชการ มีความคล่องตัวเหมือนมหาวิทยาลัยของรัฐและที่พัฒนาได้เร็วในประเทศที่พัฒนาแล้วMilestoneที่สำคัญเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว: แผนอุดมศึกษาระยะยาว15 ปี (2533-2547) ของทบวงมหาวิทยาลัยระดมสมองกันมองทิศทางอุดมศึกษาทบวงมหาวิทยาลัยช่วงปี 2529-2530 ในขณะที่อาจารย์วิจิตร ศรีสอ้านเป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัยได้เริ่มแนวคิดจัดทำแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี โดยมีเจตนาสำคัญ ที่จะให้แผนอุดมศึกษาระยะยาวเป็นแผนรุกไปสู่อนาคต โดยมีฐานอยู่บนข้อมูลการวิจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับสภาพการณ์และความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆของประเทศ ตลอดจนเป็นแผนที่ไวต่อการปรับตัวและมีกลไกการติดตามประเมินผล อย่างต่อเนื่อง               ในช่วงปี 2530-2532 ผู้จัดทำโครงการแผนอุดมศึกษาระยะยาว(เรียกว่าคณะอนุกรรมการวิชาการประจำ)ประกอบด้วยอาจารย์วิจิตร ศรีสอ้านเป็นประธาน อาจารย์พจน์ สะเพียรชัยเป็นรองประธาน ผู้ทำงานอื่นๆได้แก่อาจารย์เจตนา นาควัชระ อาจารย์ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ อาจารย์ทองอินทร์ วงศ์โสธร อาจารย์หริส สูตะบุตร อาจารย์วิวัฒน์ มุ่งการดี อาจารย์เมธี ครองแก้ว อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ อาจารย์ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อาจารย์วิวัฒน์ชัย อัตถากร อาจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร อาจารย์วราภรณ์ บวรศิริ อาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน อาจารย์ศรีวงศ์ สุมิตร และอาจารย์กฤษณพงศ์ กีรติกรการทำแผนจากการวิจัยจากข้อมูลข้อเท็จจริง               อินพุทที่สำคัญของการทำแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปีคือการวิจัยเชิงนโยบาย 23 เรื่อง เป็นด้านการศึกษาสภาพแวดล้อมอุดมศึกษา 11 เรื่อง การวิเคราะห์กำลังคน 3 เรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพภายในระบบอุดมศึกษา 7 เรื่อง และการศึกษาบทบาทภาคเอกชนในอุดมศึกษา 2 เรื่อง ทบวงมหาวิทยาลัยได้เชิญนักวิจัยชั้นนำในมหาวิทยาลัยไทยให้ทำงานวิจัยทั้ง 23 เรื่องนี้ แต่ละเรื่องใช้เวลาประมาณ 1 ปี                ผมเห็นว่าอาจารย์วิจิตร ศรีสอ้านได้ระดมพลังคนอุดมศึกษาช่วยกันคิดได้อย่างดียิ่งทั้งคณะทำงานและนักวิจัย คณะทำงานมีการประชุมกันสัปดาห์ละครั้ง(ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นวันพุธตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม) อาจารย์วิจิตรหรืออาจารย์พจน์จะเป็นประธานที่ประชุมทุกครั้ง คณะทำงานและนักวิจัยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดและข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ปี                นอกจากนั้น คณะนักวิจัยยังได้เสนอรายงานความก้าวหน้าต่อที่ประชุมในวงที่กว้างขึ้นเป็นระยะๆ เป็นการสร้างความเห็นพ้อง(consensus) ของทิศทาง ภาพลักษณ์และภาพฉายอุดมศึกษาไทยในระยะยาว 15 ปี การวางแผนของประเทศไทย ของสังคมไทยที่ไม่สามารถสั่งการจากเบื้องบนลงมาได้เหมือนประเทศอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งเห็นชัดเจนในขณะนั้น ต้องอาศัยการสร้างความเห็นพ้อง(Consensus Building)                 ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยกำลังเริ่มเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น เงินสำรองของประเทศสูงขึ้นเนื่องจากมาตรการการเงินและการคลังที่ดี ประกอบกับความกล้าในการตัดสินใจของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ฮุนตระกูลแผนอุดมศึกษาระยะยาว : ธงเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล               แผนอุดมศึกษาระยะยาวสรุปหลักการร่วมพื้นฐาน 4 ประเด็นของการปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาคือ การกระจายโอกาสและความเสมอภาค(Equity) ประสิทธิภาพ(Efficiency) คุณภาพและความเป็นเลิศ (Excellence) และความเป็นสากล(Internationalization)               ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลข้อหนึ่งในหกข้อคือ รัฐพึงให้การสนับสนุนการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญากับรัฐ โดยพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้วให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นส่วนราชการ ส่วนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ให้มีฐานะและรูปแบบเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตั้งแต่แรกตั้ง               ความคิดมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลที่ไม่เป็นส่วนราชการไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อทำแผนอุดมศึกษา15 ปีเมื่อยี่สิบปีมาแล้ว แต่เป็นการตกผลึกทางความคิดซ้ำเป็นครั้งที่สองหลังจากได้ตกผลึกทางความคิดเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในช่วงปี 2507-2510 ผู้นำทางการศึกษาและการบริหารมหาวิทยาลัยในช่วงนั้นเช่นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์เกษม สุวรรณกุล อาจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทยและอาจารย์ กำแหง พลางกูร ได้สรุปชัดเจนมาเกือบสี่สิบปีแล้วว่ามหาวิทยาลัยของรัฐจะพัฒนาได้จะต้องมีความคล่องตัวและมีอิสระในการบริหารงานในรูปมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ                เป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญที่ระบุไว้ในแผนอุดมศึกษา 15 ปีในช่วงแผนพัฒนาฯระยะที่ 8 (2540-2544) และแผนพัฒนาฯระยะที่ 9 (2545-2549) คือ1.สถาบันอุดมศึกษาของรัฐส่วนใหญ่มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ2.ภายในปีสุดท้ายของแผนฯ ระยะที่ 9 ให้มีการปรับปรุงค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาถึงระดับที่ผู้เรียนสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายดำเนินการทั้งหมดในทุกสาขาวิชา โดยให้สอดคล้องไปกับการจัดตั้งกองทุนสินเชื่อเพื่อการศึกษาและมาตรการด้านทุนการศึกษาแก่ผู้ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม3.ภายในปีสุดท้ายของแผนฯ ระยะที่ 9 ให้การผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50 ต่อ 50                จาก พ..2533 ถึง พ..2545 เวลาผ่านไปสิบสามปี ประวัติศาสตร์ที่จะเขียนในอนาคตคงจะสะท้อนได้ว่าแผนอุดมศึกษาระยะยาวเข้าเป้ามากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด               อาจเป็นความโชคดีที่ทั้งอาจารย์หริสและผมได้อยู่ในคณะอนุกรรมการวิชาการโครงการแผนอุดมศึกษาระยะยาว ทำงานต่อเนื่องประมาณ 3 ปี ได้รับทราบข้อมูลชัดเจนจากการวิจัยด้านประสิทธิภาพภายในของระบบอุดมศึกษา ซึ่งส่อชัดว่าระบบอุดมศึกษาของรัฐมีประสิทธิภาพภายในต่ำ ได้เห็นข้อมูลและแนวโน้มอนาคตของประเทศไทยและของโลก ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เราสรุปว่าถ้าจะพัฒนาให้พระจอมเกล้าธนบุรีเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ การคงอยู่ในระบบราชการของมหาวิทยาลัยมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังได้น้อยมาก               ธงเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลในแผนอุดมศึกษา 15 ปี เป็นเครื่องชี้ทางให้เกิดมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลต่อมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สู่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย         เมื่ออาจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครราชสีมา อาจารย์วิจิตรจึงได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น(เมื่อ 29 กรกฎาคม 2533)                ช่วงรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนายอานันท์ ปันยารชุน ที่มีอาจารย์เกษม สุวรรณกุลเป็นรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย มีความพยายามที่จะเปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยของรัฐ 16 แห่ง(รวมพระจอมเกล้าธนบุรี) ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล แต่ได้รับการต่อต้านจากผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ เมื่อเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2535 ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่สามารถตัดสินใจจึงยุบสภา ทำให้เรื่องตกไปทั้งหมด                ความต้องการของจังหวัดนครศรีธรรมราชทำให้เกิดมหาวิทยาลัยใหม่คือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(เมื่อ 7 เมษายน 2535) เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น               เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เป็นนิติบุคคลสองแห่ง จากสถาบันการศึกษาสงฆ์ที่ไม่ใช่นิติบุคคล จากสถาบันภายใต้กรมการศาสนา เป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย(เมื่อ 1 ตุลาคม 2540) ภายใต้รัฐบาลฯพณฯนายกรัฐมนตรีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งมีสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล                สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเปลี่ยนสภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ในการควบคุมของรัฐบาล มาเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย(เมื่อ 6 มีนาคม 2541)                ในช่วงรัฐบาลเดียวกัน มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(เมื่อ 25 กันยายน 2541) ที่จังหวัดเชียงราย เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล                ภาพโดยรวมในขณะนี้(พ.ศ.2545) มีมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล 6 แห่ง(มหาวิทยาลัยคฤหัสถ์ 4 แห่ง มหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง)ประสบการณ์ของพระจอมเกล้าธนบุรีในการเตรียมตัวเพื่อการเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสน้อยมาก                หลังจากความล้มเหลวในการเปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัย 16 แห่งพร้อมกันเมื่อมีนาคม 2535 พวกเราที่พระจอมเกล้าธนบุรีสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทุกมหาวิทยาลัยเป็นไปไม่ได้ แต่ละมหาวิทยาลัยมีประวัติศาสตร์ วุฒิ-ภาวะ เงื่อนไขภายใน รวมทั้งปณิธาน เป้าหมาย ความใฝ่ฝันต่างกัน เราจึงตัดสินใจเดินหน้าเพียงสถาบันเดียว เฉพาะพระจอมเกล้าธนบุรีของเราความต่อเนื่องเชิงนโยบายและบริหาร และความสมานฉันท์               ในช่วงเวลาเตรียมตัวและเตรียมการเปลี่ยนแปลง 6 ปี ตั้งแต่ พ.. 2535 ที่เราตัดสินใจว่าจะเดินหน้าจนถึง พ.. 2541 ที่มีการเปลี่ยนสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับได้สำเร็จ พระจอมเกล้าธนบุรีมีความต่อเนื่องสูงในเชิงนโยบายที่จะเปลี่ยนสภาพ มีสภามหาวิทยาลัยที่มีความต่อเนื่อง นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ต่อเนื่องคือคุณบุญเยี่ยม มีศุข (นายกสภา), ดร.ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์, อาจารย์พจน์ สะเพียรชัย, อาจารย์สง่า สรรพศรี, อาจารย์ยงยุทธ ยุทธวงศ์ และคุณเขมทัต สุคนธสิงห์                เป็นแนวปฏิบัติของพระจอมเกล้าธนบุรีที่จะไม่เปลี่ยนกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิถ้าผู้ทรงคุณวุฒิยังรับที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อ ดังนั้นฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยจึงไม่ต้องปรับความเข้าใจเชิงนโยบายกับสภามหาวิทยาลัยเรื่องการเปลี่ยนสภาพหลายๆครั้ง               ในส่วนของการบริหารระดับสูงมีการต่อเนื่องเชิงความคิด จากอาจารย์ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีท่านแรก(เมื่อ พ.. 2529) โดยที่ก่อนหน้านั้นอาจารย์ไพบูลย์เป็นรองอธิการบดีของวิทยาเขตธนบุรีสมัยที่พระจอมเกล้าทั้ง 3 แห่งเป็น 3 วิทยาเขตที่อยู่รวมกันภายใต้สถาบันพระจอมเกล้า) อาจารย์หริส สูตะบุตรเป็นอธิการบดีท่านต่อมาช่วงรอยต่อ.. 2534/2535 จนถึง พ.. 2541                ผู้บริหารระดับคณะแม้จะมีการเปลี่ยนตัวบุคคลในช่วง 6 ปี ก็มีความต่อเนื่องในเชิงความคิด               สภาคณาจารย์ของสถาบันได้มีบทบาทที่สำคัญในการร่วมคิดเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับ ร่วมร่างพระราชบัญญัติ มจธ. และร่วมร่างระเบียบต่างๆมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งร่วมกับฝ่ายบริหารจัดการประชุมระดมความคิด(ในสมัยนั้น คำว่าประชาพิจารณ์ยังไม่เกิด) สถาบันได้เห็นความสำคัญของสภาคณาจารย์แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันฯ พ.. 2529 ให้เกียรติสภาคณาจารย์อย่างต่อเนื่อง ผมมักจะย้ำเสมอว่าแม้ว่าฝ่ายบริหารของสถาบันและสภาคณาจารย์อาจจะมีความแตกต่างทางความคิดในเรื่องต่างๆ แต่ก็ไม่ใช่เป็นความแตกแยก ในเมื่อทั้งสภาคณาจารย์และฝ่ายบริหารของสถาบันมีเป้าหมายหลักเดียวกันคือการพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ                บรรดาอาจารย์และเจ้าหน้าที่ในคณะและสำนัก ส่วนมากเป็นผู้ที่ทำงานหนัก อุทิศตัวให้กับสถาบัน มีความสามัคคีสมานฉันท์สูง และมีความสำนึกในการทำงานร่วมกันสูงปัจจัยภายในเรื่องการทำงานหนัก การอุทิศตัว ความต่อเนื่องของนโยบายและความคิด และความสมานฉันท์ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการทำให้องค์กรเกาะเกี่ยวกันเหนียวแน่นในช่วงการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ไม่มีตัวอย่าง มาก่อน เป็นความได้เปรียบเฉพาะตัวของพระจอมเกล้าธนบุรี     การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นการเรียนรู้จากองค์กรไทย               ระหว่างพ.. 2535-2541 อาจารย์หริสได้สร้างทีมศึกษาประเด็นต่างๆที่จะประกอบเป็นร่างพระราชบัญญัติ มจธ. และระเบียบหลัก 3 กลุ่มของมหาวิทยาลัย ได้แก่ด้านวิชาการ ด้านบุคคล ด้านงบประมาณการเงินและทรัพย์สิน ศึกษาทั้งจากองค์กรในประเทศและจากต่างประเทศ               มีคณะทำงาน 7 ชุดเพื่อดำเนินการดังนี้ กลุ่มแผนงานและบริหารงานบุคคล กลุ่มการเงินทรัพย์การเงินและพัสดุ กลุ่มเชิงบริหาร กลุ่มเชิงวิชาการ กลุ่มสวัสดิการ กลุ่มกิจการนักศึกษา และกลุ่มบริการสารสนเทศ มีคณะทำงานมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลทำหน้าที่บูรณาการให้เกิดภาพรวมโดยมีอาจารย์หริสเป็นประธาน คณะทำงานมหาวิทยาลัยในกำกับชุดนี้ก็ยังทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน(มิถุนายน 2545) เพราะมีเรื่องการสร้างกลไกบริหารที่จะต้องทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องบุคคลและเรื่องสวัสดิการ                ช่วงเวลานั้นมีองค์กรในกำกับของประเทศไทยที่เพิ่งเกิดใหม่เพียง