ปุ๋ยเคมีในนาข้าว
การทำนาในปัจจุบัน เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีกันอย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่าใส่แทบทุกคน แต่การใช้ปุ๋ยเคมีดังกล่าวยังไม่ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกอัตรา ยังมีความเข้าใจผิด ๆ อยู่มาก ซึ่งบางครั้งการใส่ปุ๋ยอาจทำให้ต้นทุนสูงกว่าผลตอบแทนโดยไม่รู้ตัว
**********************
ผู้เขียน: “ขอถามหน่อยว่าพวกเราใส่ปุ๋ยในนาข้าวเพื่ออะไร “
ประธาน : “ก็ใส่เพื่อให้ข้าวงามนะสิครับ “
ผู้เขียน : “แสดงว่าเราปลูกข้าวเป็นไม้ประดับเพราะต้องการให้ต้นข้าวงามเหมือนดอกไม้”
ประธาน: “อ๋อ..ไม่ใช่ครับ..ใส่ปุ๋ยให้ข้าวงามจะได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น”
ผู้เขียน : “สรุปว่าใส่ปุ๋ยเพื่อให้ได้ข้าวเพิ่มขึ้น สมมุติว่าก่อนใส่ปุ๋ยได้ข้าว 300 กิโลกรัม ใส่ปุ๋ยลงไป 1 กระสอบ ได้ข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 320 กิโลกรัม แบบนี้ใช่ไหม”
เลขา ฯ : “แบบนั้นมันไม่คุ้มค่าปุ๋ยหรอกครับ..ค่าปุ๋ยมันแพง”
ผู้เขียน:”แล้วเลขาใสปุ๋ยปีละกี่กระสอบ ได้ข้าวเพิ่มเท่าไหร่ละ”
เลขา :”ผมใส่ปีละ 8 กระสอบ แต่ไม่รู้ว่าได้ข้าวเพิ่มเท่าไหร่เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ใส่ ข้าวก็ไม่งามไม่ได้ผล เห็นคนอื่นใส่ก็ต้องซื้อมาใส่”
ผู้เขียน :”แสดงว่าเรายังไม่มีข้อมูล รู้แต่ว่าต้นข้าวงามขึ้น แต่ไม่รู้ว่าข้าวเพิ่มขึ้นเท่าใหร่ คุ้มค่ากับราคาปุ๋ยหรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองขาดทุนหรือกำไร ถูกไหม..”
ประธาน:”ก็คงอย่างนั้นละครับ แล้วพวกผมจะต้องใส่ปุ๋ยเท่าไหร่ดีละครับ”
ผู้เขียน :”จะใส่เท่าไหร่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเราแต่ละคน ผมคงไม่สามารถตัดสินใจแทนทุกคนได้ เป็นได้แค่ผู้ให้ข้อมูล ขอถามอีกหน่อยว่าพวกเราใส่ปุ๋ยนาข้าวปีละกี่ครั้ง”ประธาน:”ใส่ 2 ครั้งครับ ครั้งที่ 1 ช่วงที่ข้าวเริ่มเขียวหลังปักดำ ครั้งที่ 2 ใส่ช่วงข้าวตั้งท้อง”
ผู้เขียน :”แล้วใช้ปุ๋ยสูตรไหนบ้าง”
สมาชิก :”ผมใช้สูตร 16-16-8 กับ 46-0-0 “
“ผมใช้สูตร 15-15-15 กับ 16-20-0 “
“ดิฉันใช้สูตร 16-8-8 คะ”
ผู้เขียน :”รู้ไหมว่าตัวเลขที่อยู่บนกระสอบปุ๋ยหมายความว่าอย่างไร ประธานตอบซิ”
ประธาน:”เป็นธาตุอาหารใช่ไหมครับ ชื่อมันเป็นภาษาอังกฤษผมจำไม่ได้”
ผู้เขียน:”เข้าใจถูกแล้วละ ตัวเลขสูตรปุ๋ยคือเปอร์เซ็นต์ธาตุอาหารแต่ละตัวที่มีในกระสอบปุ๋ย ตัวแรกคือธาตุไนโตรเจน ใช้ตัวย่อคือเอ็น(N) ตัวที่ 2 คือธาตุฟอสฟอรัส ตัวย่อคือพี (P) และตัวที่ 3 คือธาตุโปรตัสเซี่ยมตัวย่อคือเค (K) ยกตัวอย่างปุ๋ยสูตร16-16-8 ก็จะมีธาตุไนโตรเจน 16 เปอร์เซ็นต์ มีฟอสฟอรัส 16 เปอร์เซ็นต์ และมีโปรตัสเซี่ยม 8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นสารตัวเติม เช่น ดิน ทราย เพื่อให้ครบน้ำหนัก 100 เปอร์เซ็นต์”
