วัดที่บ้านเกิดผม เป็นวัดแถบชนบท (บ้านนอก)
แล้วก็เป็นวัดหลวง(หลวงตาเฝ้าวัด) โดยมาก ![]()
ส่วนใหญ่พระหนุ่มเณรน้อยมิค่อยมี
มีก็แต่เจ้าอาวาส,รองเจ้าอาวาส ซึ่งยังพอทำงานวัดได้บ้าง
ท่านเจ้าอาวาสเคยเล่าให้ฟังว่า 
เมื่อก่อนเวลาหญ้ารกวัด ไม่มีโยมช่วยเหลือ ท่านก็ต้องลงมือตัดเองคนเดียว
โดยใช้เครื่องตัดหญ้าไทยประดิษฐ์ตัด จนก้อนหินกระเด็นถูกขาท่านหักก็เคยมาแล้ว
นับว่าเป็นพระที่เสียสละและน่ายกย่องจริง ๆ ในสายตาผม
พูดถึงหลวงปู่เจ้าอาวาสตัดหญ้าก็ให้นึกถึงที่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า
เมื่อก่อนตอนเวลาท่านตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดทุกครั้งนั้นจะมีเสียงดังมาก (ไทยประดิษฐ์)
จนเสียงดังออกไปนอกวัด...
และข้าง ๆ วัดก็จะมีโยมอยู่คนหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเจ้าพระวินัย (กฎของพระ)
ด้วยเป็นนักธรรมลาพรต
เวลาท่านเจ้าอาวาสตัดหญ้าทีไร โยมคนนี้ก็จะออกมาโวยวายข้างวัดทุกที
ว่าพระสงฆ์ไม่รู้เรื่องพระวินัยบ้างหละ ว่าพระสงฆ์วัดนี้ไม่เคารพพระพุทธบัญญัติบ้างหละ ทำตัวเป็นอลัชชีหน้าด้าน ๆ บ้างหละ
ในปาจิตตีย์กัณฑ์ ห้ามพระพรากของเขียว (ตัดต้นไม้)
ครั้งแรก ๆ ท่านก็ไม่สนใจ จนหลายครั้งเข้า ท่านเจ้าอาวาสก็คงหมั่นไส้
เลยปิดเครื่องตะโกนออกไปว่า...![]()
"ถ้าไม่ตัด แล้วใครจะตัด งูจะกัดพระตายหมดวัดอยู่แล้ว โยมจะมาช่วยตัดไหม!"
หลังจากวันนั้นมา โยมคนนั้นก็ไม่เคยปริปากอีกเลย![]()
ปัญหาในใจของโยมคนนั้นก็คือ โยมคงจะกังวลไม่อยากให้พระท่านประพฤติล่วงพระวินัยเรื่องห้ามขุดดินหรือห้ามพรากของเขียวดังกล่าว
ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องเจตนาที่ดี แต่ควรดูความเหมาะสมอยู่บ้าง ...
พรากบ้าง ให้คนอื่นพรากบ้างซึ่งของเขียว? พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมเบียดเบียนอินทรีย์
อย่างหนึ่ง ซึ่งมีชีวะ."
