ผลกระทบของมอนอกระบบ

ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ผลกระทบต่อสังคมไทยโดย พิศิษฐ์ โจทย์กิ่ง ประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.)  มติชนรายวัน  วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9701โอกาสทางการศึกษาของประชาชนไทยและธุรกิจการศึกษา1.โอกาสทางการศึกษาของประชาชนไทยจากแนวคิดของผู้ผลักดันนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่เห็นว่า นักศึกษามหาวิทยาลัย 97% ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี(ซึ่งไม่ความจริง) และมีบุตรหลานเกษตรกร เพียง 3% เท่านั้น ที่เรียนมหาวิทยาลัย(ซึ่งไม่เป็นความจริง) อีกทั้งผู้เรียนอุดมศึกษาได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าที่สังคมได้รับ นำไปสู่การมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ที่กำหนดให้ผู้เรียนต้องรับภาระค่าธรรมเนียมการเรียนตามต้นทุนค่าใช้จ่ายดำเนินการ 100%(จากเดิมที่ผู้เรียนจ่าย 25% รัฐสนับสนุน 75%) และรัฐเลิกการกำหนดเพดานค่าเล่าเรียน(price regulation) โดยรัฐอ้างว่าจะจัดกองทุนให้กู้ยืมแบบใหม่ ที่เรียกว่า กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต(กรอ.) ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไปกองทุนนี้ ให้เงินกู้ยืมเฉพาะผู้เรียนระดับอุดมศึกษา โดยกู้ได้เฉพาะค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่เกินค่ามาตรฐานตามเกณฑ์ที่กองทุนจะกำหนด โดยคาดว่าสาขาแพทยศาสตร์ จะกู้ได้ไม่เกิน 200,000 บาท/คน/ปี ในขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายดำเนินการผลิตนักศึกษาแพทย์ เมื่อปี 2542 คิดเป็นเงิน อยู่ระหว่าง 350,000-550,000 บาท/คน/ปี(แปรผันตามต้นทุนของแต่ละมหาวิทยาลัย)ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้ปกครองผู้เรียนคณะแพทยศาสตร์ ต้องหาเงินมาจ่ายเพิ่ม 150,000-350,000 บาท/ปีหากสถานการณ์เป็นไปตามที่คาดการณ์ ก็จะทำให้โอกาสทางการศึกษาของประชาชนไทยลดลง เกิดความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย คนจน, คนฐานะปานกลาง น่าจะหมดโอกาสในการที่จะได้เป็นแพทย์2.ธุรกิจการศึกษาเนื่องจากมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่ได้มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐอีกต่อไป แต่มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น จึงต้องเสียภาษีแบบนิติบุคคลทั่วไป เช่น ค่าใช้ที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ, ภาษีโรงเรือน, ภาษีที่ดิน, ภาษีเงินรายได้ ภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งจะส่งผลทำให้การคิดต้นทุนการศึกษาแพงมากขึ้น ทำให้นักศึกษาต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียนสูงขึ้นการที่มหาวิทยาลัย จะไม่ได้รับรายได้ในหมวดเงินงบประมาณ แต่จะได้รับในหมวดเงินอุดหนุนทั่วไป จะทำให้ความมั่นคงทางด้านการเงินที่จะได้รับจากรัฐบาลไม่แน่นอน เพราะเป็นเงินที่เหลือจากการจัดงบประมาณของปีนั้นๆ และในกรณีที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินมาใช้ได้อย่างเพียงพอ รัฐบาลจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือเท่าที่รัฐเห็นว่าจำเป็นเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัยแม้ว่าการจัดงบฯอุดหนุนทั่วไปจะมีข้อดี คือ ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของมหาวิทยาลัย อาจนำไปสู่การแปรรูปได้ในอนาคตนอกจากนี้ การที่แต่ละมหาวิทยาลัย สามารถกำหนดบัญชีเงินเดือนของบุคลากรได้เอง ตามการหารายได้ จะนำไปสู่การทำธุรกิจศึกษาอย่างเต็มตัว เพราะต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่น ตามกลไกตลาด มหาวิทยาลัยที่ใหญ่กว่า จะเพิ่มแรงดึงดูดใจอาจารย์ ด้วยเงินเดือนที่แพงกว่า มหาวิทยาลัยที่เล็กกว่าก็จะหันไปร่วมหุ้น ร่วมทุนกับนายทุนทั้งในและต่างประเทศ ดังอำนาจและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่ระบุไว้ว่ามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่างๆ ดังนี้1.