ความคิดพื้น ๆ ที่บดบังความเป็นจริงในชีวิต

        วันนี้  (22 พ.ย.)  ผมเป็นประธานสอบสัมภาษณ์พนักงานราชการ มีผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ จำนวน 10 คน  มีตำแหน่งว่างเพียงตำแหน่งเดียว  ผมมอบหมายให้หัวหน้ากลุ่มงาน สอบถามถึงเรื่องการเงิน การบัญชี  ผอ.ศบอ อรัญประเทศ พูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวกับการซื้อ การจ้าง เพราะตำแหน่งที่รับคือ เจ้าหน้าที่การเงิน  ส่วนผมเป็นตัวฟรี คือถามอะไรก็ได้  และเพื่อความเป็นธรรมผมใช้คำถามเดียวกัน จำนวน 2 ข้อ ถามทุกคนที่เข้ารับการสัมภาษณ์

        คำถามแรกที่ผมถาม  โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้  มีไว้ให้เรา แบก  หรือ เหยียบ  ถ้ามีไว้เหยียบ ทำมไต้องเหยียบ และถ้าแบก ทำไมต้องแบก

       มีคำตอบที่หลากหลาย และเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ แต่ผมบอกกับทุกคนในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ว่า  เธอจะตอบอะไรก็ได้แล้วแต่เหตุผลของเธอ  แต่ขอให้นึกถึงความเป็นจริง ว่า สิ่งที่เธอแบก กับสิ่งที่เธอเหยียบ อย่างใหนมันสร้างความลำบากให้กับเธอ  ซึ่งมันก็เหมือนการทำงาน เธอลองกลับไปคิดดูให้ดี

        คำถามที่สอง ผมถามว่าอายุของพวกเธอ ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาก็มากแล้ว ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ เธอคิดว่า คนที่เธอคิดว่าเป็นบุคคลที่เธอรักและศรัทธามากที่สุดใคร  และเพราะเหตุใดจึงคิดอย่างนั้น คนตอบคนแรกบอกว่าเป็นคุณพ่อ คนที่สองตอบว่าคุณแม่ เหตุผลคือเป็นผู้ให้กำเนิน

      พอคนต่อ ๆ มา ผมบอกว่ายกเว้นคุณพ่อกับคุณแม่ ทีนี้เขาตอบคุณยายบ้าง คุณย่า บ้าง สรุปแล้วส่วนใหญ่เป็นเครือญาติทั้งนั้น หมดจากเครือญาติ ทีนี้มาเป็นครูบาอาจารย์และให้เหตุผลมากมาย มีอยู่คนหนึ่งบอกว่าเป็นครู อ้างว่าสอนให้เขาเป็นคนดีมาตราบเท่าทุกวันนี้

       ผู้เข้าสอบ 10 คน มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ตอบตรงใจผมมากที่สุด เธอตอบว่า   รักและศรัทธาตัวเองมากที่สุด เพราะถ้าเรายังไม่รักไม่ศรัทธาตัวเอง อย่าหวังเลยว่าจะไปรัก ไปศรัทธาคนอื่น  คำตอบของเธอเป็นเรื่องจริงครับ  สิ่งที่มนุษย์รักและศรัทธามากที่สุดในชีวิต คือตัวเอง  แต่คนส่วนใหญ่มักจะนึกไม่ถึง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เรามักจะคิดถึงคนอื่น ก่อนคิดถึงตัวเรา

       ไม่ว่าเขาจะตอบผมอย่างไร  ผมก็ให้คะแนนไปตามเนื้อผ้า  หมายถึงถ้ามีเหตุผลดี พอรับฟังได้  เขาก็ได้คะแนนไป มันก็เท่านี้เอง