สายใยของสังคมชนบทเปื่อยยุ่ยไปหมดแล้วหรือ

 พลิ้วรวงข้าว ค้อมรวง ล้อลมว่าว

รอหนุ่มสาว รอคมเคียว เกี่ยวข้าวขวัญ

กลับมีแต่ คนแก่เฒ่า เกี่ยวข้าวกัน

หนุ่มสาวนั้น เร้นหาย เข้าโรงงาน           

หาเงินตรา มาจ้างรถ จ้างคนเกี่ยว           

ไม่แลเหลียว วิถีเก่า เคยเล่าขาน           

เคยลงแขก ลงแรง เคยไหว้วาน           

เป็นตำนาน ของวันวาน เท่านั้นหรือฯ 

ในระยะที่พี่น้องชาวนากำลังรีบเร่งเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นเล้าขึ้นหลองขึ้นฉางกันนี้ ดูแบบผิวเผินเหมือนกับว่าเป็นช่วงแห่งความสุขของพี่น้องที่จะได้รับดอกรับผลจากแรงงานที่ทุ่มเทไปกับการหว่านกล้า การเตรียมดิน ปักดำ ดูแลรักษาต้นข้าวจนถึงวันได้เก็บเกี่ยว 

ท่ามกลางความอิ่มเอมนั้นยังมีความทุกข์ของชาวนาแฝงอยู่ ทุกข์กับการเสาะหาแรงงานมาช่วยเกี่ยวข้าวนั่นเอง ก็หนุ่มสาวพากันเข้าเมืองไปอยู่โรงงาน ขายแรงงาน ขายอาหาร และทำงานภาคบริการห้องอาหาร เด็กปั๊ม งานแม่บ้านตามอาคารสำนักงาน กันหมด  

ผู้บันทึกได้ยินเสียงบ่นอย่างหนาหูจากคนรอบตัว เช่น

·       ค่าแรงจ้างคนมาเกี่ยวข้าวแพงขึ้นจากวันละร้อยเจ็ดสิบเมื่อปีก่อน มาเป็นสองร้อยในปีนี้ บางครั้งนัดหมายตกลงกันไว้แล้ว พอส่งรถไปรับ(ต้องจัดรถไปรับนะครับท่านผู้อ่าน) กลับถูกเจ้าอื่นตัดหน้าไปในอัตราค่าจ้างวันละสองร้อยห้าสิบ

·       รถเกี่ยวข้าวเบี้ยวมาสองครั้งแล้ว ไปหาคนถึงต่างอำเภอก็ไม่ได้ใครมาช่วย

·       พี่น้องจากอีกฝั่งแม่น้ำโขงปีนี้มารับจ้างกันน้อย นี่ก็เป็นทุกข์ของพี่น้องชาวลาวที่มาทำงาน แต่ก่อนข้ามเรือหางเรือเล็กมาเยี่ยมมายามพี่น้อง เสียค่าใช้จ่ายไม่ถึงร้อยบาทอยู่ได้ไม่จำกัดเวลาได้ค่าจ้างเป็นเงินเป็นข้าวกลับไปในอัตราที่เกื้อกูลกันทางสายเลือด แต่มาทุกวันนี้ต้องข้ามขัวข้ามสะพาน ทำใบผ่านแดนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเสียค่าใช้จ่ายรวมค่ารถค่าเรือหกร้อยแปดสิบอยู่ได้เพียงเจ็ดวัน ได้ค่าจ้างวันละร้อยห้าสิบบาท(อยู่กินกับเจ้าของนา) จึงไม่คุ้มค่าที่พี่น้องจะข้ามโขงมา เพียงเส้นพรมแดนขีดแบ่งทำให้กั้นขวางความสัมพันธ์ของพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ได้เพียงนี้หรือนี่ 

ทำไมต้องรีบต้องเร่งเกี่ยวข้าวกันนัก

เสียงบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ท่านเล่าว่า

·       สมัยก่อนเก่าเขาไม่ได้รีบเร่งเก็บเกี่ยวข้าวกันมากมายเหมือนทุกวันนี้ เขาค่อยๆเกี่ยวกันไป ปล่อยให้ข้าวแก่แห้งยืนต้นรออยู่อย่างนั้นเป็นเดือนๆก็ไม่เสียหาย

·       คนสมัยก่อนเลือกปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างชาญฉลาด มีข้าวดอข้าวหนัก มีข้าวนาดอนนาทาม

·       และที่สำคัญข้าวพันธุ์พื้นเมืองบางสายพันธุ์เขาไม่ได้รีบแก่รีบร่วงหล่นทิ้งรวงเร็วเหมือนข้าวที่ปลูกกันอยู่ทุกวันนี้ 

สายใยของสังคมชนบทเปื่อยยุ่ยไปหมดแล้วหรือ

·       ประเพณีลงแขกเอาแรงเอามื้อเลือนหายไปจากสังคมชนบทแล้วหรือไม่

·       พ่อเสร็จ ชาวไทโซ่ที่บ้านพังแดง แบ่งข้าวให้นายดำห้ากระสอบเป็นการตอบแทนค่าแรงที่มาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวจนกระทั่งขึ้นเล้า เป็นการตอบแทนที่มากกว่าอัตราจ้างตามปกติหลายเท่า โดยให้เหตุผลว่า สงสารมันไม่มีที่นานี่เป็นตัวอย่างของการเกื้อกูลในชุมชนชนบทแต่จะยังคงเหลืออีกสักกี่ครอบครัว กี่คน ที่ยังคงรักษาครรลองปฏิบัติอย่างนี้ไว้

·       หรือยกตัวอย่าง กรณีพี่น้องไทโซ่บ้านติ้ว (จุดที่พี่น้องเฮฮาฯดงหลวงแวะชมวัดที่ไม่มีพระ) เมื่อสามสี่ปีก่อนมีการจ้างละวาน(หรือทางเหนือเรียกจ้างต๋างขอ) คนในชุมชนให้ช่วยปักดำ และเกี่ยวข้าวนวดข้าว ในอัตราพิเศษเฉพาะภายในหมู่บ้านเพียงวันละหกสิบเจ็ดสิบบาท แต่ทุกวันนี้เห็นว่าต้องเพิ่มเป็นหนึ่งร้อยถึงร้อยยี่สิบต่อวัน จึงจะมีคนมาช่วย โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า หากไปรับจ้างนอกชุมชนจะมีรายได้มากกว่า นี่แสดงว่าสายใยในชุมชนเริ่มเปื่อยยุ่ยไปเพราะ ลัทธิสังคมเงินตราหรือไม่ 

ทำนาทุกวันนี้จึงเหมือนกับการ ซื้อข้าวตัวเองกิน

ฟื้นฟูวิถีชนบทคำคำนี้สวยงาม แต่คงหนักหนาหากจะนำไปสู่การปฏิบัติ เอาน่าเริ่มต้นคิดก็ยังดี

บันทึกนี้ไม่มีข้อเสนอแนะ คงหนักหนา เกินกว่าที่หมอทางสังคม ที่ไร้บทบาทหน้าที่ มีเพียงสำนึกห่วงใย จักแก้ไขได้ด้วยตัวเอง คงต้องส่งต่อการรักษาภาวะป่วยไข้ทางสังคมนี้ไปโรงบาลศูนย์ โรงบาลชาติ เป็นวาระแห่งชาติไปโน่นกระมังครับ