จากเหตุการณ์ 20 พ.ย.50 กรณีพยาบาลวิชาชีพ 7 โรงพยาบาลโพนนาแก้ว มีเหตุทะเลาะวิวาท ถูกทำร้ายร่างกาย บาดเจ็บเล็กน้อย และถูกภรรยา ผอ.รพ.ใช้อาวุธปืนขู่จะยิง ตามที่บันทึกใน blog KM-ponnakaew นั้น เป็นเหตุจุดชนวนให้ จนท.รพ.โพนนาแก้ว จำนวน 55 คน เดินขบวนร้องทุกข์ต่อ นพ.สสจ.สกลนคร เวลา 08.30 น. วันที่ 23 พ.ย.50 ในเบื้องต้นได้มีการสืบสวนจากการให้ปากคำของคณะเจ้าหน้าที่ จำนวน 20 กว่าปาก พร้อมทั้งเขียนบันทึกคำให้การ 54 คน ต่อนพ.สสจ.สกลนครและทีมงานสืบสวน ผลการพิจารณาข้อเท็จจริงเบื้องต้น คณะกรรมการได้มีคำสั่ง ให้ ผอ.รพ. พร้อมภรรยา ออกนอกพื้นที่ ภายใน 18.00 น. มีกำหนดห้ามเข้าพื้นที่อำเภอโพนนาแก้ว 15 วัน นับตั้งแต่ วันที่ 23 พ.ย.50 เป็นต้นไป และคณะกรรมการได้มีการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานปากอื่นๆ ระหว่างวันที่ 24 -29 พ.ย.50
วันที่ 30 พ.ย.50 คณะกรรมการไกล่เกลี่ยเรื่องร้องทุกข์ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก นพ.สสจ.สกลนคร นำทีมโดย นพว.9 สสจ.สกลนคร พร้อมด้วย ผอ.รพ.วาริชภูมิ,หัวหน้าพยาบาล รพ.พังโคน, หัวหน้าพยาบาล รพ.วาริชภูมิ,นิติกร สสจ.สกลนคร และเลขานุการ ได้เข้าแจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ และดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยทั้ง 2 ฝ่าย ผลสรุปเป็นดังนี้
1) ให้ ผอ.รพ.โพนนาแก้ว พ้นสภาพการเป็น ผอ.รพ.โพนนาแก้ว และให้ย้ายไปปฏิบัติการในโรงพยาบาลที่พิจารณาว่าเหมาะสมและต้องการย้ายไปปฏิบัติงาน ทราบเบื้องต้นว่า ผอ.รพ.ย้ายไปปฏิบัติงานที่ จังหวัดเพชรบุรี
2) สำหรับ เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่เป็นทีมงานและมีการปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อ คณะเจ้าหน้าที่ผู้ร้องทุกข์ ให้คงปฏิบัติงาน ณ รพ.โพนนาแก้ว ในตำแหน่งเดิมไปก่อน
3) ในระยะที่รอคำสั่งย้ายจากต้นสังกัด ห้ามไม่ให้มีการกระทำใดๆ ที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกัน ห้ามไม่ให้กระทำการใดๆที่จะเป็นการดึงมวลชนให้เข้ามาร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
จากการดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยในวันที่ 30 พ.ย.50 คณะเจ้าหน้าที่ผู้ร้องทุกข์ มีความพึงพอใจในการเยี่ยวยาครั้งนี้ และพร้อมที่จะให้อภัย และให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ ที่เคยเป็นพรรคพวกกับ ผอ.รพ.และภรรยา ให้อยู่ร่วมปฏิบัติฉันท์พี่น้องต่อไป
