ถ้าเราเก่งจริง เราต้องกลัวด้วยหรือครับ

สวัสดีครับ

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณหลายๆท่านที่ได้กรุณาห่วงใยหลังจากที่หายไปนานครับ

วันนี้ลองนั่งอ่านบันทึกตัวเองเก่าๆดู ลองอ่านความเห็นของท่านอื่นๆ แล้วก็ลองดูบันทึกของท่านอื่นๆด้วย

มีความรู้สึกหนึ่งว่า คนไทยกำลังกลัวคำว่า การค้าเสรี มากกันเกินไปหรือเปล่า

ผมเองก็ตอบไม่ได้นะครับว่า การค้าเสรีนั้นดีหรือไม่ดี คือจริงๆมันก็มีทั้งดีและไม่ดีในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะว่าก็คงไม่มีอะไรในโลกที่มันจะมีแต่ดีทั้งหมดใช่ไหมครับ

เอาล่ะ ผมไม่แน่ใจว่าเรานิยามคำว่าการค้าเสรีกันว่ายังไง ผมให้นิยามของผมแบบนี้ล่ะกันนะครับ

การค้าเสรี คือการค้าโดยที่ใครจะทำอะไรก็ทำ อยากทำอะไรก็ทำ อยากขายอะไรก็ขาย ดังนั้นกลไกตลาด (invisible hand ของ Adam Smith) จึงเป็นตัวกำหนดราคา ปริมาณ และอื่นๆอีกมามาย

โดยหลักการแล้วการค้าเสรี ก็ไม่น่าจะมีอะไรแย่ใช่ไหมครับ แต่ทำไมบางคนถึงรู้สึกว่าการค้าเสรีเป็นสิ่งที่น่ากลัว

เป็นไปได้ไหมว่า เพราะว่าเราอยากเห็นความเท่าเทียมกันของสังคม

เป็นไปได้ไหมว่า เราเห็นความน่ากลัวของสินค้าจีนที่เข้ามากระหน่ำซ้ำเติมสินค้าไทย ด้วยราคาที่ถูกหยังเขียด และคำว่าการค้าเสรีที่ไม่มีภาษีใดๆมาขวางกั้น

หรือเป็นไปได้ไหมว่า เรากลัวการเปลี่ยนแปลง

หรือเป็นไปได้ไหมว่า เรากลัวว่าเราไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับคนอื่น

ผมคงไม่มีคำตอบที่แน่ชัดนะครับว่าทำไมเราถึงอาจจะกลัว หรืออาจจะไม่ได้กลัว แต่เกรงๆ คำว่าการค้าเสรี ก็ได้

หรือเพราะว่าพอคิดถึงคำว่าการค้าเสรี คำที่ลอยมาอีกคำก็คือคำว่า ทุนนิยม ซึ่งอาจจะติดอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจว่าทุนนิยมเป็นเหตุผลหลักของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ แล้วพอฟองสบู่มันแตกออกมา ทุกอย่างมันดูแย่ไปหมด

ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้สนับสนุนแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งเป็นพิเศษ พอๆกับคัดค้านแนวคิดใดแบบหัวชนฝา

ผมมองว่าและผมเชื่อว่าเราทุกคนอยากเห็นสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่การค้าเสรีและทุนนิยม ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นนับวันยิ่งห่างมากขึ้นทุกทีๆทุกที นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่าระบบนี้นั้นอาจจะไม่ได้ผลมากนัก

แต่ด้วยความเคารพครับ สิ่งที่ทำให้สังคมนั้นไม่เท่าเทียมกัน มาจากการขาดโอกาสทั้งทางด้านการศึกษา และเศรษฐกิจ ทำให้สังคมส่วนหนึ่งนั้นไม่สามารถถีบตัวเองให้มีความสามารถในด้านการแข่งขัน เมื่อเทียบกับคนอื่นในสังคม จะว่าว่ามันเป็นเรื่องการค้าเสรีหรือทุนนิยมก็คงอาาจะไม่ถูกซะทีเดียวนัก เพราะมันมีมิติมากกว่านั้น

มาถึงส่วนที่สอง นั่นก็คือสินค้าจากเมืองจีนที่เข้ามากระหน่ำตลาดเมืองไทย ซึ่งเมืองจีนนั้นถือเอาความได้เปรียบทางด้านค่าแรง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากหลัก supply demand ง่ายๆ 

เรื่องนี้ถ้าจะมองจริงๆ มันมีสองส่วนครับ

ส่วนแรกก็คือส่วนของผู้บริโภค และส่วนที่สองคือส่วนของผู้ผลิต

แน่นอนครับในส่วนของผู้บริโภคนั้น ถ้าสินค้าดีมีคุณภาพ แถมได้ราคาที่ถูกลง ก็ต้องถือว่าเป็นกำไรของผู้บริโภคถูกไหมครับ