เหรัญญิก:”ทำไมไม่ผลิตปุ๋ยให้มีธาตุอาหาร 100 เปอร์เซ็นต์เลยละคะ จะได้ไม่ต้องเติมหิน ทราย”
ผู้เขียน :”มีข้อจำกัดในการผลิตเหมือนกันที่ไม่สามารถผลิตปุ๋ยให้มีธาตุอาหารล้วน ๆ ได้ เหมือนกับที่เราไม่สามารถเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาให้มีเฉพาะเนื้อ ไม่มีกระดูก ไม่มีขนได้ แต่เราต้องรู้จักเลือกซื้อปุ๋ยโดยเปรียบเทียบราคาต่อธาตุอาหาร แทนการเปรียบเทียบราคาต่อกระสอบ”
เลขา :”งั้นปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก็ดีกว่าสิครับ เพราะมีธาตุอาหารมากกว่า มิน่าละคนขายถึงบอกว่าเป็นปุ๋ยหมาก(ผล) ให้ใส่ตอนข้าวตั้งท้อง”
ผู้เขียน:” ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เป็นปุ๋ยหมากก็จริง แต่เป็นหมากขาม หมากพร้าว หมากพลู เป็นปุ๋ยที่ใช้บนบก ถ้าเรานำมาใส่ในนาข้าวที่มีนำขัง ปุ๋ยชนิดนี้จะละลายเร็วมาก และธาตุอาหารไนโตรเจนก็จะละเหยไปในอาการอย่างเร็ว พืชดูดไปใช้ได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนธาตุอาหาร 2 ตัวหลังจะเคลื่อนที่ช้า และถ้าใส่ในช่วงข้าวตั้งท้องซึ่งต้นข้าวหยุดการเจริญเติบโตทางลำต้น เปลี่ยนเป็นการเจริญเติบโตทางสืบพันธุ์แล้วจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ยกตัวอย่าง ถ้าใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ลงไป 100 กิโลกรัมหรือ 2 กระสอบ ข้าวจะดูดไนโตรเจนไปใช้ได้ประมาณ 7 กิโลกรัม ส่วนธาตุอีก 2 ตัวไม่มีผลต่อผลผลิตข้าว จึงเท่ากับว่า ใส่ปุ๋ย 15-15-15 จำนวน 100 กิโลกรัม หรือ 2 กระสอบ ข้าวใช้ประโยชน์ได้ 7-0-0 แบบนี้คิดว่าคุ้มค่าไหม ”เลขา :”ก็คงไม่คุ้ม แล้วสูตร 46-0-0 ที่บางคนใส่ในช่วงข้าวตั้งท้องเป็นอย่างไรบ้างครับ”
ผู้เขียน :” ข้าวตั้งท้อง ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับคนมีท้อง ต้องการอาหารบำรุงลูกในท้องเป็นพิเศษ ถ้าใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หว่านในนา 100 กิโลกรัม หรือ 2 กระสอบ ข้าวจะดูดไปใช้ได้เกือบทั้งหมด คือ 46-0-0 ทำให้ข้าวรวงโตขึ้น เมล็ดไม่ลีบ เมล็ดข้าวแกร่งขึ้น”
เหรัญญิก:”แล้วใช้ปุ๋ย 46-0-0 ช่วงข้าวแตกกอได้ไหมคะ”
ผู้เขียน :” ถ้าใช้ปุ๋ย 46-0-0 ช่วงข้าวแตกกอ ข้าวจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แตกใบมาก ต้นสูง ล้มง่าย ลำต้นอวบน้ำ โรคแมลงเข้าทำลายได้ง่าย ข้าวไม่แข็งแรง เปรียบเหมือนเด็กที่เลือกกินเฉพราะเนื้อสัตว์โดยไม่กินข้าวและผักผลไม้ เพราะไนโตรเจนก็คือธาตุหรือสารอาหารที่ช่วยในการเจริญของลำต้นคืออาหารโปรตีน เช่นเนื้อสัตว์ ส่วนธาตุฟอสฟอรัสก็เปรียบได้กับคาร์โบไฮเดรทที่ให้พลังงาน และธาตุโปรตัสเซี่ยมเปรียบเหมือนวิตามินที่ข้าวต้องการเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเพื่อให้ข้าวเจริญเติบโต แข็งแรง ต้องใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบทั้ง 3 ตัวในช่วงข้าวแตกกอ ยกเว้นในนาดินเหนียวเพราะมีธาตุโปรตัสเซี่ยมเพียงพอ”ประธาน:”อย่างเช่นปุ๋ยสูตร 16-16-8 หรือ 16-8-8 ใช่ไหมครับ”
