คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการจัดทำร่างพรบ.ธง... ที่สนช.เสนอต่อรัฐสภา? 

ตัวอย่างของมาตราในพรบ.ธง...

มาตรา 45/5 ในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะเห็นหรือไม่เห็นการชักธงชาติก็ตามให้แสดงความเคารพโดยการหยุดนิ่งยืนตรงหันหน้าไปทางธงชาติหรือทางที่เสียงเพลงชาติดัง ในกรณีที่อยู่ในอาคารให้หยุดนิ่งให้ยืนตรงดังกล่าวด้วยหากไม่สามารถยืนแสดงความเคารพได้ ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสำรวมในกรณีอยู่ในยานพาหนะ ให้หยุดยานพาหนะจนกว่าการชักธงชาติหรือเพลงชาติหรือเสียงเพลงชาติ หรือสัญญาณชักธงชาติจะสิ้นสุดลงเว้นแต่กรณีอยู่ในยานพาหนะที่สัญจรบนทางด่วน ทางรถไฟ ทางรถไฟฟ้า ทางน้ำหรือทางอื่นที่ไม่อาจหยุดยานพาหนะได้ 

..................................

ธงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยเราจงพร้อมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติเพื่อความภาคภูมิใจในเอกราชและความเสียสละของบรรพบุรุษไทย 

ตอนเช้าก่อนเวลา 8.00 .ของทุกๆวันเราทุกคนมักจะได้ยินข้อความข้างต้นนี้ซึ่งข้อความข้างต้นนี้ถือเป็นสัญญาณให้ประชาชนทั่วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร  จะรวยจะจนหรือจะมีสถานะใดในทางสังคม  และไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดจะอยู่ใกล้หรือไกลจะทำอะไรอยู่ ณ ตอนนั้น  ถ้าหากว่าอยู่ ณ ผืนแผ่นดินไทย  ประชาชนทั่วทุกคนก็จะทำสิ่งที่เหมือนกันโดยไม่ต้องมีอำนาจใดๆมาบังคับให้จำต้องทำ  หากแต่ว่าเป็นจิตสำนึกของความเป็นคนไทยมากกว่าที่สั่งให้บุคคลเหล่านั้นทำซึ่งสิ่งนั้น นั่นก็คือ   การยืนตรงเพื่อทำความเคารพธงชาติและเพลงชาติ   ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติไทย  ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันสูงสุดที่ทุกคนให้ความเคารพและเชิดชู 

จะเห็นได้ว่าการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ  ความศรัทธา และจิตสำนึกของคนในสังคมไทย  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องภายในหรือเป็นเรื่องของจิตใจทั้งสิ้น  ที่ทุกๆคนในสังคมไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการได้มาหรือการมีอยู่ซึ่งเอกราชและประเทศชาติที่บรรพบุรุษได้เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อทุกหยาดหยดเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชและการมีผืนแผ่นดินให้ลูกหลานไทยได้อยู่อาศัยโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อนานิคมของผู้ใดจนมาถึงปัจจุบันนี้   ซึ่งนับว่าเป็นความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่  อันเป็นสิ่งที่ลูกหลานเราชาวไทยควรที่จะต้องแสดงความเคารพด้วยความจริงใจและเต็มใจในความเสียสละนั้น  หาใช้ว่าการกระทำเช่นว่านี้ได้กระทำขึ้นเพราะเหตุว่ามีอำนาจ(กฎหมาย)ใดๆมาบังคับให้จำต้องทำไม่   แม้ว่าการมีอำนาจเช่นว่านั้นจะเป็นอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดซึ่งผู้ใดจะก้าวล่วงหรือฝ่าฝืนมิได้  และไม่ว่าเหตุผลของการบัญญัติหรือการมีซึ่งอำนาจนั้นจะมีขึ้นเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือเพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวมหรือจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม  ก็หาที่จะลบล้างความเชื่อและความศรัทธาที่ลูกหลานชาวไทยได้แสดงถึงความเคารพและเชิดชูสถาบันที่มีความสำคัญสูงสุดของชาติและเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดีและความเสียสละของบรรพบุรุษแห่งแผ่นดินไทยซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจที่ผู้ใดหาอาจที่จะมาทำลายความเชื่อนี้ลงไปได้ไม่

                ดังนั้นแม้ว่าจะมีอำนาจ(กฎหมาย)ใดมากำหนดให้ประชาชนพลเมืองของประเทศไทยต้องยืนตรงเพื่อแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันสูงสุดนี้ก็ใช้ว่าจะเป็นเพราะเกรงกลัวอำนาจเช่นว่านั้นไม่  หากแต่ว่าการที่ประชาชนพลเมืองของประเทศได้แสดงซึ่งความเคารพต่อสถาบันสูงสุดก็น่าจะด้วยเหตุผลทางด้านของจิตใจซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญมากกว่าอำนาจบังคับอื่นใด  และแม้จะมีซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายก็ไม่อาจที่จะทำลายความเชื่อทางจิตใจของคนในสังคมนั้นลงไปได้ 

