เมื่อครั้นพลันจิตว่าง ความคิดที่อยู่บนพื้นฐานแห่งศีลจะรุดพาปัญญาโลดแล่นไปบนฟากฟ้าและมหานที

ความรู้ ความคิด จินตนาการอันเกิดจากปัญญาขณะนั้น
ถ้าเรามีตัวรู้ติดอยู่กับจิต
เราจะสามารถจับออกมาให้กลายเป็นผลงานอันสร้างสรรค์ได้อย่างอเนกอนันต์

ความคิดที่ฟุ้งออกมานั้นน่าฉงน บางครั้งหรือหลากหลายครั้ง เราอยากจะกลับไปคิดได้อย่างนั้นก็ทำไม่ได้
เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ความคิดแบบธรรมดา ๆ แต่เป็นปัญญา หรือ “จิตจินตนา” ที่เกิดขึ้นจากจิตอันว่าง สงบ

นอกจากเป็นปัญญาอันเกิดขึ้นจากจิตที่ว่าง สงบ แล้วยังต้องประกอบด้วยการกระทบผัสสะจากอายตนะทั้ง ๖ ณ กาลนั้น ที่นั้น บัดเดี๋ยวนั้น
ปัญญาที่เกิดขึ้นตรงนั้นยากที่จะย้อนใช้ความคิดให้คิดในเรื่องเดิม แบบเดิมนั้นได้อีกในที่ใหม่ เวลาใหม่

แต่... เราสามารถใช้ย้อนระลึกนึกถึงสิ่งที่ปัญญาเคยวิจิตรและสร้างสรรค์ไว้ด้วย “สมาธิ”
มิแตกต่างอะไรกับตอนที่เราหลับแล้วฝัน เราต้องฝึกใช้สมาธินึกถึงเรื่องที่ฝันให้ได้
เฉกเช่นเดียวกับ “จิตจิตนา” อันเป็นเรื่องที่ผุดจากปัญญาที่เกิดจากจิตประภัสสร เรื่องดี ๆ อันบรรเจิดสามารถหวนระลึกถึงคราวนั้นได้ด้วยสมาธิ

ลองฝึก ลองคิด ลองลิขิต บันทึก สร้างเสริม แต่งเติม
เราจะได้เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น
ได้เจอในสิ่งที่ไม่เคยเจอ
เพราะได้เห็นและเจอกับสิ่งอันสร้างสรรค์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจิตเราจะสามารถประดิษฐ์สิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นมาได้