ผู้เขียน :”ใช่ครับ แต่ปุ๋ยสูตร16-16-8 มีธาตุอาหารรวม 40 กิโลกรัม ส่วนสูตร 16-8-8 มีธาตุอาหารรวมกันเท่ากับ 32 กิโลกรัม ถ้าราคาเท่ากันควรเลือกสูตรไหนดี”ประธาน:”ถ้าราคาเท่ากันก็ต้องเลือกซื้อสูตรที่มีธาตุอาหารรวมมากกว่า คือสูตร 16-16-8 แต่จริง ๆ ราคาสูตร16-8-8 ถูกกว่า ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้สูตรไหนจึงจะประหยัดกว่า”
ผู้เขียน :”ถ้าราคาไม่เท่ากันเราต้องใช้ข้อมูลอย่างอื่นประกอบ เช่น เปรียบเทียบราคาต่อธาตุอาหารรวมแต่ละสูตร หรือเปรียบเทียบอัตราการใช้ ในกรณีนี้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 แนะนำให้ใช้ 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนสูตร 16-8-8 แนะนำให้ใช้ 40-50 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าราคาไม่แตกต่างกันมาก เราควรเลือกซื้อสูตรไหนดี”
ประธาน:”ราคาปุ๋ยทั้ง 2 สูตรไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าอัตราใช้มากกว่ากันเกือบเท่าตัวแบบนี้ ผมว่าต้องเลือกใช้สูตร 16-16-8 น่าจะคุ้มค่ากว่าครับ”
ผู้เขียน :”คราวนี้พวกเราก็มีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจใส่ปุ๋ยในนาข้าวได้อย่างถูกต้องแล้วนะ
และคณะกรรมการศูนย์ข้าวก็คงจัดซื้อปุ๋ยมาบริการสมาชิกให้ถูกสูตร
ถูกเวลา และถูกอัตราต่อไป”
**********************
เราเคยเรียนมาตอนประถม แต่ตอนนี้ลืมความรู้ไป แล้ว ดีนะที่คุณ…เอามาแลกเปลี่ยนทำให้คนอ่านอย่างเรได้เรียนรู้
เนื่องจากในอนาคตผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษกำลังเป็นสิ่งที่สนใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในทุกระดับเพราะประเทศต่างๆ ได้นำข้อตกลงขององค์การค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุขอนามัย และสุขภาพอนามัยพืช (sanitary and phytosaniry agreement) มาควบคุมคุณภาพของผลผลิตพืชและพืชผักที่นำมาจากต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรโดยเร่งด่วนแต่ปัญหาที่สำคัญคือ เกษตรผู้ผลิตยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างไม่ถูกต้อง และ เหมาะสมส่งผลให้มีปริมาณสารพิษตกค้าง ในผลผลิตเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย ทำให้เป็นอันตราย คน สัตว์ สิ่งแวดล้อมส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยไม่สามารถส่งออกได้ตามมาตรฐานที่กำหนดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องรีบแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เกษตรอินทรีย์ คือระบบที่การผลิตไม่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชใด ๆ ทั้งสิ้นรวมทั้งไม่มีการให้ปุ๋ยเคมีฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของพืชดังนั้นสภาพแวดล้อมและปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการผลิตจะต้องสะอาดปลอดภัย ปราศจาสารพิษและสารเคมีเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ผลผลิตที่ได้จึงปราศจากสารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> หรือ คือระบบการปลูกผักที่สร้างสรรค์ให้ระบบนิเวศการเกษตรได้ก่อให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอนุรักษ์และปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและทำให้เกิดการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกันหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์เช่นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนเน้นการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในฐานะเป็นบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรชีวภาพ ได้มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีวิธีการผลิต ให้เกษตรกรอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้วเรายังมีผลผลิตทางอินทรีย์ชีวภาพปราศจากสารพิษใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อแก้ปัญหาสารพิษตกค้าง ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทำให้พืชผักที่สะอาดปลอดภัยจากสารเคมีบริโภคในชีวิตประจำวันนอกจากนั้นยังมีการสร้างโอกาส และเพิ่มปริมาณการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรสู่ตลาดต่างประเทศให้มากขึ้นเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศตามนโยบายผลักดันประเทศไทย ให้เป็น ครัวของโลก “Kitchen of the world” ความหมาย พืชผักปลอดจากสารพิษ หมายถึง ผักที่ปราศจากสารพิษตกค้าง (pesticide residue free) รวมทั้งพืชผักที่ยังคงมีสารพิษตกค้างเจือปนอยู่บ้างแต่ก็ไม่เกินค่า MRL (Maximum Residue Limit) ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยินดีให้คำแนะนำผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลอดภัยสารพิษ </p> โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือผู้ค้าเคมีภัณฑ์สนใจผลิตภัณฑ์เกษตรชีวภาพ โทร 086 8881322 (คุณก้อย) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
สวัสดีครับทั้ง 2 ท่าน
เห็นเข้ามาเยี่ยมนานแล้ว แต่ปัญหาชาวนาทำให้ต้องเร่งช่วยเหลือให้ใช้ปุ๋ยถูกต้องช่วงนาปรังที่เร่งด่วน ทำให้ตอบช้ามาก ๆ ต้องขออภัย
ช่วงนี้เร่งรณรงค์การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ถูกสูตร ลดอัตรา ทั้งกลางวันกลางคืน (ได้สูตรลดปุ๋ย 50 % แต่ได้ข้าว 1,200 กก./ไร่มา)
คืนก่อนได้ผู้ใหญ่บ้านช่วยประกาศเรียกชาวบ้านมาฟัง
คืนพรุ่งนี้เป็นกำนัน..
ถ้าคืนต่อไปเป้นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าก็ดีหรอก..
