
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
.......................................................
สมรภูมิรบที่ทุ่งลาดหญ้า
<h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“เลือดเดือดนองแผ่นดิน แม้นสิ้นชีวินจักมิยอมถอย”</h5><h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></h5><p> ………………………………………………………………………… </p><p></p><p> ผมขอเล่าประวัติศาสตร์ต่อในบันทึกนี้ เพื่อให้เกิดอรรถรสผมอาจพรรณนาเพิ่มเติมความเห็น ความรู้สึกให้เห็นภาพ ประหนึ่งว่าผมอยู่ในเหตุการณ์ศึก มิใช่จงใจบิดเบือนประวัติศาสตร์ครับ อาศัยเค้าเรื่องจากพงศาวดารและประวัติศาสตร์มาสร้างสรรค์เสียใหม่ ก็ขอชี้แจงไว้ในเบื้องต้นก่อนครับ - กรเพชร เพชรรุ่ง </p><p></p><p>…………………………………………………………………………………… </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กลองศึกเริ่มรัวก้องสะท้านทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าเคลื่อนทัพพร้อมหอรบปืนใหญ่เข้าโจมตีค่าย แม่ทัพพม่าให้สัญญาณหอรบสูงลั่นกระสุนปืนใหญ่ไปยังค่ายทหารไทย เสียงกัมปนาทดังสะท้านไกล ห่ากระสุนตกลงไปที่ค่ายทหารไทยระเบิดเสียงดังเปรี้ยงๆ ฝุ่นดินและควันปืนตลบอบอวลไปทั่วทุ่งมืดครึ้ม เสียงโห่ร้องข่มขวัญดังอึงคะนึง เสียงโอดโอยของทหารที่ล้มเจ็บดังสลับกับเสียงปืน ทหารไทยล้มตายเกลื่อนค่าย จนเสียขวัญ ระส่ำระสาย ต่างวิ่งพล่านหลบกันไปทั่วค่าย โอ..ฤาค่ายทหารไทยจะแหลกลาญเป็นธุลีผงเสียแล้วตั้งแต่ต้นศึก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กรมพระราชวังบวรฯ จอมทัพทอดพระเนตรเห็นก็เข้าแก้ไข ทรงมีประกาศสีหนาทแก่เหล่าขุนทหารอย่างเฉียบขาดดุดันว่า “หากมันผู้ใดครั่นคร้ามแลถอยหนีแม้แต่ก้าวหนึ่งแล้วไซร้ ข้าจะลงโทษมันผู้นั้น เอาใส่ครกตำแล้วโขลกเสียให้ร่างแหลกบรรลัย จงหยิบดาบพวกเจ้ามากระชับให้มั่น แล้วยืนสู้เคียงข้างข้าต่อไป มันมิได้เก่งไปกว่าพวกเจ้าดอก ข้าจักทำลายปืนใหญ่ของมันให้พวกเจ้าดูเป็นขวัญตา”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ทวยทหารโห่ร้องก้องกึกตอบรับคำสีหนาท ขวัญกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยความห้าวหาญไม่กลัวข้าศึก กรมพระราชวังบวรฯ ทรงบัญชาการให้ทหารตัดไม้เป็นท่อนซุงเสี้ยมปลายให้แหลม แล้วเสียบไปในปากกระบอกปืนใหญ่ทั้งหมด จากนั้นทรงให้จุดชนวนระเบิด ท่อนซุงก็พุ่งออกไปราวกับแหลนหลาวแล่น ห่าฝนท่อนซุงพุ่งปะทะหอปืนใหญ่ล้มลงระเนระนาด ทหารพม่าล้มตายเพราะถูกท่อนซุงและหอรบล้มทับราวกับใบไม้ร่วง บรรดาทหารไทยก็โห่ร้องก้องดังด้วยความสะใจและฮึกเหิม บัดนี้สถานการณ์กลับพลิก