Best Practices <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div class="shape" style="padding-right: 7.95pt; padding-left: 7.95pt; padding-bottom: 4.35pt; padding-top: 4.35pt"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรื่องที่ 1</p></div></td></tr></tbody></table>“วิธีการหรือวิธีปฏิบัติที่ได้ ทดลองนำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ”เขตตรวจราชการที่ 10 จังหวัดอุดรธานี 1. ชื่อนวัตกรรม เรียนพุทธประวัติ โดยใช้ 4 MAT2. นวัตกรรมสนองนโยบายสพฐ. ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา3. จุดประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการเรียนเรื่องพุทธประวัติ โดยใช้ 4 MAT4. แรงบันดาลใจและแนวคิดหลักในการออกแบบ ในการจัดการเรียนรู้ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา จนเกิดความรู้ด้วยตนเองการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ตลอดจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในการพัฒนาการเรียนรู้รายวิชาพุทธประวัตินี้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการคิด เชื่อมโยงด้วยเหตุผล จึงได้สร้างนวัตกรรมในการเรียนการสอนเพื่อส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับ พรบ. การศึกษาดังกล่าว ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ 4 Mat5. วิธีการ / วิธีการปฏิบัติจนทำได้ประสบความสำเร็จ 1. ศึกษาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนเรื่องพุทธประวัติ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2. พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องพุทธประวัติ โดยใช้รูปแบบ 4 Mat ตามขั้นตอนวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของวัฏจักรการเรียนรู้ วัฎจักรการเรียนรู้ (4 MAT) สร้างขึ้นโดยวงกลมเป็นสัญญลักษณ์แทนการเลื่อนไหวของกิจกรรมการเรียนรู้ พื้นที่ของวงกลมถูกแบ่งออกโดยเส้นแห่งการเรียนรู้และเส้นแห่งการจัดกระบวนการจัดข้อมูลรับรู้เป็น 4 ส่วน กิจกรรมการเรียนการสอน 4 ลักษณะโดยนิยามว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ส่วนที่ 1 คือบูรณาการประสบการณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของตนมักใช้คำถามนำกิจกรรมคือ ทำไม (Why?)</p> ส่วนที่ 2 คือสร้างความคิดรวบยอด (Concept Fomulation) คำถามที่เป็นคำถามนำคือ อะไร(What?) ส่วนที่ 3 คือปฏิบัติและเรียนรู้ตามลักษณะเฉพาะตัว(Practice and Personalization) คำถามที่เป็นคำถามนำกิจกรรมคือ ทำอย่างไร (How does it work?) ส่วนที่ 4 คือ บูรณาการประยุกต์กับประสบการณ์ของตน (Integrating Application and Expeerience) คำถามที่เป็นคำถามนำกิจกรรมคือ ถ้า ( if? ) ขั้นตอน/วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของวัฏจักรการเรียนรู้ วัฎจักรการเรียนรู้ (4 MAT) สร้างขึ้นโดยวงกลมเป็นสัญญลักษณ์แทนการเลื่อนไหวของกิจกรรมการเรียนรู้ พื้นที่ของวงกลมถูกแบ่งออกโดยเส้นแห่งการเรียนรู้และเส้นแห่งการจัดกระบวนการจัดข้อมูลรับรู้เป็น 4 ส่วน กิจกรรมการเรียนการสอน 4 ลักษณะโดยนิยามว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ส่วนที่ 1 คือบูรณาการประสบการณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของตนมักใช้คำถามนำกิจกรรมคือ ทำไม (Why?)</p> ส่วนที่ 2 คือสร้างความคิดรวบยอด (Concept Fomulation) คำถามที่เป็นคำถามนำคือ อะไร(What?) ส่วนที่ 3 คือปฏิบัติและเรียนรู้ตามลักษณะเฉพาะตัว(Practice and Personalization) คำถามที่เป็นคำถามนำกิจกรรมคือ ทำอย่างไร (How does it work?) ส่วนที่ 4 คือ บูรณาการประยุกต์กับประสบการณ์ของตน (Integrating Application and Expeerience) คำถามที่เป็นคำถามนำกิจกรรมคือ ถ้า ( if? ) รับรู้/รู้สึก <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div>
if?
