การอ่านเป็นพื้นฐานการแสวงหาความรู้ที่สำคัญสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ขณะนี้ผลการสำรวจความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนสำหรับนักเรียนพบว่า นักเรียนยังมีปัญหาด้านการอ่านและการเขียน โดยเฉพาะนักเรียนในช่วงชั้นที่ 1 คือระดับชั้น ป.1 ถึง ป.3 ก็ได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูที่สอนภาษาไทย ทั้งกลุ่มครูที่มีปัญหาและกลุ่มครูที่สอนแล้วประสบผลสำเร็จ มีความคิดเห็นตรงกันในหลายประเด็นว่าจะสอนอย่างไรให้เด็กได้อ่านออกเขียนได้
ปัจจัยแรก ครู เป็นสำคัญ คือครูจะต้องมีใจรัก ใจเมตตา ให้กำลังใจ ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่า และเข้าใจในตัวเด็กว่าเขาเป็นอย่างไร เขายังหิว เขาอิ่ม เขาพร้อมที่จะเรียนรู้หรือไม่ ถ้าเขาอิ่ม เขาพร้อมที่จะเรียน ครูจะต้องขยัน อดทน อดกลั้น เน้นย้ำ ฝึกอ่านให้เสียงดังฟังชัดอยู่ตลอดเวลา อ่านทุกวัน อ่านบ่อย ๆ และฝึกเขียนตามคำบอกบ่อย ๆ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการท่องจำ เรื่อง รูปพยัญชนะและเสียงพยัญชนะ รูปสระ ต้องจำได้เป็นอันดับแรก เมื่อจำพยัญชนะได้แลสระได้แล้ว ขั้นต่อไปจึงฝึกแจกลูกสะกดคำ ให้ได้ เมื่อฝึกแจกลูกสะกดคำได้คล่องแล้วจึงตามด้วยการฝึกผันวรรณยุกต์ และสอนมาตราตัวสะกด ทุกขั้นตอนต้องเน้นการฝึกบ่อย ๆ ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ครูสอนสาระใดต้องเชื่อมโยงกับการอ่านและการเขียนทุกครั้ง ครูทุกกลุ่มสาระต้องช่วยกันไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูกลุ่มสาระภาษาไทย ครูที่มารับช่วงต่อจะต้องสามารถจัดกลุ่มเด็กเรื่องการอ่านและการเขียนให้ได้ สามารถต่อยอดและเติมเต็มเด็กที่มีความบกพร่องได้ ครูต้องมีข้อมูลแล้วติดตามช่วยเหลือตลอดเวลา อาจจะให้เพื่อนเด็กเก่งมาช่วยฝึกโดยจับคู่เด็กเก่ง(อ่านเก่ง เขียนเก่ง)กับเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ นอกจากนี้ต้องบูรณาการกับศิลปะ วาดรูประบายสี เขียนเรื่องจากภาพ มีการร้องเพลงเล่นเกมเกี่ยวกับการอ่านและการเขียน ท่องบทอาขยาน ฝึกทุกวัน ฝึกบ่อย ๆ ฝึกไม่เลือกเวลา ฝึกไม่เลือกสถานที่ คิดว่าน่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ ถ้าเด็กไม่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียนต้องรู้จักเด็ก แล้วขยันนิเทศติดตามถามครูผู้สอนว่าเด็กคนนั้นเป็นอย่างไรอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายถ้าผู้ปกครองพ่อแม่ มีเวลาก็ฝากให้ช่วยอีกแรงก็จะสามารถพัฒนาเด็กให้ปลอดจากการอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้อย่างแน่นอน
นอกเหนือจากครูสอนภาษาไทยแล้ว ครูทุกคน หรือผู้ใหญ่ก็เป็นแบบอย่างที่ดีในการอ่านให้เด็กได้ การอ่านควรเริ่มปลูกฝังที่บ้านและอ่านจนเป็นนิสัย