ธรรมชาติขององค์กร

      ตลอด 18 ปี ที่ทำงานในวงการสาธารณสุข  ดิฉันได้เรียนรู้ความจริงหลายอย่างที่เป็นธรรมชาติขององค์กรสาธารณสุขภูธร  ที่เห็นชัดเจนในมุมมองของดิฉันเองมีดังนี้

  •  การครอบครองอำนาจสูงสุดและการใช้อำนาจสูงสุดจะตกอยู่ในมือขององค์กรแพทย์   โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านอาจารย์ นพ.ประเวศ  วะสี ที่เขียนไว้ในหนังสือ "ธรรมิกสังคม"   ที่เราจะไปโทษแพทย์บางคน(อาจเป็นคนส่วนน้อย)ที่ใช้อำนาจนั้นในทางที่ไม่ชอบ ไม่ถูกต้องเป็นธรรม ก็ไม่ได้  ถ้าโครงสร้างของกระทรวงสาธารณสุขยังคงเป็นอย่างนี้   แพทย์กี่คนๆเข้ามาบริหารงานแบบหลงใหลในอำนาจ  หรือไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดี   ซึ่งในที่นี้ดิฉันหมายถึงความสามารถในการบริหารและพัฒนาองค์กร  รวมไปถึงความสามารถในการ "ครองตน  ครองคน  ครองงาน"  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่โพนนาแก้วในวันที่ 23 พ.ย.50 นั้น  ดิฉันอยากให้มันเป็นปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก(butterfly  phenomenen) ที่เป็นภาพสะท้อนการจัดโครงสร้างองค์กรของกระทรวงสาธารณสุขในทุกระดับ  ที่ไม่สอดคล้องกับพันธกิจหรือเจตจำนงค์ในการจัดบริการเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งต่อผู้มาใช้บริการ  และบุคลากรผู้ให้บริการ    ขอวิงวอนให้องค์กรต่างๆที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดบริการทั้งการแพทย์และสาธารณสุข   ช่วยกันปรับรื้อระบบให้ดีขึ้น  ป้องกันไม่ให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจไปกระจุกตัวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง  เราต้องเริ่มถอดรื้อระบบกันอย่างจริงจังเสียที่
  • ยังมีการจัดระบบศักดินา  แบ่งชั้นวรรณะ ของบุคลากรสาธารณสุขอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเอกสารที่องค์กรแพทย์จัดทำเพื่อบูชาพระคุณพ่อเสม  พริ้งพวงแก้ว ในดิถีครบรอบ 96 ปี (พ.ค.50)  จำนวน 6-7 เล่ม และมีการแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ   ทำให้ดิฉันซึ่งเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่ใช่แพทย์รับรู้ได้ถึงพลังอำนาจและการแบ่งแยกชนชั้นภายในวงการสาธารณสุขชัดเจนยิ่งขึ้น    แต่ก็เข้าใจในธรรมชาติเรื่องนี้ดี  เพราะว่าเมื่อทบทวนเส้นสู่การเป็นแพทย์ของแพทย์ทุกคนแล้วเห็นชัดว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด    ทั้งในพื้นฐานที่ต้องมี IQ สูงกว่าคนปกติทั่วไปแล้ว  ยังต้องมีครอบครัวที่เข้มแข็ง  มีพลังอำนาจในการผลักดันลูกๆให้เข้าสู่เส้นทางแพทย์  ตัวแพทย์เองเลยถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการเป็นหนึ่งมาโดยตลอด    ทำให้อยากยิ่งนักที่จะเปิดใจให้กว้างยอมรับวิชาชีพอื่นที่มีความสามารถเป็นหนึ่งเช่นเดียวกัน  แต่เขาเหล่านั้นอาจอยู่ในชนชั้นหรือวรรณะที่มองว่าต่ำกว่าวรรณะแพทย์    แต่ในสังคมไทยดิฉันก็มีโอกาสได้พบเห็นแพทย์ที่เปิดใจกว้าง   มี EQ,  IQ, SQ สูงส่ง ควรค่าแก่การเคารพบูชา   และถือเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตมากมาย   อีกทั้งยังสร้างคุโณปการแก่มวลมนุษยชาติมากมายด้วย    ซึ่งแพทย์ทุกคนควรเรียนรู้และซึมซับเอาแนวคิดและคุณธรรมจากท่านทั้งหลายเหล่านี้   เพื่อนำไปเป็นหลักยึดในการบริหารและพัฒนาองค์กรต่อไป
  • ความอ่อนแอ ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโครงสร้างอำนาจ  ของบุคลากรสาธารณสุข   ดิฉันคิดว่าเป็นผลมาจาก 2 แนวคิดที่เขียนไว้ข้างต้น  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของบุคคลที่ถูกโครงสร้างนั้นกระทำจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง   อาจเป็นผลมาจากปูมหลังหรือประสบการณ์ที่หล่อหลอมตัวเขามาในอดีต   หรืออาจเป็นผลจากการรู้ไม่เท่าทัน  การไม่มีข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงซึ่งถือเป็นพลังอำนาจที่สำคัญในยุคนี้  ทำให้เกิดความอ่อนแอ ขลาดกลัวต่อพลังอำนาจ  ไร้พลังต้านทานอำนาจที่ไม่เป็นธรรม  ในที่สุดก็ต้องยอมรับการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมนั้น

ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นธรรมชาติของอำนาจและธรรมชาติขององค์กร  ที่มีความไร้ระเบียบเล็กแทรกซึมทุกหย่อมหญ้า   ถ้าไม่มีการจัดการใดๆก็จะขยายตัวลุกลามขึ้นเป็นความขัดแย้งต่อไป   ถ้าองค์กรยังไม่Sensitive ต่อความขัดแย้งนั้น  รวมถึงไม่มีการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสม   ย่อมนำไปสู่การแตกแยกขององค์กรในที่สุด