กู้ยืมเงิน และให้กู้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สินและลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย การกู้ยืมเงิน การให้กู้ยืมเงิน การลงทุน หรือการร่วมลงทุน ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน2.ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน และจำหน่วยหรือทำนิติกรรมใดๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย ตลอดจนถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพย์สินต่างๆ ในทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักรบุคลากรของมหาวิทยาลัย จะมีสถานภาพเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ความผูกพันหรือจงรักภักดีต่อองค์กรจะเหลือน้อยลง หากมหาวิทยาลัยอื่นมีเงินเดือนดีกว่า เงื่อนไขสัญญาดีกว่า ก็พร้อมจะลาออกได้ทันทีภาระดังกล่าว จะกระทบกระเทือนต่อนักศึกษา เนื่องจากจะขาดอาจารย์อย่างกะทันหัน การจะสร้างบุคลากรหรือพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อพึ่งตนเองด้านวิชาการ จะเป็นไปได้น้อย เนื่องจากบุคลากรพร้อมที่จะออกจากองค์กรได้ทุกเมื่อ ตามกระแสกลไกตลาดเงินทุนรูปแบบการดึงดูดใจนักศึกษา(ลูกค้า) จะเป็นไปอย่างพิสดาร มีหลักสูตรหลากหลาย, การเรียนการสอนที่สะดวกสบายที่นักศึกษาพึงพอใจ จะถูกคิดค้นมาแข่งขันกันนอกจากนี้ แต่ละมหาวิทยาลัย จะโฆษณาว่าสามารถรับประกันการมีงานทำ เนื่องจากมีบริษัท, ห้างร้าน ในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยจำนวนมากมาย ทำให้มหาวิทยาลัยมุ่งเจาะตลาดอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ เพื่อดึงดูดนักศึกษา นักการเมืองที่มีธุรกิจการศึกษา จะมีโอกาสหรืออิทธิพลมากกว่าในการเชื่อม หาเครือข่ายบริษัท, ห้างร้าน ตามระบบอำนาจและระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทย ทำให้มีโอกาสแข่งขันได้มากกว่า มีลูกค้ามากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะทำตัวไม่ต่างกับมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะต้องแข่งขัน เพื่อเอาตัวรอดอยู่ในกลไกตลาดธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐการกำหนดไว้ว่า “กิจการของมหาวิทยาลัย ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน”แสดงว่าองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด คือสภามหาวิทยาลัย จะดูแลกิจการของมหาวิทยาลัย และออกข้อบังคับเพื่อคุ้มครอง และให้ประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานมหาวิทยาลัย ไม่น้อยกว่ากฎหมาย 3 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นคำถามมีอยู่ว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่มีขณะนี้ได้ออกข้อบังคับออกมาหรือไม่ อย่างไร และการที่ตัดไม่ให้พนักงานมหาวิทยาลัยได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ก็จะเป็นเหตุให้พนักงานมหาวิทยาลัยไม่สามารถตั้งสหภาพแรงงานพนักงานมหาวิทยาลัย มาดูแลสิทธิประโยชน์ และความมั่นคงของพนักงานได้ เท่ากับว่าเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่สภามหาวิทยาลัยจะแก้ไขสัญญาจ้างอย่างไรก็ได้แม้จะอ้างว่ามีสภาพนักงาน หรือสภาบุคลากร แต่ก็ปรากฏว่าสภาพนักงานไม่มีอำนาจหรือหน้าที่รับผิดชอบ ในการติดตามความโปร่งใสในการบริหารงานมหาวิทยาลัย และไม่สามารถดูแลความก้าวหน้ามั่นคง