การเมือง
 
 

เป็นสนามเลือกตั้งอีกแห่งหนึ่งที่ถูกจับตามองถึงความผันแปรของสถานการณ์แย่งชิงเก้าอี้ ส.ส.เนื่องจาก จ.ร้อยเอ็ดจัดอยู่ในกลุ่มสนามใหญ่มีจำนวนส.ส.ให้ลุ้นเป็นกอบเป็นกำถึง 8 คน

ที่สำคัญปัจจัยแห่งชัยชนะ…. ที่นี้พลิกผันไปตามสถานการณ์การเมือง

การเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แม้พรรคไทยรักไทยจะเคยกวาดที่นั่งยกจังหวัดเหมือนจังหวัดอื่นๆในภาคอีสาน แต่สถานการณ์สู้รบตอนนั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่บอกได้ว่าไทยรักไทยแรงทั่วทิศจนสามารถเหมาส.ส.ได้ยกเข่งเนื่องจากมีกรณีการบอยคอตจากพรรคฝ่ายค้านเป็นปัจจัยเสริม

การเลือกตั้งครั้งนี้ต่างหาก ที่พอจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เมืองเกินร้อยแห่งนี้ แท้จริงคำตอบอยู่ที่กระแสคน หรือ กระแสพรรค

จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบันถูกตัดทอนให้เหลือ 3 เขตจากเดิม 8 เขตเลือกตั้ง โดยเขต 1 มีส.ส.ได้ 3 คน ประกอบด้วย อ.เมือง อ.อาจสามารถ อ.ธวัชบุรี อ.โพธิ์ชัย อ.จังหาร อ.ศรีสมเด็จ อ.เชียงขวัญ และอ.ทุ่งเขาหลวง จำนวนประชากรรวมกัน 490,947 คน

เขตนี้ ถูกคาดหมายว่าจะต่อสู้กันสนุกแน่เพราะเป็นศึก 3 เส้า โดยพรรคพลังประชาชนถูกวางให้เป็นตัวยืน มีนายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ นายฉลาด ขามช่วง และนายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา เป็นหัวหอก ส่วนคู่แข่งสำคัญคือพรรคชาติไทย ทีมของเสี่ยแกะนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีตส.ส.7สมัย นายกฤษชัย ศรีสว่าง และนายอุดม เหล่ายนขาม ขณะที่มีพรรคเพื่อแผ่นดิน นำโดยนายสานิต ว่องสัธนพงษ์ นายบัณฑิต ออมไธสง และนายอำนาจ วงศ์หนองหว้า ตามมาติดๆ

ประเมินตามรูปการณ์ ความได้เปรียบเสียเปรียบเขตนี้ แน่นอนว่าทีมพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะนายฉลาด ขามช่วง อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งเพราะได้ทั้งกระแสพรรคในอดีตบวกกับฐานเสียงกระจายอยู่ในเขตอ.โพธิ์ชัย อ.จังหาร และอ.เชียงขวัญ ยากที่ใครจะเจาะไข่แดงได้ง่ายๆ จึงน่าจะจูงมือนายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงษ์ เข้าป้ายได้ไม่ยากเย็นนัก เนื่องจากรายหลังนี้บารมีฐานคะแนนใน อ.ธวัชบุรี อ.ทุ่งเขาหลวง และ อ.อาจสามารถ อยู่ในขั้นไว้ใจได้

ขณะที่เสี่ยแกละน่าจะอาศัยคะแนนนนิยมใน อ.เมืองเป็นฐานกรุยทางเข้าวินเป็นคนที่สามได้ไม่ยากเย็นนัก โดยมีพื้นที่บางส่วนในอ.ธวัชบุรี เป็นตัวช่วย ส่วนนายสานิต ว่องสัธนพงษ์ จากพรรคเพื่อแผ่นดิน อดีตส.ส./ส.ว.ที่เคยมีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง หากคนในเขตเมืองร้อยเอ็ดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการเลือกผู้แทนฯไว้ใช้งานโดยไม่ยึดติดกับพรรคไทยรักไทยในอดีต โอกาสที่จะเบียดแทรกเข้ามาก็เป็นไปได้สูง แต่อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าต้องจับมือเป็นพันธมิตรหาเสียงกับนายอนุรักษ์เท่านั้น

มาดูที่เขต 2 มีส.ส.ได้ 3 คน ประกอบด้วย อ.สุวรรณภูมิ อ.เกษตรวิสัย อ.จตุรพักตรพิมาน อ.พนมไพร อ.ปทุมรัตน์ อ.โพนทราย อ.หนองฮี และอ.เมืองสรวง จำนวนประชากร 501,991 คน

มีถึง 5 พรรคที่ต้องออกแรงขับเคี่ยวกันในเขตนี้ ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมา แต่ท้ายสุดการต่อสู้จริงๆน่าจะบดขยี้กันเพียงแค่ 3 พรรคแรกเท่านั้น และโอกาสเพลี่ยงพล้ำเกิดขึ้นได้กับทุกทีม