ถ้ามีข่าวคราวก็มาเยี่ยมกันอีกนะ อย่าพึ่งน้อยใจที่ตอบช้าละ
สวัสดีค่า
ตามมาเยี่ยมค่ะ
ข้อมูลมีประโยชน์มากเลย ขอบคุณค่า
http://gotoknow.org/blog/pree-d2/191610
ท่านครับ...((ยกมือขึ้น)) ทำไมเราไม่ใช้ปุ๋ยชีวภาพหล่ะครับ หากส่งเสริมจริงๆ โรงเรียน น่าจะเริ่มสอนการใช้ปุ๋ย ทำปุ๋ยชีวภาพตั้งแต่เด็กๆเลยนะครับ ต่อไป ปท ไทยจะได้ปลอดปุ๋ยเคมีสักที
สวัสดีค่ะ
* เข้ามาดูปุ๋ยเคมีในนาข้าว
* เผื่อลาออกไปทำนาบ้าง
* รับค่าโฆษณาจากผู้ค้าปุ๋ยได้เลย
* อิอิ
กว่า 40 ปีที่ผ่านมา การใช้ปุ๋ยในนาข้าว ส่วนใหญ่มักเป็นการแนะนำ แบบครอบจักรวาล ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 สลับกับ ปุ๋ยยูเรีย หรือ 46-0-0 โดยไม่ต้องให้ปุ๋ยตัวท้ายหรือโปตัสเซียมเลย โดยเฉพาะที่นาภาคกลางซึ่งเป็นดินเหนียว ด้วยเชื่อกันว่า ดินเหนียวมีโปตัสเซียมอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว
แต่ในความเป็นจริง เมื่อต้นข้าวให้ผลผลิต ย่อมต้องใช้ธาตุอาหารต่างๆ ในดินมาเป็นวัตถุดิบ ในการสร้างเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ด การจัดการธาตุอาหารตามความต้องการของพืช หรือใส่ธาตุอาหารที่พืชต้องสูญเสียไปกับผลผลิต จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน ลองคิดดูนะครับ ต้นไม้ก็เหมือนคนเรา ที่ต้องการอาหารต่างๆเพื่อการเจริญเติบโต ถ้าขาดธาตุอาหารบางอย่างไป ก็จะเกิดภาวะที่เขาเรียกกันว่า ทุพโภชนาการ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ แคระแกรน โตช้า พัฒนาการต่างๆ ก็พลอยถดถอยไปด้วย ต้นไม้ก็เช่นกัน ถ้าต้องเติบโตในดินที่เสียสมดุลของธาตุอาหาร เช่น มีธาตุอาหารที่จำเป็นในการเติบโต ธาตุใดธาตุหนึ่งขาดหายไป ต่อให้ใส่ปุ๋ยตัวอื่นครบถ้วน ต้นข้าวก็ไม่สามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์หรอกนะครับ
ท่านทราบหรือไม่ว่า ในข้าวเปลือก 1 ตัน ประกอบด้วยไนโตรเจน 20 กก.ฟอสฟอรัส 5 กก.และโปตัสเซียม อีก 20 กก.ไม่นับรวมธาตุอาหารรองอื่นๆอีก และในฟางข้าว 1 ตัน ประกอบด้วย ไนโตรเจน 6 กก.ฟอสฟอรัส 800 กรัม และโปตัสเซียมอีก 17 กก.ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเราก็เอาธาตุอาหารต่างๆเหล่านี้ออกไปด้วย ถ้าเราไม่เติมสิ่งที่สูญเสียไปเหล่านี้คืนให้กับดิน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น
