นิทานอีสป เป็นสื่อฝึกทักษะการอ่าน และ คิดวิเคราะห์ได้เยี่ยม

      เมื่อวานนี้มีโอกาสได้เป็นคณะกรรมการคัดเลือกนักเรียน "สุดยอดนักอ่าน" โครงการเล่มโปรดบุ๊คคลับ ประจำปี ๒๕๕๐ เด็กไทยรวมใจอ่านถวายในหลวง ๘๐ พรรษา  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย เพื่อสรรหาตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันระดับชาติ ในเร็ว ๆ นี้

   เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก มี ๕ เกณฑ์ ข้อ ๑-๔ เป็นการอ่านหนังสือที่เป็นเล่มโปรดของนักเรียนมากกว่า ๒๐ เล่มขึ้นไป (ข้อมูลของเด็กพร้อมมาจากโรงเรียนแล้ว) แต่ข้อ ๕ เป็นการแสดงไหวพริบปฏิภาณในการอ่านจับประเด็นและใจความสำคัญได้อย่าง"โดดเด่น"(การปฏิบัติจริงต่อหน้ากรรมการ)ซึ่งคะแนนข้อนี้สูงกว่าข้ออื่น ๆ

   การหาสื่อการอ่านเพื่อวัดความสามารถของนักเรียน ก็คิดหนักพอสมควร ในตอนแรกตั้งใจจะใช้บทความจากหนังสือพิมพ์ ก็เกรงว่าเด็กจะเครียด อยากให้เด็กมีความสุข พูดคุยกับเราอย่างเป็นธรรมชาติ มองเป็นเรื่องธรรมดา จึงเลือกที่จะเอานิทานให้เด็กอ่าน โดยเลือกนิทานอีสป ซึ่งเป็นนิทานง่าย ๆ ที่เด็กทั่วไปรู้จักและคุ้นเคย เนื้อหาไม่สั้น ไม่ยาวจนเกินไป ที่เด็กจะอ่านเร็วภายในเวลาที่กำหนด และต้องตอบคำถามพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น

    นิทานอีสปที่เลือก คือ  เรื่อง สุนัขจิ้งจอกและนกกระสาเพราะเป็นเรื่องที่เด็กคุ้นเคย  สามารถนำแนวคิดที่ได้จากเรื่องไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมกำหนดประเด็นให้เด็ก ๔ ข้อ คือ ข้อ ๑.สรุปประเด็นสำคัญของเรื่อง ข้อ ๒. บอกข้อคิดที่ได้รับ ข้อ ๓.แสดงความคิดเห็น(คิดวิเคราะห์) "สุนัขจิ้งจอกและนกกระสา" สามารถทำความเข้าใจความต้องการของแต่ละฝ่ายให้มากขึ้นได้อย่างไร ? และ ข้อ ๔.แสดงความคิดเห็น(คิดสร้างสรรค์)"หากนักเรียนต้องการให้นิทานจบแบบอื่น จะให้จบอย่างไร?"

     นักเรียนที่เข้ารับการคัดเลือก เป็นนักเรียนชั้น ม.๓ และ ชั้น ม.๖ ชั้นละ ๖ คน โดยเป็นตัวแทนที่ผ่านการคัดเลือกมารอบหนึ่งแล้ว ในครั้งนี้จะต้องคัดเลือกให้เหลือ ชั้นละ ๑ คน จากการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคล พบว่าเด็กทุกคนไม่มีความเครียด พูดคุย ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นอย่างสบาย ๆ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

   ผลที่ปรากฏจากการคัดเลือกพอจะประมวลได้ ดังนี้

***การบอกข้อคิดที่ได้รับ เด็กจะบอกค่อนข้างใกล้เคียงกัน เช่น ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ทำสิ่งใดไว้ย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน (ข้อนี้ผ่าน)

**การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนกกระสาและสุนัขจิ้งจอก ว่าจะสามารถทำความเข้าใจความต้องการของแต่ละฝ่ายให้มากขึ้นได้อย่างไร ? เด็กเกือบทุกคนใช้ภาษาพูดค่อนข้างวกวน พูดย้อนกลับไปมา นำเสนอไม่ตรงประเด็น ซึ่งจริง ๆ แล้วเด็กคิดถูก แต่พูดนำเสนอไม่ถูกต้อง (คำตอบที่ถูกได้แก่ ทั้งสองฝ่ายควรจัดหาภาชนะใส่อาหารที่เหมาะกับลักษณะของปากของทั้งสองฝ่าย) ไม่มีเด็กที่ตอบได้ชัดเจน และถูกต้อง

*** หากนักเรียนต้องการให้นิทานจบแบบอื่น จะให้จบอย่างไร?

ในหัวข้อนี้ ด็กส่วนใหญ่จะทำคะแนนได้ เพราะคำตอบเป็นอิสระ แต่เด็กเกือบทุกคนยังคงใช้ภาษาพูดที่ไม่กระชับ (คือพูดยาวเกินจำเป็น)

ในภาพรวมถึงแม้ว่าผลการคัดเลือกจะได้นักเรียนที่เป็นตัวแทนตามเป้าหมาย แต่ในความคิดของตนเองแล้ว ยังไม่ถึงขั้น "โดดเด่น" ตามเกณฑ์ ทำให้ต้องย้อนกลับมาคิดว่า จะช่วยกันแก้ไขและพัฒนาในเรื่องนี้ได้อย่างไร ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว นักเรียนในช่วงชั้นนี้ ควรมีความสามารถจับประเด็นได้ เพราะเป็นมาตรฐานการอ่านที่กำหนดในหลักสูตร คือ ชั้น ป.๑-๓ อ่านออก-เขียนได้ ชั้น ป.๔-๖ อ่านคล่อง-เขียนคล่อง และชั้น ม.๑ ขึ้นไป อ่านเป็น (จับประเด็นสำคัญ ,ใช้กระบวนการคิดในการอ่าน)

       การฝึกฝนบ่อย ๆ จะช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการอ่านเป็น โดยในการเก็บใจความสำคัญของเรื่อง ต้องคำนึงถึงสาระ หลัก ๆ คือใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร ใจความสำคัญคืออะไร

สื่อที่ใช้ในการฝึกอ่านควรมีความหลากหลาย ทุกประเภท ทั้งสารคดี บันเทิงคดี ครูผู้สอนควรเลือกให้เหมาะกับวัยและพัฒนาการของเด็ก

นิทานอีสป ถือว่าเป็นสื่อฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์(อ่านเป็น)ได้อย่างดี เพราะเนื้อหาง่าย ภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ คำที่อยู่ในเรื่องส่วนใหญ่เป็นคำพื้นฐาน เป็นคำที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ความยาวของเรื่องมีความพอดี อยู่ในความสนใจของนักเรียน มีข้อคิดเตือนใจ สามารถใช้เป็นสื่อฝึกการอ่านได้ทุกชั้น ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา...ดังนั้น "นิทานอีสป" จึงเป็นสื่อใกล้ตัวเด็กที่ไม่น่าจะถูกลืมหยิบมาใช้เพื่อฝึกทักษะการอ่าน การคิด และเขียนอีกต่อไป..