พรรคพลังประชาชน แม้จะมีนายศักดา คงเพชร และนายนิสิต สินธุไพร เป็นตัวฝากความหวัง แต่น่าจะมีเพียงนายศักดาเท่านั้นที่หนทางสดใสกว่าครูนักสู้อย่างนายนิสิต เนื่องจากนายศักดา มีฐานเสียงที่กว้างกว่า ตั้งแต่อ.เกษตรวิสัย อ.ปทุมรัตน์ และอ.จตุรพักตรพิมาน ขณะที่ครูนิสิตตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบสุดๆจากการแบ่งเขตใหม่ ซึ่งเหลือเพียงอ.พนมไพรและอ.หนองฮีเท่านั้นที่ฝากผีฝากไข้ได้ ส่วนฐานเสียงที่เคยมีในอ.อาสามารถหายเกลี้ยงเพราะโดนโยกไปไว้ที่เขต 1 จากเดิมที่เคยมั่นใจว่าปรากฏการณ์อาสามารถโมเดลอันโด่งดังจะส่งอานิสงค์ให้ครูนิสิตไม่ต้องเหนื่อยนัก แต่เอาเข้าจริงเมื่อการเมืองพลิกผัน ครูนิสิตกลับตกเป็นฝ่ายที่ต้องดิ้นรนเหน็ดเหนื่อยที่สุดหากหวังจะกลับเข้าสภาฯอีกครั้ง

ทั้งนี้เนื่องจากยังมีกำนันนิ๊งหน่องนายวิรัช ประราศรี ผู้สมัครส.ส.จากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ยืนทะมึนเป็นกระดูกชิ้นโตในฐานะกำนันคนดังที่พร้อมจะระดมคะแนนเสียงในอ.สุวรรณภูมิ และอ.โพนทราย เข้ามาได้อย่างถล่มทลายเหมือนเมื่อครั้งเลือกตั้ง ส.ว.ที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อจับกระแสดูล่าสุดกำนันนิ๊งหน่องถูกจัดดีกรีความร้อนแรงตีคู่มากับนายศักดาด้วยซ้ำไป

ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้นายเวียง วรเชษฐ์ อดีตส.ส.มาเป็นตัวยืน แม้ว่าชื่อชั้นในยุทธจักรการเมืองพอจะคุ้นหูอยู่บ้างในแถบทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ฐานเสียงแคบมีเฉพาะในอ.จตุรพักตรพิมานเพียวๆ หากขยันทำการบ้านหนักก็อาจได้ขยับไปลุ้นที่นั่งแข่งกับนายนิสิตว่าใครจะได้เข้าวินเป็นคนที่สาม โดยมีนายชัชวาลย์ ชมภูแดง อดีตส.ส. กับนายเกษม มาลัยศรี เป็นตัวสอดแทรกได้เสมอถ้าปล่อยให้การ์ดตก

สุดท้ายเขต 3 มีส.ส.ได้ 2 คน ประกอบด้วย อ.เสลภูมิ อ.โพนทอง อ.หนองพอก และอ.เมยวดี จำนวนประชากร 317,109 คน

ดูเหมือนเขตนี้เมื่อไม่มีนายเอกภาพ พลซื่อ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี โอกาสของเสี่ยน้อยนายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ผู้สมัครส.ส.ระดับคีย์แมนจากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา จึงเปิดกว้างทางสะดวกกว่าใครโดยเฉพาะฐานเสียงในเขต.อ.โพนทอง และอ.หนองพอก แข็งแกร่งเป็นกลุ่มก้อน

ปัญหาของเขตนี้จึงอยู่ที่ว่า เบอร์สอง ที่จะเดินตามหลังนายสุรพรเข้าสภาฯนั้นจะออกที่ใครระหว่างนายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย จากพรรคพลังประชาชน กับนายนพดล พลซื่อ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน หลานรักทายาททางการเมืองของนายเอกภาพ พลซื่อ ซึ่งจากการประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบแล้ว เป็นมวยถูกคู่คนดูชอบใจแน่นอนเพราะเมื่อวัดจากความนิยมส่วนตัว นายนพดล มีเสียงของนายเอกภาพหนุนหลังหลักๆอยู่ที่อ.เมยวดี อ.โพนทอง และอ.หนองพอก ถ้าระดมมาได้เหมือนที่ผ่านมานายนิรันดร์หนาวแน่

แต่อดีตส.ส.เขี้ยวงาพรรษาแก่อย่างนายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครเชือดกินได้ง่ายๆ ที่ผ่านมานายนิรันดร์กับนายเอกภาพคือขมิ้นกับปูนทางการเมือง ฟาดฟันกันมาอย่างยาวนาน มีดีด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะนายนิรันดร์ ในย่านอ.เสลภูมิ ยากที่ใครจะตีเจาะเข้าไปได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังมีอ.หนองพอกบางส่วนเป็นอาหารเสริมในยามเลือกตั้ง

สถานการณ์เลือกตั้งร้อยเอ็ดวันนี้ จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่า ระหว่างกระแสคน กับกระแสพรรคจะหนุนส่งทีมผู้สมัครไหนเข้าวิน ซึ่งความพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอโดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้าย เมื่อกติกาการเลือกตั้งเปิดโอกาสให้เลือกได้ถึง 3 เบอร์

นั่นหมายความว่า ปรากฏการณ์เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ เลือกใครที่ให้เงินกาบัตรแบ่งแต้มให้ครบทั้ง 3 เบอร์ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถพลิกโฉมหน้าการเลือกตั้งของเมืองร้อยเอ็ดได้เหมือนกัน
วัชรินทร์ เขจรวงศ์
รายงาน