ลองมาคิดดูกันนะครับ พื้นที่ปลูกข้าวในเมืองไทยกว่า 65 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 25 ล้านตัน ถ้าเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะผลผลิตออกไป แสดงว่าเราเอาปุ๋ยไนโตรเจนและโพแทสเซียม ออกจากที่นาข้าวอย่างละ 5 แสนตันและฟอสฟอรัส 1 แสนตันต่อปีครับ ในส่วนของฟางข้าว แต่ละปีเรามีฟางข้าวประมาณ 25 ล้านตัน มีสัดส่วนของไนโตรเจน 1.5 แสนตัน คิดเป็นเงินประมาณ 1,800 ล้านบาท ถ้าเราเผาฟางข้าวอย่างทุกวันนี้ ก็เท่ากับเผาเงินทิ้งไปมูลค่ามหาศาลนะครับ แถมยังต้องสูญเสียอินทรียวัตถุและสิ่งมีชีวิตต่างๆในดิน รวมทั้งยังทำลายสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ที่ส่งผลให้อากาศร้อนขึ้น ร้อนขึ้น และร้อนขึ้นอย่างทุกวันนี้
ฉะนั้น ถ้ายังไม่เลิกเผาฟางข้าว ก็คงต้องก้มหน้าก้มตา เสียเงินซื้อปุ๋ยราคาแพงมาใช้ทดแทนกันตลอดไปละครับ อย่าลืมนะครับฟางข้าวมีประโยชน์ โปรดช่วยกันดูแลให้ย่อยสลายอยู่ในที่นาของเราเถอะนะครับ
ที่นี้กลับมาดูเรื่องปุ๋ยกันบ้าง เราจะเพิ่มธาตุอาหารให้ดินโดยใช้ปุ๋ยอะไรนั้น อันนี้คงต้องพิจารณากันให้รอบด้านนะครับแต่ยังยึดหลักความสมเหตุสมผล เหมาะกับทุนในกระเป๋า และที่ต้องไม่ละเลยกันก็คือ ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ให้ลูกหลานด้วย ถ้าเราทำนาโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเลย ตามกระแสนิยมเกษตรอินทรีย์ ลองดูนะครับว่าปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆมีธาตุอาหารเฉลี่ยแต่ละตัวเท่าไร
ไนโตรเจน 1-2 % ,
ฟอสฟอรัส 0.1-0.5 %
และ โปตัสเซียม 0.1-1 %
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกใช้วัตถุดิบอะไรด้วย ยกตัวอย่างเช่นถ้าใส่ขี้วัว ซึ่งมีอัตราส่วนปุ๋ยเท่ากับ 1.1-0.4-1.6 ก็หมายความว่าถ้าต้องผลิตข้าวให้ได้ไร่ละ 500 กก.ต้องใช้ขี้วัวแห้ง 1 ตัน จึงจะเท่ากับปริมาณไนโตรเจนที่ติดไปกับข้าวเปลือก ทีนี้คนที่ทำนาหลายไร่จะไปหาขี้วัวมาจากไหน สู้ราคาได้หรือไม่ ดังนั้นทางสายกลางดีที่สุดครับ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพนำและปุ๋ยเคมีวิทยาศาสตร์เสริม แต่จะนำ จะเสริมอย่างไร ติดตามกันต่อฉบับหน้า สวัสดีครับ
ว่าด้วยเรื่องปุ๋ยไนโตรเจน[N]
สิ่งมีชีวิตใดๆในโลกนี้ ล้วนเกิดจากการรวมตัวของแร่ธาตุต่างๆ ดังเช่นร่างกายมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เมื่อตายแล้วเผาก็จะกลายเป็นอากาศธาตุ พืชก็เช่นเดียวกันแร่ธาตุหลักๆที่พืชต้องการคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส โบรอน โมลิบดีนัม เพราะฉะนั้น การที่เราจะนำผลผลิตออกไปจากพื้นที่ปลูก จึงควรนำแต่สิ่งที่จะใช้ประโยชน์จริงๆเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้คืนลงดิน เช่นข้าวถ้าเป็นไปได้ ควรนำเฉพาะข้าวสารออกไปบริโภค ส่วนของเปลือกและตอซัง คืนสู่ผืนดินเพราะนั่นคือแร่ธาตุต่างๆที่พืชดูดเข้าไป ก้อจะเป็นการประหยัดค่าปุ๋ยอีกทางหนึ่ง ในต่างประเทศ เกษตรกรที่ปลูก สวนป่ายูคาลิปตัส รัฐบาลออกกฎหมาย ให้นำเฉพาะเนื้อไม้ที่ทำเยื่อกระดาษเท่านั้นออกจากแปลงปลูกได้ ส่วนของเปลือกและใบไม้ ให้นำมาย่อยคืนสู่ดิน แล้วเรายังเผาตอซังกันอยู่อีกหรือ นอกจากจะทำลายธาตุอาหารแล้ว ยังทำลายสิ่งมีชีวิตในดินอีกด้วย เช่น จุลินทรีย์,ไส้เดือน,แมลงที่เป็นประโยชน์ เช่นพวกตัวห้ำตัวเบียน เป็นต้น