"ชีวสญฺญิ โน หิ มนุสฺสา รกฺขสฺมึ"
"เพราะคนทั้งหลายสำคัญของเขียวว่ามีชีวะ"
สรุปคือ คนอินเดียสมัยนั้น (๒๕๐๐ กว่าปีก่อน) บางพวกถือกันว่า ต้นไม้มีชีวะเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป
ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะ ต้นไม้ ไม่ได้เกิดจากกรรม จึงไม่มีชีวิตรูป แต่ที่ดำรงคงอยู่ได้เพราะอุตุ คือธรรมชาติของมันอย่างนั้น แต่พระองค์ก็ยังทรงตรัสตำหนิพระสงฆ์ต้นบัญญัติว่า
สรุปคือ การที่พระไปพรากของเขียวเข้า จึงอาจทำให้กลุ่มคนบางพวกที่ถือคติเช่นนี้ติเตียนได้ ซึ่งอาจเป็นเหตุบานปลายถึงขั้นหมดความเลื่อมใสเสียเลย
การที่พระองค์ทรงบัญญัติห้ามก็เพื่อเหตุนี้ (มิให้ชาวบ้านบางส่วนในสมัยนั้นติเตียน)
แต่อย่าลืมว่า มูลการบัญญัติห้ามการพรากดินและชีวะ (ต้นไม้) เป็นอาบัติทั้งสิ้น เพราะมาจากชาวบ้านเขาติเตียน
การที่พระใช้โทรศัพท์และสูบบุหรี่ ขับรถ
เป็นที่ติเตียนของชาวบ้านในปัจจุบัน
ก็อาจเป็นเหตุบัญญัติพระวินัยในสมัยพุทธกาลได้เหมือนกัน
มูลเหตุการบัญญัติพระวินัยของพระนั้น
ส่วนหนึ่งจึงมาจาก "ความเหมาะสม" ในสายตาชาวบ้านเรานี่เอง
ซึ่ง "ความเหมาะสม" นี่ก็ตกอยู่ในกฎของสามัญญลักษณะ
"ความไม่เหมาะสม" บางอย่างในอดีต ก็อาจจะไม่ใช่ "ความไม่เหมาะสม" ในปัจจุบันก็ได้
พระพุทธเจ้าจึงตรัสทางแก้เมื่อก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานว่า
ถ้าในอนาคตจะบัญญัติเพิ่มลดพระวินัยก็ให้ทำได้ตาม "ความเหมาะสม"
ดังนั้นพระวินัยจึงมิใช่ "สัจจะ" ของ "ธรรมะ" ที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปได้
เพราะวินัยในบางบทหรือกฎหมายก็คือส่วนหนึ่งของคน
คน ก็ตกอยู่ในกฎของ อนิจจลักษณะ
การที่ชาวบ้านญาติโยมไปโพนทนาว่าพระทำผิดอย่างนู้น พระทำผิดอย่างนี้ บางทีเราควรย้อนกลับมาดูตัวเองก่อนว่า เราได้ช่วยอะไรท่านบ้างหรือยัง หญ้ารกไม่มีใครตัด ท่านก็ต้องตัดเอง มีรถของวัด แต่ไม่มีใครขับให้ท่าน พระท่านก็ต้องขับไปเอง (ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากทำ)
พระจึงต้องช่วยตัวเอง เพราะสังคมเปลี่ยนไป พระจึงต้องปรับตามโดยลดข้อหยุมหยิมล้าสมัยลง แต่ต้องคงพระวินัยส่วนใหญ่ไว้
บางครั้งการมองโลกแค่มุมเดียวหรือมัวแต่ยึดติดกับรูปแบบที่วางเอาไว้
อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้...
เหมือนโยมนั่นไง!
จบ.
ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านผมบ่น(จนจบ)ครับ ^^
ท้ายอาสน์สงฆ์
(นามแฝง: พระมหาเทวประภาส)
๑ ธันวาคม ๒๕๕๐
ศีลอันบริสุทธิ์ย่อมเป็นเกราะกำบังความชั่วร้าย
ศีลอันบริสุทธิ์ย่อมทำให้เกิดความแกล้วกล้าและอาจหาญ
ศีลอันบริสุทธิ์ย่อมนำพาการปฏิบัติธรรมให้เจริญ
ความมั่นใจในศีลอันบริสุทธิ์ย่อมนำพาให้ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามได้
เจองานเขียนของท่าน "ท้ายอาสน์สงฆ์" เข้าไป สงสัยว่าผมต้องเลิกเขียนอะไรแนวนี้แล้วล่ะครับ ฝีมือการเขียน ฐานความรู้ ต่างกันลิบทีเดียว ขืนผมยังเขียนแบบนี้ต่อคงโดนหัวเราะเข้าสักวันครับ
ยินดีที่ได้รู้จักครับ จะตามมาอ่านเรื่อยๆ นะครับ ... ตอนนี้ขอตัวไปคิด concept ใหม่ก่อน :-)
สวัสดีครับคุณ
ร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง
ใช่แล้วครับ ศีล คือรากฐานของการปฏิบัติธรรม
ศีล แปลว่า ปรกติ
ศีลนั้นมีหลายระดับ แบ่งง่าย ๆ
คือศีลของปุถุชน กับศีลของอริยชน
ศีลของปุถุชนมีหลากหลาย นับไม่ถ้วน (รวมกม.)