แต่ส่วนของผู้ผลิต ถ้าผู้บริโภคนั้นค่อนข้างอ่อนไหวต่อราคา (price sensitive) ก็คงจะไม่แปลกที่จะโวยวาย เพราะอาจจะขายสินค้าไม่ได้กำไรเท่าเมื่อก่อน หรืออาจจะขายไม่ได้เลย เมื่อเทียบกับตอนที่มีกำหนดภาษีนำเข้า หรือการกำหนดโควต้าของสินค้าที่เข้ามา

ซึ่งส่วนนี้คงนำมาถึงความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของบริษัท ที่อาจจะต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ รวมไปถึงอาจจะมีแรงต้านภายในของพนักงานบริษัทเอง ทำให้การปรับตัวเป็นไปด้วยความยากลำบาก

แต่ที่ผมสนใจมากที่สุด ก็คือว่า สาเหตุหลักๆของการเกรงๆต่อคำว่าการค้าเสรีนั้น เพราะว่าเรากลัวว่าเราไม่มีความสามารถในการแข่งขันหรือเปล่า

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ จะมีคำคำหนึ่งที่เรียกว่า comparative advantage ที่บอกว่าต่อให้คุณแย่ขนาดไหน คุณก็สมควรต้องผลิตต่อไป เพราะว่าตามหลัก comparative advantage แล้วมันทำให้ผลผลิตของโลกมันเพิ่มขึ้น

แต่หลายคนอาจจะแย้งว่า แต่การค้าเสรีมันก็ไม่ได้รับประกันว่าสินค้าที่ผมขายมันจะขายสู้สินค้าจากเมืองจีนได้(นี่หว่า)  ซึ่งก็จริงครับ ผมไม่เถียงครับ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถพัฒนาความสามารถการแข่งขันได้นี่ครับ ด้วยความเคารพครับ โดยความรู้สึกส่วนตัวของผม บางทีผมคิดว่า เราบ่นถึงการค้าเสรี และทุนนิยม เพราะเราอาจจะเกรงว่าเราไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันให้เท่ากับประเทศอื่นๆหรือเปล่า

ตอนนี้ผมคิดว่าเมืองไทยหันไปไหนไม่ถูก เพราะว่าเราไม่ได้มีความสามารถในการผลิตสินค้า hi-end แต่ในขณะเดียวกันสินค้าแบบ low-end เราก็สู้เขาไม่ได้ เพราะว่าราคาเราสู้เขาไม่ได้ มันก็เลยกัักๆ ไม่รู้จะขยับไปทางไหนดี (คือจริงๆ มันขยับลงไม่ได้นะครับ มีแต่ต้องขยับขึ้น)

คำถามที่สำคัญก็คือว่า เราพร้อมที่พัฒนาศํกยภาพการแข่งขันแล้วหรือยัง ผมดีใจนะครับที่เห็นคนไทยหันมาให้ความสำคัญของการวิจัย และการพัฒนามากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะทำให้เราสามารถที่จะหายเกร็ง และหายเกรงกับคำว่าการค้าเสรี และพร้อมที่จะหาประโยชน์และใช้ประโยชน์จากการค้าเสรีให้ได้มากที่สุด

ท้ายที่สุดครับ การค้าเสรีกับทุนนิยม อาจจะดูเหมือนแพ็คเกจที่มาด้วยกัน แต่ผมกลับคิดว่ามันไม่ใช่แบบนั้นครับ เพราะการค้าเสรีคือการที่เราอยากค้าอะไรแล้วก็ค้า ขายอะไรก็ขายได้ ซึ่งถ้าเราสามารถหา niche market ได้ โอกาสที่เราจะสามารถทำเงินตรงนั้นได้ก็มีอยู่แล้วครับ แต่ที่เราค่อนข้างเชื่อมคำว่าทุนนิยมกับตลาดเสรี เพราะภาพลักษณ์ที่เราเห็นกับคาร์ฟู โลตัส มากกว่า ที่มองว่าบริษัทที่มีทุนหนากว่า ก็ทำลายร้านโชว์ห่วย ที่มีทุนน้อยกว่าจนแทบจะสูญพันธุ์ไปเลย

โดยส่วนตัวครับ ผมว่าการค้าเสรีนั้นมันติดอยู่กับประเทศไทยมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามคำแหงด้วยซ้ำ เพราะในศิลาจารึกยังมีคำว่า ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า หรือว่าเรื่องเรียน เรื่องสมัครงาน ซึ่งถ้าเราไม่ได้อยู่ในโลกการค้าเสรี เราอาจจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ใจชอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำอะไรตามใจชอบไม่ต้องมีการแข่งขัน นักเรียนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็หลักการค้าเสรี เพราะเราจะเลือกคณะอะไรก็ได้ แต่ถ้าเราไม่เก่งจริง เราก็คงจะไม่ได้เรียนคณะที่เราอยากเรียน แต่ถ้าเราเก่งจริง เราต้องกลัวด้วยหรือครับ