"ความไม่เหมาะสม" บางอย่างในอดีต ก็อาจจะไม่ใช่ "ความไม่เหมาะสม" ในปัจจุบันก็ได้

วัดที่บ้านเกิดผม เป็นวัดแถบชนบท (บ้านนอก)
แล้วก็เป็นวัดหลวง(หลวงตาเฝ้าวัด) โดยมาก ไม่สามารถแสดงภาพ “http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/42.gif” เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาด
ส่วนใหญ่พระหนุ่มเณรน้อยมิค่อยมี
มีก็แต่เจ้าอาวาส,รองเจ้าอาวาส ซึ่งยังพอทำงานวัดได้บ้าง


ท่านเจ้าอาวาสเคยเล่าให้ฟังว่า
http://tevaprapas.googlepages.com/PhraAjanThong.jpg
เมื่อก่อนเวลาหญ้ารกวัด ไม่มีโยมช่วยเหลือ ท่านก็ต้องลงมือตัดเองคนเดียว
โดยใช้เครื่องตัดหญ้าไทยประดิษฐ์ตัด จนก้อนหินกระเด็นถูกขาท่านหักก็เคยมาแล้ว
นับว่าเป็นพระที่เสียสละและน่ายกย่องจริง ๆ ในสายตาผม

 

พูดถึงหลวงปู่เจ้าอาวาสตัดหญ้าก็ให้นึกถึงที่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า

เมื่อก่อนตอนเวลาท่านตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดทุกครั้งนั้นจะมีเสียงดังมาก (ไทยประดิษฐ์)

จนเสียงดังออกไปนอกวัด...

และข้าง ๆ วัดก็จะมีโยมอยู่คนหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเจ้าพระวินัย (กฎของพระ)

ด้วยเป็นนักธรรมลาพรต 

เวลาท่านเจ้าอาวาสตัดหญ้าทีไร โยมคนนี้ก็จะออกมาโวยวายข้างวัดทุกที

ว่าพระสงฆ์ไม่รู้เรื่องพระวินัยบ้างหละ ว่าพระสงฆ์วัดนี้ไม่เคารพพระพุทธบัญญัติบ้างหละ ทำตัวเป็นอลัชชีหน้าด้าน ๆ บ้างหละ

ในปาจิตตีย์กัณฑ์ ห้ามพระพรากของเขียว (ตัดต้นไม้) 

ครั้งแรก ๆ ท่านก็ไม่สนใจ จนหลายครั้งเข้า ท่านเจ้าอาวาสก็คงหมั่นไส้

เลยปิดเครื่องตะโกนออกไปว่า...ไม่สามารถแสดงภาพ “http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/52.gif” เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาด

"ถ้าไม่ตัด แล้วใครจะตัด งูจะกัดพระตายหมดวัดอยู่แล้ว โยมจะมาช่วยตัดไหม!"

หลังจากวันนั้นมา โยมคนนั้นก็ไม่เคยปริปากอีกเลยไม่สามารถแสดงภาพ “http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/30.gif” เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาด

 

ปัญหาในใจของโยมคนนั้นก็คือ โยมคงจะกังวลไม่อยากให้พระท่านประพฤติล่วงพระวินัยเรื่องห้ามขุดดินหรือห้ามพรากของเขียวดังกล่าว

ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องเจตนาที่ดี แต่ควรดูความเหมาะสมอยู่บ้าง ...

 


 

สำหรับเรื่องพระตัดต้นไม้ผิดวินัยนั้น

 

มีนัยปรากฎใน ภูตคามสิกขาบท ว่า
"คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้
พรากบ้าง ให้คนอื่นพรากบ้างซึ่งของเขียว? พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมเบียดเบียนอินทรีย์
อย่างหนึ่ง ซึ่งมีชีวะ."

