วันอังคารที่ผ่านมาเป็นวันที่อารมณ์ผมขุ่นอีกวันหนึ่งครับ (ช่วงหลังต้องเล่านิทานย้อนหลังเป็นประจำเลย หาเวลาว่างยากครับ) เหตุที่ขุ่นเพราะได้มีโอกาสไปเข้าประชุมแทนคณบดีในกรรมการจัดการกลุ่มวิชาการศึกษาทั่วไป
ในที่ประชุมได้หยิบเอาหลักสูตรบริหารธุรกิจของคณะมาพิจารณาว่า กำหนดรายวิชาในกลุ่มศึกษาทั่วไปสอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยหรือเปล่า และที่ทำให้ขุ่นมากๆ ก็คือ นโยบายที่ออกมา เป็นการสร้างวิชาใหม่ขึ้นมาอีก ไม่รู้วิชาอะไรต่อวิชาอะไร จนผมต้องถามในที่ประชุมว่า ทำไมไม่พิจารณาจากวิชาที่มีอยู่แล้ว ปรากฏว่า ผอ.สำนักบริการการศึกษา (ซึ่งเป็นเจ้าภาพดูแลในปัจจุบัน) บอกว่า วิชาที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับนโยบายปัจจุบัน
ผมเลยต้องอธิบายในฐานะที่เคยดูแลและจัดการงานนี้มาก่อนว่า ที่ผมและสาขาวิชาสารัตถศึกษาทำไปแล้วมีอะไรบ้าง คิดอย่างไร แต่แล้วก็โดนเบรกว่า ไม่ต้องพูดถึงอดีต แล้วเอาผมเกือบระเบิด
ผมก็เลยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ วิพากษ์วิชาใหม่เสียเลย (อึอ เล่นกับผม) ผมวิจารณ์ตั้งแต่ชื่อวิชา แล้วพาดพิงไปว่า มันต่างอะไรกับสิ่งที่คนปฏิบัติงานอย่างผมเคยทำไป ในที่สุดที่ประชุมก็ต้องเอาคำอธิบายรายวิชามาวิเคราะห์กัน แล้วก็พบว่า ผมและทีมงานของผม (อย่างเช่น อ.ซอลีฮะห์) ได้ทำไว้อย่างครอบคลุมแล้ว
ที่ประชุมก็มาวิเคราะห์วิชาหนึ่ง คือ มโนทัศน์ทางการศึกษาในอิสลาม ว่า ไม่จำเป็นต้องบังคับนักศึกษทุกคณะเรียน ผมเลยตั้งคำถามว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า ทำไมวิชานี้จึงเกิดขึ้น แล้วผลที่ได้เป็นอย่างไร ผมยกตัวอย่างให้เขาฟังว่า มีนักศึกษาภาคพิเศษ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนที่เปลี่ยนไป คนหนึ่งคิดว่าจะหยุดเรียนแล้ว เขาบอกว่า พอมาได้นั่งอภิปรายกับผมในห้องเรียน เขาพูดออกมาเลยว่า ผมจะมาเรียนพร้อมๆ กับลูกของผม และอีกหลายเรื่อง
จนประธานที่ประชุมถามว่า ตกลงวิชานี้พูดถึงเรื่องอะไร? ผมเลยอธิบายเนื้อหาและเป้าหมายวิชาใหม่ ที่ประชุมจึงถึงบางอ้อ ว่า ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับวิชาอื่นๆ และมีความจำเป็น
ผมเลยได้โอกาสตามน้ำด้วยคำถามว่า ที่ที่ประชุมบอกผมว่า ที่ประชุมนี้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาในกลุ่มวิชาศึกษาทั่วไป ถามจริงๆ เคยวิเคราะห์หรือเปล่าว่า ปัญหาที่ทำให้กลุ่มวิชานี้ไม่บรรลุเป้าหมายอยู่ที่ไหน ใช่ที่ว่าวิชาไม่ครอบคลุมจริงหรือ จึงขยันสร้างวิชาใหม่ๆ กันจริงๆ (สะใจผมครับ)