4. บูรณาการประยุกต์ใช้ (เชื่อมโยงชีวิตจริงและอนาคต )</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div>
1. บูรณาการณ์ประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งของตนเอง(เรื่องที่เรียนต้องมีความหมายความสำคัญต่อนักเรียนแต่ละคน)
</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div>
Why?4. บูรณาการประยุกต์ใช้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(เชื่อมโยงชีวิตจริงและอนาคต )</p>
</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div>
What?2. สร้างความคิดรวบยอด(ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้เรียน )
</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div>
How?3. ปฏิบัติและเรียนรู้ตามลักษณะเฉพาะตัว(ผู้เรียน ลงมือกระทำตามความสนใจ )
</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">ทำ</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">สังเกต</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #f0f0f0"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">คิด</div></td></tr></tbody></table>
เมื่อนำแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อตอบสนองการใช้สมองซีกซ้ายซีกขวามาเป็นหลักพิจารณาประกอบ ทำให้การวางแผนกิจกรรมย่อยเป็น 8 ขั้นตอน มีหลักการดังนี้ 8 ขั้นตอนของวัฏจักรการเรียนรู้ ( 4 MAT ) ช่วงที่ 1 แบบ Why ?/ สร้างประสบการณ์เฉพาะของผู้เรียน ขั้นที่ 1 (กระตุ้นสมองซีกขวา) สร้างประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้เรียน การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา โดยครูสร้างประสบการณ์จำลอง ให้เชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เก่าของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสร้างเป็นความหมายเฉพาะของตนเอง- ผู้เรียนที่มีความสุขที่สุดคือ ผู้ที่ถนัดใช้จินตนาการ- ครู คือ ผู้กระตุ้น- วิธีการ อภิปราย จิตนาการ- เน้นกิจกรรมสมองซีกขวา ขั้นที่ 2 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์ไตร่ตรองประสบการณ์ การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกซ้าย โดยครูให้นักเรียนคิดไตร่ตรอง วิเคราะห์ประสบการณ์จำลองจากกิจกรรมขั้นที่ 1ในช่วงที่ 1 นี้ครูต้องสร้างบรรยากาศให้นักเรียนเกิดความใฝ่รู้ และกระตือรือร้นในการหาประสบการณ์ใหม่อย่างมีเหตุผล และแสวงหาความหมายด้วยตนเอง ฉะนั้น ครูต้องใช้ความพยายามสรรหากิจกรรมเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว- ผู้เรียนที่มีความสุขที่สุดคือ ผู้ที่ถนัดใช้จินตนาการ- ครู เป็นผู้ดู- วิธีการ อภิปรายถึงรายละเอียดขั้นที่ 1 - เน้นกิจกรรมสมองซีกซ้าย ช่วงที่ 2 แบบ What ?/ พัฒนาความคิดรวบยอดของผู้เรียน ขั้นที่ 3 (กระตุ้นสมองซีกขวา) สะท้อนประสบการณ์เป็นแนวคิด การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา โดยครูกระตุ้นให้ผู้เรียนได้รวบรวมประสบการณ์และความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานของแนวคิด หรือความคิดรวบยอดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง - ผู้เรียนที่มีความสุขที่สุดคือ ผู้ที่ถนัดการวิเคราะห์- บทบาทของครูคือ ผู้สอน - วิธีการ ให้ข้อมูล- คำถามที่อยู่เบื้องหลังคือ อะไร ขั้นที่ 4 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) พัฒนาทฤษฎีและแนวคิด การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกซ้าย ครูให้นักเรียนวิเคราะห์และไตร่ตรองแนวคิดที่ได้จากขั้นที่ 3 และถ่ายทอดเนื้อหาข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดที่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวคิดนั้นๆ ต่อไป พยายามสร้างกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในช่วงที่ 2 ครูต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้คิด เพื่อให้ผู้เรียนที่ชอบการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง สามารถปรับประสบการณ์และความรู้ สร้างเป็นความคิดรวบยอดในเชิงนามธรรม โดยฝึกให้ผู้เรียนคิดพิจารณาไตร่ตรองความรู้ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงนี้เป็นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ความรู้โดยการคิด และฝึกทักษะในการค้นคว้าหาความรู้- ผู้เรียนที่มีความสุขที่สุดคือ ผู้ที่ถนัดการวิเคราะห์และสนใจรายละเอียดของกิจกรรมหรือตัวเลข- บทบาทของครูคือ ผู้สอน - วิธีการ ให้ข้อมูล- คำถามที่อยู่เบื้องหลังคือ อะไร ช่วงที่ 3 แบบ How ?