"ชีวสญฺญิ โน หิ มนุสฺสา รกฺขสฺมึ"

"เพราะคนทั้งหลายสำคัญของเขียวว่ามีชีวะ"

สรุปคือ คนอินเดียสมัยนั้น (๒๕๐๐ กว่าปีก่อน) บางพวกถือกันว่า ต้นไม้มีชีวะเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป

ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะ ต้นไม้ ไม่ได้เกิดจากกรรม จึงไม่มีชีวิตรูป แต่ที่ดำรงคงอยู่ได้เพราะอุตุ คือธรรมชาติของมันอย่างนั้น  แต่พระองค์ก็ยังทรงตรัสตำหนิพระสงฆ์ต้นบัญญัติว่า 

"การกระทำของพวกเธอนั่น(พระที่พรากของเขียว) ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ..."


สรุปคือ การที่พระไปพรากของเขียวเข้า จึงอาจทำให้กลุ่มคนบางพวกที่ถือคติเช่นนี้ติเตียนได้ ซึ่งอาจเป็นเหตุบานปลายถึงขั้นหมดความเลื่อมใสเสียเลย

การที่พระองค์ทรงบัญญัติห้ามก็เพื่อเหตุนี้ (มิให้ชาวบ้านบางส่วนในสมัยนั้นติเตียน)

แต่อย่าลืมว่า มูลการบัญญัติห้ามการพรากดินและชีวะ (ต้นไม้) เป็นอาบัติทั้งสิ้น เพราะมาจากชาวบ้านเขาติเตียน

การที่พระใช้โทรศัพท์และสูบบุหรี่ ขับรถ
เป็นที่ติเตียนของชาวบ้านในปัจจุบัน
ก็อาจเป็นเหตุบัญญัติพระวินัยในสมัยพุทธกาลได้เหมือนกัน

มูลเหตุการบัญญัติพระวินัยของพระนั้น
ส่วนหนึ่งจึงมาจาก "ความเหมาะสม" ในสายตาชาวบ้านเรานี่เอง

ซึ่ง "ความเหมาะสม" นี่ก็ตกอยู่ในกฎของสามัญญลักษณะ

"ความไม่เหมาะสม" บางอย่างในอดีต ก็อาจจะไม่ใช่  "ความไม่เหมาะสม" ในปัจจุบันก็ได้

พระพุทธเจ้าจึงตรัสทางแก้เมื่อก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานว่า
ถ้าในอนาคตจะบัญญัติเพิ่มลดพระวินัยก็ให้ทำได้ตาม "ความเหมาะสม"


ดังนั้นพระวินัยจึงมิใช่ "สัจจะ" ของ "ธรรมะ" ที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปได้
เพราะวินัยในบางบทหรือกฎหมายก็คือส่วนหนึ่งของคน
คน ก็ตกอยู่ในกฎของ อนิจจลักษณะ

 

การที่ชาวบ้านญาติโยมไปโพนทนาว่าพระทำผิดอย่างนู้น พระทำผิดอย่างนี้ บางทีเราควรย้อนกลับมาดูตัวเองก่อนว่า เราได้ช่วยอะไรท่านบ้างหรือยัง หญ้ารกไม่มีใครตัด ท่านก็ต้องตัดเอง มีรถของวัด แต่ไม่มีใครขับให้ท่าน พระท่านก็ต้องขับไปเอง (ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากทำ)

พระจึงต้องช่วยตัวเอง เพราะสังคมเปลี่ยนไป พระจึงต้องปรับตามโดยลดข้อหยุมหยิมล้าสมัยลง แต่ต้องคงพระวินัยส่วนใหญ่ไว้

บางครั้งการมองโลกแค่มุมเดียวหรือมัวแต่ยึดติดกับรูปแบบที่วางเอาไว้

อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้...

เหมือนโยมนั่นไง!

 

จบ.

 

ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านผมบ่น(จนจบ)ครับ ^^

ท้ายอาสน์สงฆ์
(นามแฝง: พระมหาเทวประภาส)

๑ ธันวาคม ๒๕๕๐