บรรดาทหารพม่าต่างขวัญหนีดีฝ่อ ระย่อย่นจนไมกล้าออกมาตีค่ายอีก </p><p></p><p> ยกแรกแม้จะต้านพม่าได้แต่นั่นเป็นแค่การชิมลาง กรมพระราชวังบวรฯ ทรงวางแผนการศึก โดยตั้งกองโจรเพื่อออกไปตัดกองลำเลียงเสบียงพม่า มิให้มาถึงทัพหน้าได้ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชเดโชชัย พระยาท้ายน้ำ และพระยาเพชรบุรี คุมกองกำลังไป แต่เมื่อทั้งสามเผชิญหน้ากับกองกำลังพม่ากลับเกิดความขลาดไม่เข้าโจมตี เมื่อทั้งสามผิดวินัยทหารในยามศึกเช่นนี้ กรมพระราชวังบวรฯ จึงโปรดฯให้บั่นศีรษะคนทั้งสามเสียบประจานไว้หน้าค่ายมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง</p><p></p><p> “ ด้วยการศึกครั้งนี้หนักหนานัก แผ่นดินไทยจะเสียเพียงเสี้ยวธุลีหนึ่งนั้นอย่าหมาย แม้นผู้หนึ่งผู้ใดขลาดเยี่ยงมัน มิฟังข้า ข้าจะบั่นคอมันผู้นั้นเสียบประจานไว้เยี่ยงนี้ “ </p><p></p><p> นี่คือคำสั่งเด็ดขาดของแม่ทัพ ทหารทั้งหลายจึงกลัวพระองค์ยิ่งกว่ากลัวข้าศึก และมีวินัย ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด มิกล้าแสดงความขลาดออกมาอีก</p><p></p><p> กรมพระราชวังบวรฯ โปรดฯให้พระองค์เจ้าขุนเณรคุมพล ๑,๘๐๐นายเป็นกองโจรซุ่มโจมตีตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารของทัพพม่าอีกครั้งที่พุตะไคร้ทางลำน้ำแควไทรโยค กองกำลังขนส่งเสบียงของพม่าถูกโจมตีแตกครั้งแล้วครั้งเล่า จนเสบียงไม่อาจส่งมาถึงทัพหน้า ทำให้ทัพหน้าขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ความอดอยากคืบคลานแผ่ไปทั่วทั้งกองทัพ ทหารพม่าเริ่มขวัญเสียอีก เมื่อเห็นกองทัพหนุนของไทยเดินทัพมาสมทบทุกๆ เช้า โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือกลศึกของกรมพระราชวังบวรฯ ที่ให้ทหารทำทีลอบออกไปนอกค่ายยามค่ำคืน รุ่งเช้าจึงเดินทัพเข้ามาเพื่อให้เห็นว่ามีกองทหารหนุนเข้ามาไม่ขาดสาย …ไม่แน่เสียแล้ว แม่ทัพพม่าคะเนจำนวนรี้พลไทยแล้ว ไม่อาจจะยกเข้าตีหักเอาค่ายทหารไทยได้โดยง่ายเห็นทีต้องรอกำลังเสริมจากทัพหลัง แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถติดต่อกับทัพหลังได้ </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นานวันเข้า ความอ่อนล้า หิวโหย สถานการณ์ของพม่า ขณะนี้ถึงขั้นสุกงอมแล้ว กรมพระราชวงบวรฯ ต้องการเผด็จศึกในครั้งเดียว เพราะหากยืดเยื้อกองทัพพม่ายกมาสมทบได้ทันจะยากลำบากมาก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ครั้นถึงวันศุกร์ เดือน ๓ แรม ๕ ค่ำ ปีมะเส็ง กรมพระราชวังบวรฯ บัญชาการเตรียมทัพพร้อมเพื่อเผด็จศึก ทรงประกาศแก่ทวยหาญว่า “ ขุนทหารหาญทั้งหลาย เรามาที่ทุ่งลาดหญ้านี่ด้วยเหตุอันใด หากมิใช่มาต่อตีหงสา ขับไล่ออกไปมิให้มาเหยียบแผ่นดินที่ปู่ย่าตายายของพวกเจ้ารักษาไว้ บัดนี้เบื้องหน้าของพวกเจ้า คือพวกหงสารที่อ่อนแรง หิวโหย มันมิได้คิดต่อตีเพื่อรักษาแผ่นดินเยี่ยงเรา มันกำลังขวัญหนีดีฝ่อ ครั่นคร้ามต่อฝีมือพวกเจ้า มาเถิด…มาแสดงฝีมือให้พวกหงสาได้ประจักษ์ แม้วันนี้ เลือดเราจะหลั่งนองแผ่นดิน แต่ก็เป็นแผ่นดินของเรา เราจักรบเคียงข้างกัน จักไม่ยอมถอยแม้สักก้าว ทุ่งลาดหญ้าจักเลือดเดือดนองแผ่นดิน แม้นสิ้นชีวินจักมิยอมถอย ”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> สิ้นพระสุรเสียงสีหนาททหารก็โห่ร้องก้องปฐพี ฮึกเหิมยิ่ง เหล่าทหารแล่นออกไปยังค่ายพม่าราวกับลูกธนูพุ่งที่มิยอมถอยจนกว่าจะสิ้นเรี่ยวแรงล้มตาย เสียง ช้าง ม้า ทวยหาญโห่ร้อง สลับเสียงปืนใหญ่ดังก้องไม่เป็นสรรพ แม้กำลังพลจะน้อยกว่าพม่า แต่ฝีมือและความอาจหาญฮึกเหิมนั้นมีมากกว่า เหล่าทหารพม่าที่อ่อนล้ากำลังก็ไม่อาจต่อต้านได้ ถูกฆ่าฟันบั่นคอล้มตายเกลื่อนกลาด เลือดแดงฉานเต็มไปทั่วทั้งทุ่งราวกับอาบสี ทหารพม่าทั้งหมื่นห้าพันนาย ต่างระส่ำระสาย แตกพ่าย หนีเอาตัวรอดไปสิ้นทุกค่าย แม้จะหวังหนีกลับไปยังทัพหลัง ก็มิสะดวก เพราะทัพกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณรเข้ากระหน่ำซ้ำตีอีกจนสามารถจับเชลยและศัตราวุธมาถวายกรมพระราชวังบวรได้เป็นจำนวนมาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แดงเดือดเลือดดาษดั่งอาบสี ฝุ่นธุลีครึ้มฟ้าหาแสงไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปืนสะท้านก้องกึกประกายไฟ สะท้อนไกลโห่ร้องของสงคราม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คมดาบบั่นฟันฟาดพินาศยับ เสียงฉาดฉับล้มดิ้นเกลื่อนสนาม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สมรภูมิทุ่งลาดหญ้าระบือนาม ทหารไทยมิคร้ามในการรบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กองทัพหน้า ๑๕,๐๐๐ นายแตกพ่ายในศึกเพียงครั้งเดียว พระเจ้าปดุงทรงเห็นกองทัพพินาศย่อยยับก็ทรงปริวิตก ครั้นจะรุดหน้ามุ่งเดินทัพต่อไปก็เห็นทีไม่ง่ายดายดังคิดเสียแล้ว เพราะเพียงแค่เหยียบแผ่นดินด่านหน้าก็มาแตกพ่ายยับเยินถึงเพียงนี้ ด้วยฝีมือจอมทัพที่ชาญฉลาดกลศึกเยี่ยงกรมพระราชวังบวรฯ หาควรประมาทไม่ อีกทั้งเสบียงอาหารที่ขนมาจากหงสาก็ร่อยหรอไม่พอประทังหิวแก่ไพร่พลที่มีเกือบ 7 หมื่นคน ทหารอีกนับพันก็ล้มตายเพราะการเจ็บป่วยอ่อนล้าจากการเดินทาง