/ การปฏิบัติและการพัฒนาแนวคิดออกมาเป็นการกระทำ ขั้นที่ 5 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) ดำเนินตามแนวคิด และลงมือปฏิบัติหรือทดลอง การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมพัฒนาสมองซีกซ้าย เช่นเดียวกับขั้นที่ 4 นักเรียนเรียนรู้จากการใช้สามัญสำนึก ซึ่งได้จากแนวคิดพื้นฐาน จากนั้นนำมาสร้างเป็นประสบการณ์ตรง เช่น การทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือการทำแบบฝึกหัดเพื่อส่งเสริมความรู้ และได้ฝึกทักษะที่เรียนรู้มาในช่วงที่ 2- ผู้เรียนที่มีความสุขที่สุดคือ ผู้เรียนที่ชอบใช้สามัญสำนึก- บทบาทของครูคือ ผู้แนะนำหรือโค้ช คอยอำนวยความสะดวก- วิธีการ คอยอำนวยความสะดวก ช่วยแนะนำอยู่เบื้องหลัง- คำถามที่อยู่เบื้องหลังคือจะทำชิ้นงานนี้ได้อย่างไรหรือลองทำดูผลจะออกมาเป็นเช่นไร ขั้นที่ 6 (กระตุ้นสมองซีกขวา) ต่อเติมเสริมแต่ง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา นักเรียนเรียนรู้ด้วยวิธีการลงมือปฏิบัติแก้ปัญหา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเองในช่วงที่ 3 ครูมีบทบาทเป็นผู้แนะนำ และอำนวยความสะดวก เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนกิจกรรมการเรียนรู้- ผู้เรียนที่มีความสุขที่สุดคือ ผู้เรียนที่อบใช้สามัญสำนึกและใช้สมองซีกขวา- บทบาทของครูคือ ผู้แนะนำหรือโค้ช คอยอำนวยความสะดวก- วิธีการ คอยอำนวยความสะดวก ช่วยแนะนำอยู่เบื้องหลัง- คำถามที่อยู่เบื้องหลังคือ จะทำชิ้นงานนี้ได้อย่างไร หรือลองทำดูผลจะออกมาเป็น เช่นไรช่วงที่ 4 แบบ If ?/ เชื่อมโยงการเรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดเป็นความรู้ที่ลุ่มลึก ขั้นที่ 7 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์แนวทางที่จะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็นแนวทางสำหรับการเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไป การเรียนรู้เกิดจากการจัด กิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกซ้าย นักเรียนนำสิ่งที่เรียนรู้มาแล้วมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยนักเรียนเป็นผู้วิเคราะห์และเลือกทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย นักเรียนมีความสุขความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง ขั้นที่ 8 (กระตุ้นสมองซีกขวา) ลงมือปฏิบัติ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้เกิดจากการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมองซีกขวา นักเรียนคิดค้นความรู้ด้วยตนเองอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ จากนั้นนำมาเสนอแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ในช่วงที่ 4 ครูมีบทบาทเป็นผู้ประเมินผลงานของนักเรียน และการกระตุ้นให้นักเรียนคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ หลายคนอาจยังมองไม่เห็นภาพลำดับขั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ 4 MAT เพื่อความเป็นรูปธรรมชัดเจน ต่อไปจะยกตัวอย่างการจัดกิจกรรมการสอนในแบบดังกล่าวที่กระทำจริงในโรงเรียน เพื่อให้มองเห็นภาพการจัดกิจกรรมเด่นชัดยิ่งขึ้น การจัดการสอนให้สอดคล้องและคำนึงถึงการทำงานของระบบสมอง เป็นวิธีที่ดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยที่ครูไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญพิเศษแต่อย่างใด แต่สามารถทำให้เกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนานเต็มตามศักยภาพของผู้เรียน ส่งผลให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ การเรียนการสอนเริ่มต้นเมื่อคุณเป็นครูที่สามารถเรียนรู้จากผู้เรียนได้จากการที่เราสมมุติเอาตัวเองไปเรียนรู้อย่างเด็ก เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าพวกเขา เรียนหรือเข้าใจอะไร และวิธีใดที่เขาเข้าใจมันได้ 3. ตรวจสอบ สังเกตพฤติกรรมนักเรียน ระหว่างเรียน พัฒนาคุณลักษณะนักเรียนในการเรียนวิชาพุทธประวัติ 4. จัดนิทรรศการ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานนักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ 5. ปรับปรุง พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 6. เผยแพร่ ประชา