ในรอบปีนี้ ผมรู้สึกหลายครั้งครับว่า มีหลายนโยบายที่ออกมาเหมือนไม่รู้ว่าคนทำงาน คนปฏิบัติงานจริงๆ เขาทำอะไรกันอยู่ ระหว่างผู้บริหารนโยบายกับคนทำงานช่างมีช่องว่างที่ห่างไกลกันมากเลยครับ และส่วนใหญ่ความผิดมักจะมาอยู่ที่คนทำงาน กลายเป็นว่า พวกคนทำงานนี้ไม่รู้อะไรจริงๆ
กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับ ตอนที่ อ.ซอลีฮะห์ เป็นหัวหน้สาขาวิชาสารัตถศึกษา เราทำการวิเคราะห์เป้าหมาย วิเคราะห์นโยบาย จนออกมาเป็นรายวิชาต่างๆ ชัดเจนครอบคลุม แต่ปัญหาจริงๆ ติดที่ไม่มีแรงพลักดัน พอเปลี่ยนมือให้หน่วยงานอื่นดูแลการจัดการ กลับหลับตาทำ ไม่ได้ศึกษาความเป็นจริงใดๆ เลย แล้วก็นำไปสู่การกำหนดนโยบายแปลกๆ ใหม่ๆ แต่คนทำงงเป็นแถวๆ
ผมเสนอข้อคิดเห็นที่ควรนำไปสู่การกำหนดนโยบายอีกข้อหนึ่งครับ เกี่ยวกับการเรียนรวมกันของนักศึกษาต่างคณะต่างสาขาวิชา แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดครับ ฝ่ายนโยบายไม่เคยคิดเรื่องนี้ (หรือคิดไม่ถึงก็ไม่รู้เหมือนกัน)
ถ้าถามผมและคนปฏิบัติงานอีกหลายคน ทุกคนคงพูดเหมือนผมละครับ ว่า พวกเราพยายามยื่นมาออกไปแล้ว แต่มันสุดเอื้อมจริงๆ ครับ เพราะเราไม่เห็นร่องรอยของเงามือที่เอื้อมลงมาเลย
ผมเอาประเด็นที่เกิดขึ้นจากที่ประชุมมาระบาย(อย่างค่อนข้างมีอารมณ์) ให้ท่านคณบดีฟัง (ในฐานะที่ท่านเป็นหนึ่งในหลายคนที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย) ไม่ได้คิดจะตำหนิการทำงานของท่านหรอกครับ แค่อยากบอกให้ท่านรู้ว่า คนทำงานนะมีสมองเหมือนกัน และอยากให้ผู้ใหญ่เอาสมองคนทำงานไปใช้ในการกำหนดนโยบายบ้าง
(งานนี้คณบดีตอกกลับ ด้วยประเด็นว่า ผมนี้เริ่มจะแก่มากแล้ว ลืมนัดสำคัญ ที่ท่านกำชับไว้เมื่อเช้า ฮาฮาฮา จริงๆ มันสุดวิสัยจริงๆ ครับ ไม่ได้ลืมอะไรหรอก บังเอิญติดฝนอยู่ที่มัสยิดกลับมาที่คณะไม่ได้ เท่านั้นเอง แต่ก็ยอมรับว่า แก่และขี้ลืม)
ประเด็นข้างต้น ถือว่าเป็นการวิพากษ์เจ้านายแล้วกันครับ หันมาวิพากษ์ผมเองบ้าง
เมื่อวาน คุณตูแวคอดีเยาะห์ จากสกว.สำนักงานภาค โหนดอิสลามศึกษาและวัฒนธรรม โทรศัพท์หาผม ถามว่า ทำไมนักศึกษาของผมไม่เสนอโครงการทำสารนิพนธ์กับสกว.เลย มีแต่นักศึกษา มอ. เล่นเอาผมงงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ คำถามต่อมา ใครเป็นคนรับผิดชอบงานวิจัยของนักศึกษา ทำไมเขาไม่ทำงานเลยละอาจารย์
ฮาฮา ผมคิดไปคิดมา ใครว่ะทำงานฝ่ายนี้ แล้วก็ตอบคุณตูแวไปว่า ไม่ต้องถามหาคนอื่นหรอก ผมแหละคนรับผิดชอบ ว่ามาเลยจะให้ทำอะไร