พระเจ้าปดุงทรงตัดสินพระทัยถอนทัพกลับคืนเมืองเมาะตะมะสิ้น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นี่เป็นบทเรียนที่ต้องแลกด้วยชีวิตไพร่พลนับหมื่นอย่างน่าสยดสยองของพระเจ้าปดุงที่ทุ่งลาดหญ้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สมรภูมิรบทางภาคเหนือและภาคใต้</h2><h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></h2><h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></h2><h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </h2> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> แม้การรบที่ทุ่งลาดหญ้าจะยุติแล้ว แต่กองทัพพม่าที่ยกมาทางด่านบ้องตี้แลยั้งทัพที่เขางู เมืองราชบุรีนั้น ยังอยู่ พระเจ้าธรรมาซึ่งได้รับพระบัญชาให้คุมทัพมาสกัดมีความประมาทไม่ส่งกองลาดตระเวนออกไปสืบข่าวศึก กรมพระราชวังบวรฯ หลังเสร็จศึกที่ทุ่งลาดหญ้าแล้วก็ทรงเร่งยกกองทัพมาสมทบกับทัพของพระเจ้าธรรมา และได้ปะทะกับข้าศึกโดยบังเอิญ ทัพไทยที่ฮึกเหิมจากการได้ชัยชนะที่ทุ่งลาดหญ้าจึงเข้าตะลุมบอนตีทัพพม่าแตกพ่ายกลับไปสิ้น กรมพระราชวังบวรฯ กริ้วในตัวพระเจ้าธรรมาที่ประมาทการศึก จึงโปรดฯ ให้ถอดยศเสีย จากนั้นก็ยกกองทัพคืนพระนคร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ๖ วันให้หลัง กรมพระราชวังบวรฯ คุมกองทัพเสด็จไปทางภาคใต้เพื่อขับไล่ศัตรู ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คุมกองทัพหลวงเสด็จขึ้นไปหนุนทัพกรมพระราชวังหลัง ทางภาคเหนือ ซึ่งกองทัพพม่าที่นำทัพโดยพระเจ้าตองอูคุมพล ๓ หมื่น ได้ยกมาล้อมเมืองลำปาง เจ้าเมืองลำปางก็คุมทัพต่อต้านตรึงไว้อย่างสุดกำลัง พระเจ้าตองอูแบ่งกำลังส่วนหนึ่งลงมาตีเมืองสวรรคโลก สุโขทัยและตั้งค่ายที่ปากพิง พิษณุโลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีรับสั่งเฉียบขาดว่า หากกรมพระราชวังหลังตีทัพพม่าไม่แตกพ่ายกลับไปจะมีโทษถึงตัดเศียร กรมพระราชวังหลังจึงมีบัญชาให้พระยาสระบุรีคุมทัพหน้า ไปตีค่ายพม่าที่ปากพิงแต่ด้วยความขลาด พระยาสระบุรีกลับถอนทัพหนีออกมา กรมพระราชวังหลังจึงตัดศีรษะเสียบประจานที่หาดทรายหน้าค่ายนั้น แล้วคุมทัพเข้าโจมตีค่ายพม่า ต่างสู้รบกันเป็นสามารถตลอดทั้งวัน ทหารไทยสามารถฆ่าฟันศัตรูแตกพ่าย ทหารพม่าจมน้ำตายกว่า ๘๐๐ ศพลอยอืดเต็มแม่น้ำชวนสยดสยองยิ่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ได้โปรดฯให้กรมหลวงจักรเจษฎายกทัพหลวงไปช่วยเมืองลำปาง และทัพไทยสามารถล้อมตีข้าศึกแตกพ่ายกลับไปได้ ส่วนทัพพม่าที่เมืองตาก ครั้นรู้ข่าวกองทัพที่ยกมาถูกตีแตกพ่ายไปหมดก็ใจเสียหวาดกลัว จึงถอยทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมา การรบทางภาคเหนือจึงยุติลง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ส่วนทางภาคใต้นั้น ขณะที่กรมพระราชวังบวรฯ เร่งเดินทัพไปช่วยนั้น ทัพพม่าได้เข้าตีเมืองชุมพร เมืองไชยา ไปจนถึงเมืองนครศรีธรรมราชแตกพ่ายยับเยิน จากนั้นมุ่งทัพไปตีเมืองสงขลา พัทลุง แต่พอดีที่กองทัพของกรมพระราชวังบวรฯ ได้ยกมาทันสกัดได้ที่เมืองไชยา ก่อนที่ทัพพม่าจะเข้าเมืองพัทลุง กองทัพไทยที่ฮึกเหิมได้เข้าสู้รบกับทหารพม่าอย่างดุเดือด จนสามารถตีทัพพม่าแตกพ่ายหนีกลับไปทางเมืองกระบี่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ยังมีทัพพม่าทางภาคใต้อีก ๑ ทัพซึ่งยกมาทางเรือ ได้เข้าตีเมืองตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า แล้วเข้าตีเมืองถลาง ขณะนั้นเจ้าเมืองถลางถึงแก่กรรม คุณหญิงจันทร์ภรรยาและนางมุกน้องสาวได้คุมพลต่อต้านทัพพม่าอย่างกล้าหาญ ทัพพม่าไม่สามารถตีเมืองถลางแตกได้จนเดือนเศษก็หมดเสบียงจึงถอยทัพกลับไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดฯ แต่งตั้งอวยยศให้คุณหญิงจันทร์เป็นท้าวเทพสตรี และนางมุกเป็นท้าวศรีสุนทรให้เป็นเกียรติยศสืบไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> สงคราม ๙ ทัพ ที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในประวัติศาสตร์การรบระหว่างไทยกับพม่ายุติลงแล้วอย่างเด็ดขาด ด้วยชัยชนะของไทย ปัจจัยแห่งความสำเร็จของสงครามครั้งนี้ คือ เรามีจอมทัพที่มีพระปรีชาสามารถในการศึกอย่างยิ่ง ทรงกล้าหาญ เฉียบขาดในการบัญชาการ และเคร่งครัดวินัยของกองทัพ เรามีกลยุทธ์การสู้รบได้ดี รอบคอบ สามารถกำหนดจุดยุทธศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม เรามีทหารหาญที่มีฝีมือ กล้าหาญ มีระเบียบวินัยและขวัญกำลังใจที่ได้จากจอมทัพ และทัพพม่าที่วางแผนการศึกที่ผิดพลาด ไม่อาจสร้างกองกำลังเสบียงให้แข็งแกร่งได้ อีกทั้งยังยกกองทัพกระจัดกระจายยากที่จะสื่อสารและส่งเสบียงถึงกันได้ ทำให้กองทัพพม่าที่แข็งแกร่งฮึกเหิมจากชัยชนะเหนือกองทัพอื่นต้องแตกพ่ายยับเยินที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การรบของพม่า </p><p></p><p></p><p> การเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สงคราม ๙ ทัพ ก็ยุติเพียงนี้ หวังว่าประวัติศาสตร์ตอนนี้น่าจะให้คติ ความคิด แก่พวกเราชาวไทยทั้งมวลว่า“ไทยเป็นไทยได้ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีราชาสง่าแคว้น”</p>
พอได้อ่านก็ขนลุก เพราะเราเคยเป็นเด็กลาดหญ้า ทุ่งลาดหญ้า เราภูมิใจมาก ที่ได้มีส่วนหนื่งของชีวิตของเราได้อยู่ที่ไหนสมรภูมิ ของทุ่งลาดหญ้า