เมื่อวานนี้ไม่มีอีกแล้ว

หลายคนก็หลายความคิด คำพูดนี้เรามักจะได้ยินเป็นประจำจนคุ้นหูในชีวิตประจำวันอันสืบเนื่องมาจากการใช้ชีวิตหรือที่เรียกอีกอย่างหน่งว่าการดำเนินชีวิตซึ่งไม่ว่าจะเรียกอย่างไรสิ่งนั้นมันก็คือสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั่นเองไม่ใช่อะไรอื่น ในสังคมมนุษย์เรานั้นในแต่ละเสี้ยววินาทีมักมีเรื่องที่จะสามารถเก็บมาเล่าได้ไม่มีเบื่อทั้งในเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี อันนี้เนื่องมาจากว่าในโลกนี้มิได้มีแต่เฉพาะเราทเท่านั้น แต่ยังมีคนอื่นที่แทรกอยู่ในเนื้อที่ของโลกใบนี้อีกมากมายทั้งๆที่เราเองก็พบเห็นหรือบางคราวก็ไม่อาจจะพบหรือเห็นก็ตาม สุดแท้แต่ว่าเวลาและโอกาสที่จะอำนวยให้เราได้เจอะเจอกันหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโลกใบเล็กๆใบนี้มีที่มีเนื้อที่ไม่ว่างสำหรับชีวิตแต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตใบนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย หากจะนับว่าในหนึ่งวินาทีคนเราทั้งโลกนี้จะคิดกันในเรื่องใดได้บ้างหรือว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเดียวกับที่เรากำลังคิดอยู่หรือไม่เราเองก็คงจะกำหนดได้ยาก แต่เนื่องจากว่าเราเกิดมาเพียงชาติหนึ่งไม่ได้มีภาระที่จะไปรับรู้เรื่องราวของคนอื่นมากมายขนาดนั้น ดังนั้น มนุษย์จึงจำเป็นที่จะต้องหันมารับรู้และสนใจในเฉพาะบางเรื่อง หรือเรื่องที่ตนเองสนใจเท่านั้นเพื่อให้ตนเองได้เข้าใจในสิ่งที่เป็นเนื้อหาของความคิดหรือความรู้ที่ตนเองสามารถที่จะเข้าใจและรับรู้เท่านั้น ซึ่งแม้ว่าเราจะรู้ว่าในโลกนี้มีแหล่งความรู้มากมาย แต่เราเองก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปรู้ได้ทุกๆเรื่องเพราะก็มีว่าบางเรื่องเท่านั้นที่เราควรจะรู้แต่อาจจะมีบางเรื่องอีกแหละที่เราเองไม่ควรจะเข้าไปรับรู้เพราะหากเราเข้าไปรับรู้ในเรื่องที่ไม่ควรรับรู้เราก็อาจจะไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะรับรู้เรื่องอะไรเลยเพราะเมื่อถึงตอนนั้นเราเองก็คงจะเป็นบ้าเสียก่อน ดังนั้น นักปราชญ์ราชบัณฑิตทังหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงได้พากันตั้งกรอบความคิดเอาไว้ในลักษณะที่คล้ายๆกันว่า เราควรสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราก่อนที่จะขยายความสนใจไปที่บุคคลอื่น หรือเข้าทำนองอัตตา หิ อัตตาโน นาโถ ตนและเป็นที่พึ่งของตน เพราะหากตนเองยังไม่รู้และไม่เข้าใจในเรื่องของตนแล้วการจะเที่ยวไปรับรู้เรื่องของคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก จะป่วยกล่าวไปใยเล่าถึงเรื่องที่คนอื่นคิดกันทั่วทั้งโลกที่เราจะเข้าไปรับรู้

คำว่า หลายคนหลายความคิดจึงเป็นข้อความหนึ่งที่จะสามารถสื่อให้เห็นว่าในสังคมของเรานี้ล้วนมีส่วนผสมหรือองค์ประกอบของสิ่งต่างๆหายๆสิ่งที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนแห่งความคิดที่หลากหลายเช่นนี้พึงจะต้องใช้สติปัญญาแยกแยะว่าเรื่องใดควรฟังไม่ควรฟัง หรือเรื่องใดควรรู้หรือไม่ควรรู้ ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงเกณฑ์ที่ผู้คนในสังคมที่หลากหลายทางด้านข้อมูลได้นำไปเป็นข้องพิจารณาว่าอะไรบ้างควรเชื่ออะไรบ้างที่ไม่ควรเชื่อ ซึงหลักดังกล่าวนั้นก็คือ หลักการตัดสินความรู้หรือความเชื่อที่มีอยู่ในสังคม ดังนี้

๑. มา อนุสฺสเวน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา — Be not led by report) ๒. มา ปรมฺปราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา — Be not led by tradition) ๓. มา อิติกิราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ — Be not led by hearsay) ๔. มา ปิฎกสมฺปทาเนน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ — Be not led by the authority of texts) ๕. มา ตกฺกเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก — Be not led by mere logic) ๖. มา นยเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน — Be not led by inference) ๗. มา อาการปริวิตกฺเกน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล — Be not led by considering appearances) ๘. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว — Be not led by the agreement with a considered and approved theory) ๙. มา ภพฺพรูปตาย (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา — Be not led by the idea, ‘This is our teacher’.)

ถามว่าแล้วคุณล่ะเมื่ออยู่ในโลกที่สับสนเช่นนี้คุณมีหลักการในการตัดสินใจที่จะเชื่อได้อย่างไร