ในทัศนคติของดิฉันต่อกรณีนี้คิดว่า ชาวโรงพยาบาลโพนนาแก้ว มีความอดทนค่อนข้างสูง เท่าที่รู้ตลอด 3 ปี ที่ผู้บริหารท่านนี้และภรรยาเข้ามาบริหารกิจกรรมของ รพ.โพนนาแก้วนั้น ได้สร้างปรากฏการณ์การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเพียงคนเดียว หัวหน้างาน,หัวหน้าฝ่าย หรือ จนท.ระดับปฏิบัติงานที่เป็นฟันเฟืองหรือตัวจักรสำคัญๆถูกกระทำให้พิกลพิการไป ไม่ว่าจะเป็นกลไกการตรวจสอบอำนาจและการถ่วงดุลย์อำนาจ ซึ่งในวัฒนาธรรมของโรงพยาบาลชุมชน คือเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ก็ถูกอำนาจแบบรวมศูนย์ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบหรือถ่วงดุลย์การใช้อำนาจของ ผอ.รพ.ได้ตรงนี้ได้ ไม่หนำซ้ำยังยังมีพฤติกรรมเอื้อต่อการใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ด้วย อีกทั้งองค์กรพยาบาลที่อ่อนแอ ไม่สามารถนำองค์ให้ดำเนินงานตามเอกสิทธิ์ของวิชาชีพตรงเองได้ ไม่สามารถจัดการเรื่องภายในองค์กรตนเองได้ จึงเป็นส่วนสนับสนุนให้ผอ.รพ.สามารถใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จได้
แต่โพนนาแก้วก็นับว่ายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ เพราะทราบว่ามี บุคลากรบางส่วนที่ได้พยายามต่อกรกับการใช้อำนาจรวมศูนย์แบบเบ็ดเสร็จของ ผอ.รพ.ท่านนี้และภรรยาอยู่ เช่น อดีตหัวหน้าพยาบาลคนก่อน ลูกจ้างชั่วคราวพนักงานขับรถ หรือ จนท.บางคน เป็นการต่อสู้,ต่อกรกับอำนาจด้วยการดื้อแพ่ง ไม่เสวนา ไม่ให้ความร่วมมือ คล้ายๆกับแนวคิดของมหาตมคานธีที่เรียกว่าการต่อสู้แบบ “สัตยาเคราะห์” นั้น ดิฉันมีความเห็นว่าเพื่อพิสูจน์สัจจะการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ผู้ต่อสู้จะต้องไม่ใช้กำลังกับฝ่ายปรปักษ์ผู้ต่อสู้จะต้องมีความอดทนและเห็นใจฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสัจจะในสายตาของคนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นความผิดพลาดในสายตาของอีกคนหนึ่งก็ได้ ความอดทนหมายถึงการยอมรับทุกข์ด้วยตนเองด้วยเหตุนี้ตามหลักการของการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ การพิสูจน์สัจจะจึงมิได้หมายถึงการทำให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ หากเป็นการยอมรับทุกข์ด้วยตนเอง นี่คือบทเรียนหนึ่งที่ชาวโพนนาแก้วได้เรียนรู้
ธรรมชาติขององค์กร
ตลอด 18 ปี ที่ทำงานในวงการสาธารณสุข ดิฉันได้เรียนรู้ความจริงหลายอย่างที่เป็นธรรมชาติขององค์กรสาธารณสุขภูธร ที่เห็นชัดเจนในมุมมองของดิฉันเองมีดังนี้
ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นธรรมชาติของอำนาจและธรรมชาติขององค์กร ที่มีความไร้ระเบียบเล็กแทรกซึมทุกหย่อมหญ้า ถ้าไม่มีการจัดการใดๆก็จะขยายตัวลุกลามขึ้นเป็นความขัดแย้งต่อไป ถ้าองค์กรยังไม่Sensitive ต่อความขัดแย้งนั้น รวมถึงไม่มีการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสม ย่อมนำไปสู่การแตกแยกขององค์กรในที่สุด
5 ปีกว่าผ่านไป โพนนาแก้วสงบลง เริ่มทำงานกันอย่างมีความสุข
เมือลมฝนพัดผ่านเหตุการฟ้าหลังฝน ย่อมชุ่มชื่น
ลุงวอ ขอให้กำลังใจ นักสร้างสุขทุกท่าน
มีสุขๆครับ
ขอบคุณคะ