" ก็หนูเกิดมาจะไม่รอดอยู่แล้ว แม่เลยต้องตั้งชื่อ เอาบุญมาช่วย เป็นบุญรุ่ง"

  ทุกปีในวันลอยกระทง จะมีคนถามว่า จะไปลอยกระทงที่ไหน แล้วผู้เขียนก็ไม่ค่อยได้ตอบ เพราะไม่ค่อยได้ไป และมีความหลังเกี่ยวกับวันลอยกระทง ตั้งแต่จำความได้

   เมื่อครั้งเด็กๆ จะเป็นลูกคนเล็กนานกว่าใครๆ นานถึง ๗ ปี กว่าจะมีน้องคลานตามออกมา ชอบนั่งตักแม่ แล้วถามว่า "หนูเกิดวันอะไร" แม่ก็จะบอก วัน เดือน ปี เป็นแบบโบราณ ประมาณว่า  วันพฤหัส  แรม ๑ ค่ำ เดือน.... ปี.... แล้วผู้เขียนก็ถามต่อไปอีกว่า แล้วมันคือวันที่เท่าไหร่ พ.ศ.อะไร พอแม่รำคาญมากๆ ก็จะบอกว่า เจ็บท้องวันที่เขาจะไปเที่ยวลอยกระทงนั่นแหละ แล้วแม่ก็จะเล่าว่า ปีนั้นไม่ได้ไปลอยกระทง เพราะเจ็บท้องข้ามวัน กว่าผู้เขียนจะโผล่หัวออกมา

  แม่คงเจ็บทรมานนานเหมือนกัน แม่ต้องอยู่ตามลำพังกับหมอตำแย ในขณะที่ใครๆ เขาปลีกตัวไปลอยกระทงกันก่อน แต่แม่ต้อง มาอยู่กับความเจ็บปวด กับลูกคนที่ ๕ อย่างไม่ปริปากบ่น

  แม่ยังเล่าต่อไปว่า ขณะที่ตั้งท้อง สุขภาพแม่ไม่ค่อยดี เมื่อผู้เขียนเกิด จึงตัวนิดเดียว เหมือนจะไม่รอด แม่ก็เฝ้าประคบประหงม อย่างเมตตา ผู้เขียนโชคดี ที่ดื่มนมแม่ตลอด จึงได้รับสารอาหารครบถ้วน และรอดชีวิตมาได้

 ถามแม่ว่า หนูไม่ชอบชื่อบุญรุ่งเลย โบราณ ทำไมแม่ไม่ตั้งชื่อ มยุรี หรือดาวรุ่งล่ะ คำตอบของแม่ ต้องทำให้ผู้เขียนเห็นคุณค่า และรักชื่อนี้ทันที " ก็หนูเกิดมาจะไม่รอดอยู่แล้ว แม่เลยต้องตั้งชื่อ เอาบุญมาช่วย เป็นบุญรุ่ง" จากนั้นผู้เขียนก็ไม่คิดว่าชื่ออื่นจะมีความหมายต่อผู้เขียนอีกเลย

   ทุกวันลอยกระทง ทำให้ผู้เขียนคิดถึงแม่ ทุกครั้ง กับความรู้สึกว่า แม่ไม่ได้ลอยกระทงเพราะ เป็นเจ็บท้องเรา แม่ก็คงไม่มีกระจิตกระใจที่จะสนุกหรอก เพราะการเจ็บท้องคลอดของผู้หญิงบ้านนอก จะกระวนกระวายขนาดไหน ไหนจะสุขภาพก็ไม่ดี กลัวลูกจะออกมาไม่แข็งแรงอีก จะให้อุ่นใจเหมือนสมัยนี้ ที่คลอดกันที่โรงพยาบาลคงไม่ได้ น้ำใจของแม่ที่มีต่อลูกประเสริฐที่สุดสมควรระลึกถึง และรู้บุญคุณตลอดไป

 แม่ของผู้เขียน จากไป ได้๒๐ ปีพอดี คิดถึงแม่ทุกวัน สวดมนต์ส่งบุญให้แม่ทุกวัน แม่คงอยู่บนสวรรค์ เพราะแม่ชอบทำบุญ และบุญของลูก ที่อุทิศให้ จะมีผลส่งให้แม่ได้อยู่ในวิมานสถานใด คืนนี้ หนูจะส่งใจไปถึงแม่ ไปตามกระแสแห่งจันทร์คืนเพ็ญ เพื่อบอกแม่ว่า"หนูรักแม่"