                ยกตัวอย่างเช่น   กรณีของสส.ผู้หนึ่งที่เห็นว่าการห้ามมิให้ผู้หญิงขึ้นบนพระธาตุถือว่าเป็นเรื่องที่ขัดหลักกฎหมายในเรื่องสิทธิมนุษยชนและถือเป็นการเลือกปฏิบัติ    จากกรณีนี้ทำให้สส.ผู้นี้ก็ได้รับการต่อว่าจากสังคมเป็นอย่างมาก  เพราะแม้ว่าความเห็นของสส.ท่านนี้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องในทางกฎหมาย  นั้นก็คือถ้ามองในแง่กฎหมาย   ถือได้ว่าการกระทำเช่นว่านี้ขัดต่อหลักสิทธิมนุษย์ชนและถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน   แต่ถ้ามองในแง่ของเรื่องความเชื่อ  ความศรัทธา   กลับถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องในการที่จะห้ามมิให้หญิงขึ้นไปบนพระธาตุซึ่งถือว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิและเป็นสถานที่ที่ควรเคารพถ้าอนุญาตให้ขึ้นไปได้ก็อาจถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งทั้งที่ข้อเท็จจริงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายซะด้วยซ้ำ   ฉะนั้นจากตัวอย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่สามารถที่จะทำลายความเชื่อของสังคมบางสังคมได้  แม้ว่ากฎหมายนั้นจะเป็นกฎหมายที่หลายๆสังคมให้การย่อมรับก็ตามและแม้มีกฎหมายๆนั้นก็อาจจะขาดความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของการบังคับใช้ต่อสังคมนั้นก็อาจเป็นได้  เพราะว่ากฎหมายที่ออกมานั้นได้กลายมาเป็นตัวทำลายซึ่งความเชื่อ  ความศรัทธาของสังคมอันเป็นเรื่องของจิตใจซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่จะทำความเข้าใจได้  และยังเป็นความเชื่อที่มีมาเป็นระยะเวลานานยากที่จะมีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน   

                และในกรณีของการออกพระราชบัญญัตินี้ก็เช่นกันแม้จะมีการออกกฎหมายมาใช้บังคับแก่บุคคลในสังคมนั้นให้ต้องปฏิบัติตาม  ถ้าไม่ปฏิบัติตามถือเป็นความผิดต้องได้รับโทษ   ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคุณเห็นว่าการกระทำนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่สมควรและจำเป็นที่จะต้องมีหรือไม่?  ถ้าคุณย้อนกลับมาถามตัวคุณเองคุณก็จะรู้ว่าเพราะเหตุใดทำไม่คุณถึงต้องยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพ  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหรือเหตุผลจริงๆแล้วที่ตัวคุณเองและประชาชนพลเมืองของไทยยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพต่อสถาบันอันสูงสุดนั้นน่าจะเป็นเรื่องของจิตสำนึกในความเป็นคนไทยและความสำนึกรักแผ่นดินเกิดที่ผลักดันให้ทุกคนต้องทำจริงหรือไม่  แม้คุณไม่ทำคุณก็ได้รับโทษเพียงการถูกติเตียนจากสังคมซึ่งสังคมจะเป็นคนลงโทษคุณเองแม้ว่าการลงโทษจากสังคมนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ร้ายแรงหรือมีสภาพบังคับที่ไม่ชัดเจนแน่นอนก็ตาม  เพราะแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายออกมาเพื่อใช้บังคับแก่กรณีนี้  ประชาชนพลเมืองของไทยก็ยังคงยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพเป็นเช่นอย่างนี้อยู่แล้วและตลอดไป แล้วมีความจำเป็นหรือไม่ที่ยังจะต้องมีกฎหมายฉบับนี้

            และถ้าหากย้อนกลับมามองในแง่ของกฎหมายในประเด็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่กล่าวถึงประเด็นในเรื่องของสิทธิ  เสรีภาพ  ที่บุคคลทุกคนมีสิทธิ  เสรีภาพ  ในการเคลื่อนไหวเนื้อตัวร่างการได้อย่างอิสระ  สามารถที่จะทำอะไรก็ได้  ฉะนั้นในกรณีนี้ทุกคนก็สามารถที่จะทำอะไรก็ได้แม้กระทั่งการไม่ยืนตรงเพื่อแสดงความเคารพทุกคนก็มีสิทธิที่จะทำได้โดยไม่ถือเป็นการผ่าฝืนอำนาจบังคับใดๆ แต่ว่าข้อยกเว้นของหลักสิทธิมนุษยชนนั้นก็มีเช่นกันเนื่องจากว่าหลักสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นหลักซึ่งมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์เด็ดขาดนั้นก็หมายความว่าย่อมสามารถที่จะถูกจำกัดได้ด้วยกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควร   ฉะนั้นเมื่อมีการออกกฎหมายมาในลักษณะนี้ถ้ามองโดยเคร่งครัดในแง่ของกฎหมายย่อมเห็นได้ชัดว่าการกระทำนี้เป็นการจำกัดสิทธิ  และเสรีภาพในการเคลื่อนไหวเนื้อตัวร่างกายย่อมเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน เพราะจากที่ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกที่จะไม่แสดงความเคารพก็ได้กลับกลายมาเป็นอำนาจบังคับให้ทุกคนจำต้องทำหรือทุกคนมีหน้าที่จำต้องปฏิบัติตาม  แต่เนื่องจากหลักสิทธิมนุษยชนมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ย่อมสามารถที่จะยกเว้นได้แต่ก็ต้องเป็นการยกเว้นได้เท่าที่จำเป็นและมีเหตุผลอันสมควรด้วยเช่นกัน  ฉะนั้นก็ต้องกลับมาย้อนถามตัวเองว่าการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและสมควรแล้วหรือไม่   เพราะในความเป็นจริงและจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นการที่ทุกคนในชาติยึดถือและปฏิบัติเป็นแนวเดียวกันเช่นนั้นเพราะเหตุใด  และในบางครั้งเรื่องของจิตใจหรือสภาพความเป็นจริงก็อาจเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกว่าการมีบทบัญญัติของกฎหมายก็อาจจะเป็นได้

     กฎหมาย ไม่ใช้ตัวกำหนดถึงความรักชาติไทย   แต่ตัวกำหนดความรักชาติไทยที่แท้จริงก็คือ จิตสำนึก  

...................................