"ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักยอมมีหวัง" ผมรักในงานที่ผมทำและ "อยากให้รู้ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้"

"รักแห่งสยาม" ได้กลายเป็นภาพยนต์ที่ถกเถียงกันในสังคมหลังจากเข้าฉายได้ไม่นานเท่าไร เพราะมันเป็นมากกว่าเรื่องราวความรักของกางเกงขาสั้น กระโปรงบาน หนังเรื่องนี้ได้สื่อถึงวัฒนธรรมการดำรงชีวิตในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป งานศิลปะชิ้นนี้ได้ทำหน้าที่ของมันในการเป็นสัญลักษณ์ ตัวแทนแห่งความพยายาม ความรักที่ยืดมั่นถือมั่น และความไม่เข้าใจตัวเอง ผ่านตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง

<p> เด็กสยามที่เดินเตร็ดเตร่อยู่แถว Center Point ได้ถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ประเทศไทยคือกรุงเทพ และกรุงเทพคือสยาม มันไม่ใช่ยักษ์ที่ตั้งอยู่ในสุวรรณภูมิ ไม่ใช่ลายกนกซึ่งถูกวาดไว้ตามผนังวัดอีกต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่เราปิดตามองแล้วนึกถึงภาพคนเดินพลุกพล่านในย่านชินจูกุ ด้วยนิยาม “วัฒนธรรม” คือ ความเจริญงอกงาม เป็นตัวแทนแห่งเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่ผ่านมาอาจจะกล่าวได้ว่าศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันเมื่อคำว่า “นวัตกรรม” ได้ย่างกรายเข้ามา เทคโนโลยีคือผู้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม! </p> <p> ในปีค.ศ. 2006 You ได้เป็นบุคคลแห่งปีจากการจัดลำดับของ Time Magazine เพราะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน จะมีใครคิดบ้างว่า คนธรรมดาจะสามารถโด่งดังได้จากการเอาคลิปวีดีโอไปใส่ใน Youtube คนๆ หนึ่งจะมีเพื่อนเป็นหมื่นจากการร่วมเครือข่ายสังคมใน Hi5 และอีกหลายคนที่ได้ประโยชน์จากการใช้สารานุกรมระดับโลกจาก Wikipedia แล้วคนไทยหละได้ทำอะไรบ้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา </p> <p> </p> <p> เรามักจะบอกว่าเศรษฐกิจของเราอยู่ในช่วงขาลง สังคมยังคงวุ่นวาย รัฐบาลและการเมืองยังไม่มีเสถียรภาพ แล้วคำถามที่ผมสงสัยก็คือ มันเกี่ยวอะไรกับ “เรา” กับปัจเจกชนคนธรรมดาคนหนึ่งๆ ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดีแล้วตัวเราจำเป็นจะต้องไม่ดีตามไปด้วยหรือ? ผมเบื่อกับการที่คนเราเอาแต่พูดให้เวลาผ่านไปวันๆ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรขึ้นมา ไม่พอใจตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้มาก และยังปลอบใจตัวเองด้วยคำว่าพอเพียง การตามหาตัวตนของตัวเองยังไม่สิ้นสุด เพราะผมยังไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไร ความรักในอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ของผมจะได้เห็นปลายทางเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร??? </p> <p> การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความคิดของตัวเองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนเดือนธันวาคมกลับมาอีกครั้ง และปี 2550 ก็กำลังจะผ่านไป ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ชีวิตยังดำเนินอยู่ ผู้คนผ่านเข้ามาและผ่านไป มีทฤษฏี รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และข่าวสารที่น่าสนใจให้ศึกษา มีจุดบันทึกในประวัติศาสตร์ช่วงปีนี้ที่ผมสามารถจำได้ ได้แก่ </p> <p> - OLPC ได้แจกจ่ายออกไปทั่วโลก
- เกตส์ และ จ็อบส์ ขึ้นเวทีสัมนาเดียวกัน ในงาน D: All Things Digital ที่จัดโดย Wall Street Journal
- ไมโครซอฟท์ประเทศไทยได้ MD คนใหม่เป็นหญิงไทย
- Creative Commons 3.0 ได้รับการสนใจจากคนทั่วโลกและคนไทยในเวลาต่อมา
- รัฐบาลไทยบล็อค YouTube
- iPhone ออกวางขาย แต่ไม่ยอมมาขายเมืองไทย
- Google ซื้อ Double Click ด้วยราคาแสนล้าน
- Dell ตัดสินใจติดตั้ง Ubuntu เป็น OS
- พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ถูกประกาศใช้
- Tarad.com โดนบุกยึดเซิร์ฟเวอร์
- Microsoft แย่งหุ้น Facebook จาก Google ได้สำเร็จ
- DotArai ได้ก้าวมาเป็น ICANN-Accredited Registrar รายแรกของประเทศไทย
- Google เปิดตัว Open Social API
- Gphone กลายเป็น Android โอเพนแพลตฟอร์ม แทนที่จะเป็นเครื่องโทรศัพท์มือถือ
</p> <p> แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ท้ายที่สุดผมยังคงเชื่อในรัก เหมือนเพลงประกอบภาพยนต์เรื่องรักแห่งสยามที่ร้องว่า “ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักยอมมีหวัง” ผมรักในงานที่ผมทำและ “อยากให้รู้ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้” แม้นเพลงรักของผมเพลงนี้ยังเขียนไม่เสร็จ ยังอาจจะออกมาไม่ดีเลิศเลอ แต่อยากจะบอกว่าฉันกำลังเขียนมันให้เธอ… ประเทศไทย ขอให้อีกหนึ่งปีที่กำลังจะผ่านพ้นไปเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่กำลังจะตกผลึก ขอให้เราทุกคนอย่าลืมความรักซึ่งเป็นรากฐานแห่งความเป็นมนุษย์ และขอให้ทุกๆ เว็บแห่งสยามทำหน้าที่ในการเป็นสื่อที่ดีของสังคมต่อไป แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think? </p>