บันทึกเรื่อง ข้าวมาจากไหน ? ที่ผมเขียนไว้หลายวันมาแล้วนั้น ตั้งใจเขียนค่อนข้างมาก ตั้งใจเอาไปสอนนักศึกษาถึง ตัวอย่างการเขียนบันทึก ในแง่การลำดับเรื่อง การสร้างอารมณ์ ความรู้สึกผ่อนคลาย และการสอดใส่สาระ ที่ต้องใช้ความคิด ฯลฯ เรียกว่าตั้งใจเขียน และหวังว่าจะมีญาติ ระดับ แกนนำทางความคิด ด้านการจัดการความรู้ หรือด้านการศึกษา เข้ามาช่วยระดมความคิด ตีแผ่ความจริง ในสิ่งที่ผมจุดชนวนเอาไว้ แต่ค่อนข้างผิดหวังครับ คาดว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ 2-3 ความเห็นแรก เป็นของนักศึกษา ที่เขาเข้ามาแล้ว บรรเลงความคิดเห็นโดยยังจับประเด็นไม่ค่อยได้ เลยทำให้คนเข้ามาทีหลังอาจเซ็งๆ ทำให้ ขออ่านเฉยๆดีกว่า ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้ใช้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ทั้งหมด ใช้ทุกเหลี่ยมมุม ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการสอน
อย่างไรก็ตาม ก็มีความเห็นของน้องบ่าว เจ้าประจำ “ขจิต ฝอยทอง “ เข้ามาช่วยกระตุ้น หรือดึงให้เข้าประเด็น ด้วยเรื่องบัตร ATM และ ตามด้วยข้อสรุปที่สมบูรณ์ ของ อ. คุณนายดอกเตอร์ ที่อยากเก็บมานำเสนอให้ชัดเจนอีกครั้ง ดังนี้ …
<div class="comment_item">
<div class="info">7. คุณนายดอกเตอร์
เมื่อ จ. 26 พ.ย. 2550 @ 15:40
471646 [ลบ]
</div>
เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้สังคมไทยหันมาตระหนักเรื่องนี้กันมากๆนะคะ การที่เด็กๆและคนรุ่นใหม่โตมาแบบไร้ราก ไม่รู้ที่มาที่ไป ความลำบาก เหนื่อยยาก ของชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน น้ำดื่มก็นึกว่าได้มาจากขวด อาหารการกินก็นึกว่าได้มาจากร้าน มองไม่เห็นคุณค่าของดิน ของน้ำ ของอากาศ(วันๆอยู่แต่ในห้องแอร์ นั่งรถติดแอร์ นอนห้องแอร์) จึงไม่คิดดูแลสิ่งแวดล้อม
เรามักเอาสิ่งที่ตนเองปรารถนาจะได้ จะมี จะเป็น ให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเสมอ ทำให้ต้องบนบานศาลกล่าว อาหาร น้ำ อากาศ ก็ยังให้มีตัวกลางมาจัดการให้เรา เรามักไม่ค่อยคิดว่าหากไม่มีตัวกลาง เช่น คนผลิตโอวัลติน แล้วเราจะกินอะไร ใช่มั้ยคะอาจารย์
ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า ใช่เลย ใช่เลย จึงไปสรุปปิดท้ายว่า ...
ขอบคุณ อ.คุณนายดอกเตอร์ มากครับ
- เป็นข้อสรุปที่เสมือนถอดหัวใจเจ้าของบันทึกมาพูดเลยครับ ชัดเจนหมดจด ครบถ้วนครับ
- การศึกษาที่ทำให้คนเห็นอะไรเพียงเสี้ยว เพียงส่วน เป็นเศษความรู้ที่กระจัดกระจาย มักนำไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ นอกจากท่องจำ และ บอกต่อ
- การรู้ความจริง จนเห็นทั้งส่วนย่อย เห็นความเชื่อมโยง และการอิงอาศัยกัน ของสรรพสิ่ง เห็นความเป็นทั้งหมด คือสิ่งที่ขาดหายไป
- ครู-อาจารย์ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และทุกคนที่เกี่ยวของกับการศึกษา จึงมีหน้าที่ร่วมกัน ที่จะทำให้การเรียนรู้ที่แท้จริง และถูกต้องเกิดขึ้นให้ได้
นั่นคือควันหลง ที่จงใจให้ลอยมาปรากฏที่หน้าบันทึกนี้อีกครั้ง เพราะว่าผมสนใจ จริงจังกับบันทึกดังกล่าวมากครับ
ก่อนจบใคร่ฝากเรื่องน่าสนใจ ที่มีผู้ไปฝากไว้ท้าย บันทึกนี้ คนเขียนชื่อ Dr.Paul เป็นอาจารย์ต่างชาติที่สอนอยู่ในเมืองไทย ท่านเขียนไว้อย่างไร ลองคลิกตามไปดูได้ครับ
</div>
สวัสดีครับท่านพี่
สวัสดีครับท่านอาจารย์Handy
กระผมพอจะมีประสบการณ์กับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้เล็กๆน้อยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ
เมื่อไหร่ที่กระผมมีโอกาสได้สอนนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อพูดถึงนาข้าวกระผมจะเชื่อมโยงกับเรื่องข้าว โดยจะตั้งคำถามว่า "มีใครปลูกข้าวเป็นบ้าง"
คำตอบส่วนใหญ่ " ไม่เป็น"
ถามมาหลายร้อยโรงเรียน(กลุ่มนักเรียนที่มาเข้าค่ายประมาณ50-200 คน) พบว่ามี 8 โรงเรียนที่มีเด็กปลูกข้าวเป็นแต่ก็ไม่ทุกกระบวนการเป็นเพียงช่วยทำนา แต่ก้ยังพอมีความหวัง และมีแค่โรงเรียนละ 1-2 คน ที่มาจากภาคใต้และภาคอีสาน
และเมื่อถามว่า "ถ้าข้าวสารหมดเหลือแต่ข้าวเปลือกจะทำอย่างไรจึงจะกินได้"
คำตอบส่วนใหญ่ "เงียบ"
บางคน "ไปซื้อที่ร้าน"
บางคน "เอาไปโรงสี"
บางคนตอบแบบกำปั้นทุบดิน ไม่คิดแก้ปัญหา "ไม่มีก็ไม่กิน"
แล้วเมื่อถามว่า "ถ้าไฟฟ้าไม่มีหละจะทำยังไง"
คำตอบส่วนใหญ่ "เงียบ" นอกจากมีบางกลุ่มที่มีลูกชาวนาจึงจะบอกว่า "เอาไปตำ"
แล้วเมื่อถามว่า "ใครหุงข้าวเป็นบ้างให้ยกมือขึ้น"
คราวนี้มีคนยกมือกันเกือบทุกคน ทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
แล้วเมื่อถามว่า "ถ้าไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใครหุงข้าวได้บ้างให้ยกมือขึ้น"
คราวนี้ไม่ค่อยจะเจอครับ คนที่ตอบว่าได้ก็เคยหุงตอนไปเข้าค่าย แล้วก็กลายเป็นข้าวดิบบ้างไหม้บ้าง
แล้วเมื่อถามว่า "ถ้าข้าวดิบจะมีวิธีแก้ไขหรือไม่"
คำตอบที่ได้คือ "เงียบ"
และเมื่อถามว่าถ้าเรียนจบแล้วมีใครจะไปทำนาบ้าง
คำตอบส่วนใหญ่ "คงไม่"
เพราะอะไรเหรอ คำตอบ "เหนื่อย
อันนี้เป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนที่สรุปมา คงพอจะสะท้อนให้เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังที่คุณนายดอกเตอร์ และอาจารย์Handy เป็นห่วง และกระผมคิดว่าคงมีคนที่คิดเป็นห่วงอีกมาก เพียงต่างคนต่างห่วง ยังไม่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันถึงปัญหาที่อาจเป็นปัญหาระดับชาติในอนาคตอันใกล้ ขอฝากทุกท่านที่มีโอกาสป้องกันปัญหาด้วยความเคารพครับผม
ขออภัยเนื่องจากการกดปุ่มผิดพลาดทำให้คำตอบข้อสุดท้ายยังไม่สมบูรณ์จึงขอเพิ่มเติม ดังนี้ครับ
เรียนจบแล้วไม่ทำนาเพราะ "เหนื่อย ลำบาก ยากจน" สรุปสิ่งที่พวกเขากลัวก็คือ "ความเหนื่อย ความลำบาก และความยากจน" และเป็นสิ่งที่กระผมคิดว่าทุกคนคงกลัวเหมือนกัน
กระผมก็เลยฝากไว้ให้ช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรให้ทำนาได้ง่าย ไม่เหนื่อย และไม่ยากจน
ขอบคุณครับ
ท่านอาจารย์ Handy ที่เคารพ ผมเป็นลูกชาวนา แต่ไม่ได้ทำนามาแล้วประมาณ 40 ปีแล้วครับ เพราะที่บ้านคุณพ่อคุณแม่มีลูกหลายคนครับและที่นาก็มีน้อย ต่างคนก็ออกแสวงหาโอกาส คนที่อยู่ก็ทำนาครับ แต่ก็ยังอยากจะทำนาอยู่ครับ ยิ่งได้อ่านบทความข้อคิดของท่านอาจารย์ ดร.แสวง รวยสูงเนิน แล้วยิ่งอยากจะทำนาครับ คิดว่าการทำนาไม่ใช่งานที่หนักและเหนื่อยถ้าเรารู้จักการบริหารจัดการครับ และคิดว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปทำนาครับอาจารย์ ผมคงไม่หาคำตอบหรอกครับว่า ข้าวมาจากไหน ในการเรียนการสอนที่โรงเรียนไม่มีหลักสูตรวิชาการทำนาครับ เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่ที่เด็กไทยส่วนมากไม่รู้กำพืดตนเอง การศึกษาของชาติไม่ได้สอนในสิ่งที่เด็กควรที่จะพากพูมใจ จนเด็กในปัจจุบันนี้รู้แต่ว่า ข้าวมาจากหม้อหรือมาจากจานเท่านั้น แต่เราคงโกรธเด็กไม่ได้หรอกครับ แต่เออแล้วจะโทษใครดีหละครับ
สวัสดีครับ
ตามมาขอบคุณช้าหน่อยนะครับ ขออภัยด้วย