แค่ช่วงเช้าของวันแรกก็ "เข้มข้น" ซะขนาดนี้.....
ตามชื่อบันทึกนั่นแหล่ะค่ะ  พี่เม่ยได้มีโอกาสเข้าห้องย่อย Love&Learn ในงานมหกรรม NKM#4 ตั้งแต่ช่วงเช้า  เพื่อฟังเรื่องเล่าดีๆของ รพ.บำรุงราษฏร์  ที่มุ่งเน้นการสร้างความสุขไปพร้อมๆกับการสร้างงานให้กับบุคลากร  และบริษัท เอเชีย พรีซิชั่น ที่มีแนวคิดสำหรับพนักงานว่า การทำงานไม่ใช่เพียงแค่การทำมาหากินเท่านั้น  แต่ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย
มีอยู่ตอนหนึ่ง คุณอัศวิน จิตต์จำนงค์ เล่าว่า ที่รพ.บำรุงราษฏร์ มีเทคนิคในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานช่วยกันทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการช่วยเหลือส่วนรวม โดยทำบัตรสะสมแต้มความดี (คล้ายกับการสะสมแต้มของบัตรเครดิต) และมีของรางวัลให้แลกเมื่อสะสมแต้มได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด   คุณอัศวินบอกว่า พนักงานของเขามีความสุขมากกับกิจกรรมนี้  เจอหน้ากันก็ทักทายกันว่า "ได้กี่แต้มแล้ว.." เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำสิ่งที่ดีๆได้มากมายเชียวค่ะ
ส่วนคุณอภิชาติ การุณกรสกุล เล่าถึงวิธีสร้างพนักงานคุณภาพแห่ง อมตะนคร ของบริษัทเอเชียพริซิชั่นไว้หลายเรื่องค่ะ พี่เม่ยฟังแล้วสรุปได้ประเด็นหลักๆดังนี้ค่ะ...
ผู้นำ...เขาเลือกใช้วิธีให้ทหารมาฝึกวินัย  มีการสร้างทีม สร้างความสามัคคี  การลงโทษ...ซึ่งทุกอย่างนี้จะเกิดได้ก็ต้องมีผู้นำที่ดี  ที่นี่เขาไม่เลือกใช้หัวหน้างาน  แต่เอาคนนอก(ทหาร)ที่มีความน่าเชื่อถือสูงอยู่เป็นทุนก่อนแล้วมาทำหน้าที่เป็นผู้นำให้
ซื้อใจ...เขาใช้เรื่องกตัญญูต่อพ่อแม่มาเป็นเรื่องยึดเหนี่ยว จัดกิจกรรมวันพ่อ วันแม่  เอารูปถ่ายมาติดไว้ และให้ลูกมากราบ เกิดความซาบซึ้งใจ พอตอนท้ายของกิจกรรมก็จะฝากผ้าขาวม้า ผ้าขนหนู ให้กลับไปมอบให้พ่อแม่เขา  ทำแบบนี้ซื้อใจคนได้มากเลย
สร้างสิ่งยึดเหนี่ยว...เขายกพระบารมีพ่อหลวงมาสร้างเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และวิธีปฏิบัติตนให้กับพนักงาน   ใช้คำ คุณธรรม มาชี้นำให้ทุกคนตั้งใจทำงานโดยไม่หวังเพียงค่าตอบแทน  ไม่คิดเพียงแค่การทำมาหากิน เท่านั้น
การลงโทษ...แม้แต่เรื่องการลงโทษเมื่อทำผิดวินัย เช่นมาสาย  ก็ปรับด้วยการเรียกเก็บเป็นเงิน  แล้วนำเงินนี้ไปตั้งเป็นกองทุนนำไปทำกิจกรรมคืนสู่สังคม วิธีนี้ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกว่ารับได้กับการลงโทษนั้นๆ  มีข้ออ้างให้กับตัวเองได้ว่าอย่างน้อยก็นำเงินนั้นไปทำให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง ไม่ได้โดนบริษัทเอารัดเอาเปรียบจนเกินไป (เรื่องความคิดที่ว่าโดนเอารัดเอาเปรียบ เป็นประเด็นใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้  เพราะองค์กรไหนๆก็ถูกเพ่งเล็งแบบนี้เช่นกัน  วิธีนี้จึงเป็นการลดช่องว่างระหว่างองค์กรกับพนักงานได้ดีที่สุด)
น่าเสียดายที่ช่วงบ่ายหลังจากที่ทีมของเราได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง Patho-OTOP จบ ก็ต้องรีบเตรียมตัวเดินทางกลับในวันนั้น จึงไม่ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวที่น่าสนใจจากทีมของ ม.นเรศวรเลยค่ะ
แต่ไม่เป็นไรค่ะ  โอกาสหน้ายังมีอีกเยอะ  ยังไงยังไงพี่เม่ยก็ต้องหาโอกาสสกัดเคล็ดลับความสำเร็จแบบ "ทำไปเรียนรู้ไป" ของ มน. ให้ได้เชียวค่ะ...