แร่ธาตุ 3 ตัวแรกคือ
ธาตุคาร์บอน[C]นั้น ได้มาจาก อากาศ (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เราหายใจออกนั่นแหละ) และอินทรียวัตถุ ที่จะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดิน และเปลี่ยนกลับไปเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทีหนึ่ง ใช้ในการปรุงอาหารเพื่อการเจริญเติบโต และเปลี่ยนก๊าซนี้เป็นเนื้อเยื่อพืช
ธาตุออกซิเจน[O] ได้จาก อากาศ (ก๊าซออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป) และน้ำ[H2O]
ธาตุไฮโดรเจน[H]ได้จาก อากาศ(ก๊าซไฮโดรเจน)และน้ำH2O
แร่ธาตุอีก 3 ตัวถัดมา เรียกว่าแร่ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ N-P-K ที่เราคุ้นตาคือบรรดาปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ
เรามาทำความรู้จักกับตัวแรกกันก่อนดีกว่า ตัว N เรียกว่าไนโตเจน ชาวนาส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำว่ายูเรีย จริงๆแล้วไม่ใช่เพียงปุ๋ยยูเรียเท่านั้นที่มีแร่ธาตุไนโตรเจน ธาตุไนโตรเจนมีที่มาดังนี้
กว่า 90% ได้มาจากกระบวนการธรรมชาติ
เช่น ใช้แบคทีเรียจากพืชตระกูลถั่วตรึงจากอากาศลงดิน,มากับน้ำฝน,มาจากมูลสัตว์(ปุ๋ยคอก)และซากพืช(ปุ๋ยพืชสด)ซึ่งบางส่วนพืชสามารถนำไปใช้ได้ทันทีและบางส่วนต้องใช้จุลินทรีย์ในดินย่อยเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบก่อนแล้วจึงปล่อยให้พืชอีกทีหนึ่ง ปริมาณไนโตรเจนที่ตรึงได้จากธรรมชาติ 175 ล้านตันต่อปี
อีก 10% ได้มาจากการสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรม ประมาณ 40 ล้านตันต่อปี
กระบวนการสังเคราะห์ปุ๋ยไนโตรเจน
N2(ก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ)+H2(จากก๊าซธรรมชาติ) ภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง เพื่อผลิตเป็นก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซแอมโมเนียที่ได้ จะนำไปผลิตเป็นปุ๋ยไนโตรเจนชนิดต่างๆ เช่น ทำปฏิกิริยา กับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลายเป็นปุ๋ยยูเรีย[46-0-0]เหลว แล้วมาเข้ากระบวนการปั้นเม็ด ทั้งแบบเม็ดสาคู(คุณสมบัติไม่แข็ง,เปราะ,ชื้นง่ายและแบบเม็ดโฟม(มีคุณสมบัติแข็ง,ชื้นยาก,ใช้ง่าย)
N2+H2 →NH3
2NH3+CO2 →{NH2}2CO+H20
{NH2}2CO+H20+H2O →{NH4}2CO3
{NH4}2CO3(ไม่สเถียร) →NH3+CO2+H2O
