กงล้อประวัติศาสตร์มีหน้าที่เคลื่อนไป ท่ามกลางสิ่งท้าทายใหม่ๆ ซึ่งสิ่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็มักจะถูกละเลยให้อยู่ข้างหลัง เสื่อมโทรมหรือหมดความหมายอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจการศึกษาก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ เมื่อโลกยิ่งก้าวไปข้างหน้า ระบบการศึกษาที่ไม่มีการปรับปรุง ก็จะยิ่งดูล้าหลังมากขึ้น การยอมรับย่อมน้อยลง เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในทางเศรษฐกิจและสังคมได้
รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณทางการศึกษาเป็นจำนวนมากมายในแต่ละปี ซึ่งตามหลักแล้วน่าจะช่วยรองรับความต้องการทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึงเพียงพอ สถานศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยของรัฐได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การศึกษาของประเทศไม่สามารถพัฒนาให้มีมาตรฐานและอนาคตที่ทัดเทียมต่างประเทศเท่าที่ควร ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศกลับก้าวล้ำหน้าและทันสมัยกว่า
การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทางการศึกษาเช่นปัญหาการขาดแคลนครูสำหรับเด็ก และปัญหาการแข่งขันเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ยังคงเป็นปัญหาเก่าๆ ที่รัฐไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ในขณะที่ความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและการศึกษาของโลกกำลังเพิ่มปัญหาหรือความจำเป็นใหม่ๆ ไว้ให้แก้ไขมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่เป็นประเด็นที่ทางการจะต้องขบคิดว่าทำไมงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เป็นจำนวนมากมาย จึงไม่สามารถช่วยผ่อนคลาย แม้แต่ปัญหาเก่าแก่ที่ใช้งบประมาณไปแล้วเป็นอันมาก ความสูญเปล่าของทรัพยากรภาครัฐเกิดขึ้นที่กระบวนการใด และทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของการปฏิรูป ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตรงเป้าหมายที่ควรจะเป็นยิ่งขึ้น
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณอุดหนุนทางการศึกษา เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ได้รับการอุดหนุนมากจนเป็นอันตรายต่อคุณภาพของระบบการศึกษาเอง เพราะมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่จำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุงก็สามารถอยู่ได้
การอุดหนุนที่มากมายอาจเป็นความตั้งใจที่ดี โดยหวังว่าภาครัฐจะให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ต้องการเข้าศึกษาได้อย่างทั่วถึง ผู้ที่อ่อนด้อยในโอกาสสามารถเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐโดยเสียค่าใช้จ่ายที่ต่ำ
อย่างไรก็ตาม การมุ่งแก้ไขปัญหาในเชิงปริมาณ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้นโยบายอุดหนุนทางการศึกษา เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมิได้สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างที่เคยเข้าใจกัน ในความเป็นจริง ผู้เรียนจำนวนมากมาย ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะสูง มีความพร้อม และโอกาสมากกว่า กลับเสียค่าใช้จ่าย เท่ากับผู้เรียนที่มาจากครอบครัวที่อัตคัด
ในสาขาวิชาที่มีความต้องการสูง มาตรการอุดหนุนอย่างง่ายๆ เป็นการเพิ่มความต้องการเข้าศึกษาให้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบริการทางการศึกษาในสาขาวิชานั้น เพราะในอีกด้านหนึ่งจำนวนที่รับเข้าศึกษา ต้องถูกจำกัดด้วยเหตุผลที่มิใช่เศรษฐกิจ และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารการศึกษา
ความไม่จริงจังในเรื่องทิศทางที่ควรจะเป็นในเชิงเศรษฐศาสตร์ นอกจากจะเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนบริการทางการศึกษาแล้ว ยังทำให้คุณภาพทางการศึกษาอันเป็นหัวใจสำคัญ ของเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ต้องอ่อนด้อยอีกด้วย การละเลยปัญหาเชิงคุณภาพนั้น เป็นจุดอ่อนสำคัญของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษา ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ
นโยบายอุดหนุนในปัจจุบันแบกรับค่าใช้จ่ายของนิสิตนักศึกษาสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายต่อหัว ซึ่งเมื่อมองอย่างผิวเผินความช่วยเหลือดังกล่าวนั้น น่าจะช่วยให้ต้นทุนของผู้เรียนลดต่ำลงเพียงพอ ที่จะทำให้ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลาง หรือต่ำสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ แต่ทว่าผู้เรียนกลุ่มดังกล่าวกลับมีน้อยมาก อัตราการอุดหนุนก็แทบมิได้แปรผันตามสภาพความขาดแคลนของสาขาวิชา
ในเชิงโครงสร้างแล้ว การจัดการศึกษาที่ล้าหลังภายใต้นโยบายดังกล่าวนี้ กลับส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐ มีอำนาจเหนือตลาด แต่ต้องเสี่ยงต่อภาวะเปราะบางทางการเงินเมื่อเผชิญกับการแข่งขันจากภายนอก ผู้เรียนที่มีคุณภาพ มักถูกจัดสรรไปสู่มหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่ง ที่มิได้มีการพัฒนาปรับปรุงเป็นเวลานาน ส่วนผู้เรียนที่มีคุณภาพลดลั่นลงมา ก็ต้องพึ่งพาอาศัยมหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ เพราะไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นที่นิยมได้