และสิทธิประโยชน์ของพนักงานมหาวิทยาลัยได้ จึงไม่มีอำนาจถ่วงดุลกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยนอกจากนี้ การที่ไม่มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เสี่ยงต่อการเกิดระบบผูกขาดอำนาจการบริหารมหาวิทยาลัย รวมทั้งการที่ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของสภามหาวิทยาลัย เพื่อเผยแพร่แก่สาธารณชน และการที่นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ก็จะทำให้ไม่สามารถเอาผิดทางละเมิดได้ข้าราชการที่ยังคงอยู่ในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งบริหารใดๆ ได้ ไม่มีองค์กรตัวแทนในมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดหลักการปกครองที่ดีของประเทศโดยสรุปเมื่อการปกครองขัดกับหลักธรรมาภิบาล ก็จะนำไปสู่อำนาจเบ็ดเสร็จของกลุ่มบุคคล พนักงานมหาวิทยาลัยจะเกรงกลัวผู้บริหารมาก เนื่องจากกลัวว่าจะถูกเลิกจ้าง หากมีความเห็นขัดแย้งกับผู้บริหารส่วนนักการเมืองจะมีอิทธิพลครอบงำวงการมหาวิทยาลัยมากขึ้น เนื่องจากมีการกำหนดไว้ว่าในกรณีที่มีปัญหาข้อขัดแย้งในการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เมื่อคณะรัฐมนตรีวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะรัฐมนตรี”สิทธิและเสรีภาพในทางวิชาการเพื่อชี้นำสังคมหรือตรวจสอบนโยบายสาธารณะเมื่อมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ต้องแข่งขันกันเพื่อหารายได้ เพื่อเลี้ยงบุคลากรตามบัญชีเงินเดือนที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดกันเอง และผู้บริหารมหาวิทยาลัย มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ขาดองค์กรถ่วงดุล และตรวจสอบจากบุคลากรมหาวิทยาลัย เนื่องจากบุคลากรมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างตามสัญญาจ้าง และสภาพนักงาน ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบใดๆ ในการตรวจสอบความโปร่งใสการบริหารงานของมหาวิทยาลัยสาเหตุโดยรวมดังกล่าว จะทำให้พนักงานเกรงกลัวผู้บริหารมาก ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอความเห็นแย้งผู้บริหารเนื่องจากเกรงว่าจะถูกเลิกจ้างดังนั้น ความกล้าหาญทางวิชาการที่จะพูด จะเขียน จะคิด จะค่อยๆ ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงการที่ไม่สนใจสังคมภายนอกมหาวิทยาลัย เพราะบุคลากรทุกคนจะต้องถูกกำหนดให้ทำงาน เพื่อหารายได้มาเลี้ยงมหาวิทยาลัยให้อยู่ได้ นักการเมือง จะมีนโยบายสาธารณะอย่างไร นักวิชาการของมหาวิทยาลัยจะวิพากษ์วิจารณ์น้อยลงจนในที่สุด จะไม่มีการตรวจสอบนโยบายสาธารณะของประเทศ จากลูกจ้างตามสัญญาจ้างของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนอกจากนี้ การที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไว้ว่ารัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับ และดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละมหาวิทยาลัย และให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ ในกรณีที่มีปัญหาข้อขัดแย้งในการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เมื่อคณะรัฐมนตรีวินิจฉัยเป็นประการใดแล้วให้ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะมนตรี”ก็จะทำให้นักการเมืองเข้ามามีอิทธิพลต่อกิจการมหาวิทยาลัยมากขึ้น คุกคามต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายสาธารณะของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้เปิดบ่อนเล่นการพนันเสรี โดยถูกกฎหมายหากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยจะทำวิจัยเรื่องนี้ นักการเมืองก็อาจจะใช้มาตรานี้ สั่งการมายังอธิการบดี โดยอ้างว่าขัดมติคณะรัฐมนตรี <p>หน้า 7</p><p>โปรดใช้วิจารณาณในการอ่าน</p>