• ทำปฏิกิริยากับ กรดกำมะถันหรือกรดซัลฟูริค กลายเป็น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต[21-0-0]
• ทำปฏิกิริยากับ ออกซิเจนเป็นกรดไนตริก เพื่อผลิต ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท[35-0-0] ใช้เป็นวัตถุระเบิด, แคลเซียมไนเตรท[15-0-0], โปตัสเซียมไนเตรท[13-0-46] ชาวนาบางรายนำใส่แปลงข้าวช่วงสร้างน้ำนม
• ทำปฏิกิริยากับ กรดฟอสเฟอริค กลายเป็น ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือแดปDAP[18-46-0] และโมโนแอมโมเนียมฟอสเฟตหรือแมปMAP[12-52-0]
ไนโตรเจนมีประโยชน์อย่างไร
พืชดูดกินไนโตรเจน ในรูปแอมโมเนียและไนเตรท ส่วนปุ๋ยไนเตรทไม่เหมาะกับนาข้าวเพราะสูญเสียง่าย จึงใช้ในรูปปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยแอมโมเนียม เท่านั้น พืชดูดกินไนโตเจนไปใช้ ในช่วงสร้างเนื้อเยื่อเช่นใบ,ลำต้น,เมล็ดและเนื้อผล
ผมอยากทราบว่า ใช้ปุ๋ยสูตร 16-8-8 ไปแล้ว นาเป็นดินทรายร่วน ดีหรือไม่ครับ
ได้อ่านแรกๆก็พอเข้าท่า มีความรู้ใช้ได้ แต่มาสะดุดตรงที่ว่า :” ข้าวตั้งท้อง ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับคนมีท้อง ต้องการอาหารบำรุงลูกในท้องเป็นพิเศษ ถ้าใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หว่านในนา 100 กิโลกรัม หรือ 2 กระสอบ ข้าวจะดูดไปใช้ได้เกือบทั้งหมด คือ 46-0-0 ทำให้ข้าวรวงโตขึ้น เมล็ดไม่ลีบ เมล็ดข้าวแกร่งขึ้น” ผมงงมาก ไม่ทราบคุณจบการเกษตรมาจากไหนไม่ทราบผมไม่รู้ แต่สำหรับตัวผมความรู้เรื่องเกษตรพอมีบ้างตั้งแต่ประถม ซึ่งเปนเรื่องง่ายๆ คือ 46-0-0 เหมือนที่คุณบอก ตัวเลขข้างหน้า 46 ก็คือ ไนโตรเจน มีหน้าที่เร่งสูงเร่งเขียว ตัวที่ 2 คือ 0 ตัวนี้คือฟอสฟอรัส ตัวนี้มีหน้าที่เร่งราก แตกกอ และ 0 ตัวสุดท้าย คือ โปแตสเซี่ยม มีหน้าที่ เร่งแป้งเร่งน้ำตาล หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือเร่งผล ไม่ว่าจะเป็น หัวมันหัวเผือก ตัวสุดท้ายสำคัญมาก แต่ในที่นี้ก็ คือ เม็ดข้าว ทีนี้มาเข้าเรื่อง ท่านผู้อ่านทุกคนลองคิดตามนะครับ คุณผู้เขียนดันบอกว่า เอา 46-0-0 ซึ่งมีแต่ไนโตรเจนที่เร่งสูงเร่งเขียว เอาไปใส่รับท้องข้าว จะทำให้ ข้าวรวงโตขึ้น เมล็ดไม่ลีบ เมล็ดข้าวแกร่งขึ้น” ผมถามหน่อย ข้าวมันจะโตขึ้นได้ยังไงมิทราบ????????? เอาไนโตรเจนไปเร่งเม็ดข้าวเนี่ยนะ มันต้องตัวเลขตัวสุดท้ายคือ โปแตสเซี่ยม ที่มีหน้าที่เร่งแป้งและน้ำตาล ซึ่งในที่นี้ 46-0-0 ไม่มี โปแตสเซี่ยมเลย ทุกท่านคิดเหมือนผมมั๊ยครับ!!!!!!!!! สรุป คือ เอาไนโตรเจนไปรับท้องผมว่ามันจะสูญเปล่าซะมากกว่า ไม่รู้เร่งอะไรกันแน่ ปลูกข้าวไม่ได้เอาต้นนะครับ เค้าเอาเม็ดข้าวกันที่ขายได้น่ะ
ขอบคุณข้อความข้างต้นมากเลยครับ