ค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่แตกต่างกันมากระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะดึงดูดให้มหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นที่ต้องการสูงมาก มหาวิทยาลัยอื่นๆ ถึงแม้จะปรับให้ทันสมัย และน่าสนใจก็ยากที่จะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยเหล่านั้น ย่อมขาดแรงจูงใจในการพัฒนาเชิงคุณภาพ เพราะการมุ่งเน้นตลาด ล่างโดยหวังผลตอบแทนในเชิงพาณิชย์ จะให้ผลที่คุ้มค่ากว่ามาก และไม่ต้องใช้เวลายาวนานในการถอนทุนคืน
ปัญหาทางโครงสร้างที่ลักลั่น (structural mismatches) นี้ จะลดลงก็ต่อเมื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ภายในประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเชิงคุณภาพ และมีการดำเนินนโยบายอุดหนุนที่มีประสิทธิภาพตรงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (target group) ที่สมควรได้รับการอุดหนุนอย่างแท้จริง
ในอดีตนั้นการปรับปรุงทางการศึกษาที่มีอยู่บ้างอาจทำให้หลายคนยังเห็นว่าการศึกษาของไทยห่างไกลจากภาวะวิกฤต ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีการปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ 10 ปี ในระดับอุดมศึกษามีหลักสูตรใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก นักวิชาการยังมีบทบาทรวมทั้งมีประวัติการศึกษาที่ดีพอสมควร
แต่ผู้คนจำนวนมากมิได้มีโอกาสรับรู้ว่ากระบวนการศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐนั้นล้าหลัง และมิได้ผลิตบัณฑิต ตามคุณภาพที่ระบบเศรษฐกิจต้องการมากน้อยเพียงใด ประชาชนมิได้รับรู้ข่าวสารว่า การแข่งขันทางด้านการศึกษาในระดับโลกได้เปลี่ยนไปมาก มหาวิทยาลัยของไทย กำลังหลุดหายไปจากเวทีการจัดอันดับอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศคู่แข่ง กลับโดดเด่นมากขึ้น ทั้งในจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ในอนาคตมีแนวโน้มสูงว่าการแข่งขันทางการศึกษาจะเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงกว่าในอดีตอย่างมากมาย ธุรกิจการศึกษาจะอาศัยกลยุทธ์และความคิดใหม่ๆ โดยที่การรับรู้เรื่องคุณภาพของบริการทางการศึกษาจะดีขึ้น ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการแข่งขันทางด้านการตลาด มหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่งในสหรัฐ เห็นความสำคัญแม้กระทั่ง การให้มีคณะวิชาที่มีชื่อเหมือนกันเพื่อบรรลุเป้าหมายในการแข่งขัน
ประเทศจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินการปฏิรูปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจะค่อยๆ เริ่มเห็นดอกผลของการปฏิรูป โดยจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นตามไปด้วย ประเทศจำนวนมากที่ประสบปัญหาการปกป้อง และอุดหนุนทางการศึกษาที่มากเกินไป (over-subsidy) อาจเร่งการปฏิรูปเพื่อลดภาระทางการเงิน และเพื่อให้สถาบันการศึกษาของตน มีการปรับปรุงอย่างจริงๆ จังๆ
ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐซึ่งเป็นประเทศผู้นำด้านการศึกษาจะเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่าในอดีต ทั้งนี้เพราะเป็นประเทศที่มีการอุดหนุนต่ำเกินไป (under-subsidy) ถ้าหากสหรัฐดำเนินนโยบาย ช่วยเหลือสถาบันการศึกษาของตนบ้าง ก็น่าจะยิ่งทำให้การแข่งขันในธุรกิจการศึกษา รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ช่วง 10 ปีข้างหน้าอาจเป็นทศวรรษแห่งการปฏิรูปการศึกษา ถ้าประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตระหนักมากขึ้น ถึงความสำคัญของคุณภาพทางการศึกษา และประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการปฏิรูปด้านคุณภาพอย่างเป็นระบบ จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ของนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ย้ำให้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพสูงขึ้นนั้น ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาก และการเร่งรัดการปฏิรูปให้เสร็จสิ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้น ก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ผู้รับผิดชอบนโยบายการศึกษาของประเทศ จึงควรตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องกำหนดเป้าหมายที่คุณภาพ มิใช่เพียงปริมาณ มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ควรเป็นภาระหนักของผู้เสียภาษีอากร หรือกลายเป็นแหล่งรวบรวมผู้ที่กลัวการเปลี่ยนแปลง
ยุคของการปฏิรูปนั้นไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านเลยไปโดยง่าย โดยมิได้กระทำการที่จำเป็นใดๆ
ขอบคุณค่ะ ข้อมูลที่ดี มีความรู้แทรกอยู่มาก อีกทั้งความคิดเห็นที่เชื่อถือได้
ครูอ้อยมาสนับสนุนค่ะ
ข้อมูลที่ดีช่วยให้วิเคราะห์แนวทางแก้ไขได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