คุณตูแวก็เลยเล่าเรื่องให้ผมฟังว่า เมื่อหลายเดือนก่อน มีนักศึกษาหลายกลุ่มไปนำเสนอพูดคุยที่สกว. เกี่ยวกับหัวข้อสารนิพนธ์ของพวกเขา ซึ่งปรากฏส่วนใหญ่น่าสนใจมาก และเข้าประเด็นตามเงื่อนไขที่สกว.กำหนดว่า สามารถขอทุนทำได้ แต่จนถึงปัจจุบันไม่มีตัวโครงการไปเสนอเลย โครงการพวกนั้นมันหายไปไหนหมด ผมก็นึกขึ้นมาได้ เพราะครั้งหนึ่งผมก็ไปเจอนักศึกษากลุ่มนั้นเหมือนกัน และก็เคยให้ข้อเสนอแนะไปพร้อมๆ กับคุณตูแวไปครั้งหนึ่งแล้ว
ผมเต้นเลยครับ(เพราะไฟมันลนก้นแล้ว) มอบหมายให้หัวหน้าสำนักงานคณะ เชิญอาจารย์สองสาขาวิชา คือเศรษฐศาสตร์ฯ และรปศ. มาประชุมทันทีในเช้าวันนี้
ผลก็คือ อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่อง ไม่มีใครบอก มีอาจารย์และเจ้าหน้าที่สาขาวิชาทราบเรื่องนี้แค่สามสี่คน ผมก็เลยให้สามสี่คนนั้นอธิบายให้อาจารย์ท่านอื่นๆ ฟังว่า มันเป็นมาอย่างไร
ชัดขึ้นมาทันตาเห็นครับ แล้วจังหวะก็พอดีที่ คุณตูแวและทีมงานว่างพอที่จะมาชี้แจงด้วยตัวเอง ชี้แจงเสร็จ ผมก็เลยเสนอต่อไปว่า เอาโครงการของนักศึกษาที่อาจารย์ดูแลอยู่มานั่งพิจารณาร่วมกันไปเลย ว่า หัวข้อไหนว่า เข้าเกณฑ์สกว. จะได้ให้อาจารย์ท่านนั่นๆ ไปคุยกับนักศึกษาเพื่อให้เขียนโครงการนำเสนอทันทีในสัปดาห์ต่อไป
อันนี้ก็เป็นปัญหาการสื่อสารเหมือนกันครับ ผมเข้าใจเอาเองว่า อาจารย์ทราบแล้ว ในขณะที่อาจารย์ยังไม่ทราบ หรือลืม (แต่จริงๆ ผมจำได้ว่า ผมและอ.เกษตรชัย หัวหน้าสำนักวิจัยฯ พูดหลายครั้งแล้ว)
เป็นอันสรุปได้ว่า ทุกคนมีโอกาสผิดกันได้ครับ อยู่ที่ว่าจะนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าหรือเปล่า ถึงจะไม่ยอมรับความผิดนั่น แล้วอุปทานว่า มันถูกแล้ว อย่างนี้ก็พัฒนายากครับ
ขอบคุณครับท่านอาจารย์
JJ
เราเคยมีครับ แต่ตอนนี้กระบวนการต่างๆ คนปฏิบัติไม่ค่อยมีโอกาสเสนอความคิดเห็นครับ มีแต่รับไปทำอย่างเดียว นั่นแหละที่เป็นประเด็นทำให้อารมณ์ขุ่น ไม่ใช่ว่าชุดใหม่ทำไม่ดีครับ เพียงแต่ขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเอง
สวัสดีครับ
ที่เป็นปัญหาคือ ผมมีที่จดหลายที่ครับ จนงานมันชนกัน
นึกว่าจะประชุมวิชาพื้นฐานในภาพรวม เพราะผมก็รอเขาเรียกประชุมเหมือนกัน ขี้เกียจเปิดรายวิชาหลายๆกลุ่ม อย่างทุกวันนี้ .. ทั้งเหนื่อยทั้งสิ้นเปลือง
ในอีกมุมมอง...
นึกสงสารนักศึกษา ถ้าการกำหนดรายวิชาทั่วไป ซ้ำซ้อน ไปๆมาๆ เทอมนึงเรียน 8-9 วิชา
สุดท้าย ไม่ได้อะไรเท่าที่ควร เพราะมันเยอะเกินไป
...
จุดนี้ ทำให้นึกย้อนไปหลักฐานมัธยมศึกษาของ รร. เอกชนสอนศาสนา(เมื่อก่อน..ตอนนี้ไม่แน่ใจเปลี่ยนแปลงแค่ไหน)
บางเทอม ศ. ~ 20 วิชา ส. ~ 10 วิชา
ไปๆมาๆ เทอมนึง เกือบสามสิบวิชา..