แต่ศีลของอริยชนมีเพียง ๑ คือ การรักษาใจ
เมื่อรักษาใจของตนให้ดีพร้อมแล้ว ย่อมพ้นไปจากบัญญัติทั้งหมด เข้าสู่ความปรกติของอริยชนอย่างสมบูรณ์พร้อม ศีลก็ย่อมไม่สำคัญสำหรับท่าน
ศีลอันเป็นสมมุติบัญญัติทั้งหลาย เป็นเพียง อุปกรณ์ ที่ควบคุม การกระทำและคำพูด ไม่ให้ล่วงไปในกิเลสฝ่ายต่ำ
อุปมาดุจ ผงปูนตราเสือ หากไร้ถุงใส่กำกับไว้ ย่อมปลิวพลัดลงสู่พื้นพสุธาภาคฝ่ายต่ำ ดุจจิตของสัตวโลกทั้งหลาย (เวอร์ ๆ)
แต่เมื่อใด ปูนพี่เสือได้ผสมน้ำตามกระบวนการจนเข้าสู่ นิพพานสภาวะแห่งปูน -_-" เมื่อนั้นปูนพี่เสือก็ไม่จำต้องใช้ถุงคอยควบคุมอีกต่อไป เข้าสู่ อริยกันตศีล พี่ปูนตราเสือจึงเป็นอรหัตตลาภีบุคคลโดยหาจำต้องพึ่งถุงปูนใส่รักษาให้จิตตกไม่ ฉะนี้
หากผงปูนตราเสือ(จิต) เมื่อยังเป็นผง ไม่มีถุง(ศีล)กำกับไว้ การจะนำปูนทั้งหมดไปกระทำให้แข็งแกร่งย่อมลำบาก ดังนั้น ถุงปูนจึงสำคัญในระดับแรก ในการควบคุมกายวาจาให้อยู่ในสภาวธรรมารมณ์แห่งการรักษาใจ เพื่อส่งต่อไปยังการปฏิบัติที่สูงยิ่งต่อไป (เอาผงปูนผสมน้ำ)
แต่เมื่อผสมปูนเสร็จ เข้าสู่อริยสภาวะ ศีล(ถุงใส่ปูน)จึงไม่สำคัญต่อไป ดุจคนข้ามแพ เมื่อข้ามไปถึงฝั่งแล้ว ย่อมหาแบกแพเทินกบาลเดินไปไม่
และคนที่ข้ามแม่น้ำแห่งวัฏฏะได้แล้ว ก็ย่อมไม่กลับไปกลั้วอยู่กับหีนธรรมคือสิ่งที่โสมมนั้นอีกแล้ว ศีลของอริยเจ้ามีเพียง ๑ จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องมีบทลงโทษมากำกับฉะนี้
จำเริญธรรมครับ.
ปล. วันนี้คุณคุณมีถุงปูนแล้วหรือยัง
โอ้...หามิได้ครับ หามิได้ ความรู้ผมก็แค่ สุดอณูหางอึ่ง เท่านั้นเองครับ เพียงแต่รู้จักตั้งปัญหาและต่อยอดกับมันซักหน่อย ก็พอเอาออกมาขายแล้วครับ ส่วนจะขายออกหรือไม่ออกนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
งานของท่านก็ไม่เบาเลยนะครับ
ขอบพระคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนกันครับ
เจริญธรรม
ใช่ครับ
แต่ผมว่าข้อรับรูปิยะมันน่าจะหนักกว่าวิกาลโภชนสิกขาบทนะครับ
เพราะมันทำให้พระเสียผู้เสียคนเลยทีเดียว
ฮา
ใช่เลยครับ โลกเปลี่ยนไป อะไร ๆ ก็ต้องเปลี่ยนตาม
พระเณรสมัยนี้จะรักษาจริยวัตรไว้ได้
ก็คงต้องฝึกกันหนักน่าดูครับ
ขอบคุณครับ
เข้ามาศึกษาครับ ให้แนวคิดดีมากๆเลย
โรงเรียนอุตรดิตถ์ขอขอบคุณคนคุ้งตะเภาครับ
ขอบพระคุณครับ
ชอบอุปมา"พี่ปูนตราเสือ"จังเลยครับ....
หากเห็นว่าล้าสมัยหยุมหยิมก็ให้ยกเลิกป่านนี้พระธรรมวินัยคงอาจเหลือศูนย์ข้อไปแล้ว