สุดท้าย เรียนได้ เรียนจบ แต่ความรู้ อาจจะหลุดหายไป ทันทีที่สอบปลายภาคเสร็จ
....
ยังงัยก็ฝากผู้รับผิดชอบ นึกถึงเด็กๆด้วยว่า ระดับนี้ ถ้าจำนวนวิชามากไป จะเรียนกันไม่เต็มที่ (เท่าที่ควร) อีกอย่าง ระดับอุดมศึกษา การเรียนในห้องเรียนก็ส่วนนึง...เรียนด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ก็อีกส่วนนึง
ส่วนหลัง ค่อนข้างสำคัญ เพราะนั่น ทำให้เค้ารู้จักการอยู่กันเป็นกลุ่ม ทำงานเป็นกลุ่ม และนั่น ทำให้เค้าได้ประโยชน์ สำหรับการปรับตัว ในทันทีที่เค้าจบ และเริ่มชีวิตการทำงานอย่างจริงจัง
จุดนี้ ทำให้นึกย้อนไป "หลักฐาน" มัธยมศึกษา
...
"หลักฐาน" แก้เป็น หลักสูตร..(^_^) เขียนเร็วไปนิ้ดส์นึง
ผมก็รอเขาเรียกประชุมครับ สุดท้ายเขาไม่เชิญเราเข้าประชุม เขาเชิญคณบดีเข้า ดีที่คณบดีไม่ว่าง ผมเลยได้เข้าไปร่วมแทน ไม่งั้นไม่รู้อะไรดีๆ ที่เขาทำกันหรอกครับอาจารย์
โดยนโยบายด้านหลักสูตรแล้ว หากหลักสูตรป.ตรีเกิน 140 หน่วยกิต ผมคนหนึ่งละครับที่จะค้านไม่ยอมให้หลักสูตรผ่านจากคณะไป ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดของคุณ ที่ว่า
มาเยี่ยม
คุณ
ชอบใจคำกล่าวว่า...ทุกคนมีโอกาสผิดกันได้ครับ อยู่ที่ว่าจะนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน
บางครั้งเสียงสะท้อนเล็กๆ ถ้าเรานิ่งฟังสนิทมันอาจมีประโยชน์มหาศาลมากว่าที่จะให้เสียงดังก้องไปดดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง ผมเห็นด้วยกับอาจารย์จารุวัจน์ครับที่ เราต้องหันมารับฟังความคิดเห็นของคนทำงานบ้าง และที่สำคัญงานบางอย่างเราจับช่ายเกินไปอะไรก็ได้ ปัยหามันเลยเกิดขึ้น ด้วยความคิดที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยของเราคนหนึ่งผมอยากให้คำนึงถึงกลุ่มคนที่ควรจะมาทำงานในเรื่องนั้นๆให้มากๆเพราะบางครั้งเหมือนเรากำลังคลำทางไปเรื่อยๆโดยไม่รู้จุดหมายที่แท้จริง ชนิดที่ว่าใครก็ได้ ผมมองว่าปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตร เรื่องอื่นๆก็เช่นกัน ลองนึกถึงสัปดาหืแรกของแต่ละเทอมดูซิครับวุ่นขนาดไหน ด้วยความเคารพในความเป็นพี่น้องทุกคนหากเราไม่ช่วยกันปรับปรุงข้อผิดพลาดด้วยตัวเราเองแล้วใครจะมาช่วยเราปรับปรุง อย่าลืมว่า ท่านนบีฯ กล่าวว่า “มุสลิมเราไม่ควรจะโดนงูกัดในวำรูเดิม…” แต่ ณ วันนี้เราลองทบทวนกันใหม่ยังไม่สบายสำหรับการขอความเมตตาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แค่นิ่งรับฟังด้วยเหตุและผลผมเชื่อ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ของเราจะก้าวไปได้ไกล เพราะทุกวันนี้เราก็มีดีกว่ามหาวิทยาลัยอื่นอีกมากสำหรับบางเรื่อง …วัลลอฮฺอะลัม
"เป็นอันสรุปได้ว่า ทุกคนมีโอกาสผิดกันได้ครับ อยู่ที่ว่าจะนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าหรือเปล่า ถึงจะไม่ยอมรับความผิดนั่น แล้วอุปทานว่า มันถูกแล้ว อย่างนี้ก็พัฒนายากครับ"