กาพย์ กลอน แต่งค่อนข้างง่าย อ่านก็ง่าย และไพเราะ เด็กๆสามารถรับได้ ไม่ต้องแปลศัพท์แสงยากๆ อะไรมากนัก

กาพย์กลอนแห่งธรรมชาติ

เทคนิคการเขียนพรรณนาพรรณไม้              

             มีครูภาษาไทยหลายคนอยากเขียนกาพย์กลอนพรรณนาธรรมชาติดอกไม้ ไพรพฤกษ์  เพื่อจัดทำหนังสือสำหรับสอนเด็กๆ  แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร จึงมาถามผมว่ามีเทคนิคอะไรดีๆ บ้างที่ผมพอจะแนะนำได้ ผมจึงรับปากว่าจะเขียนลงในบันทึกให้อ่านก็แล้วกัน นี่ผ่านมาหลายเดือนแล้ว จึงคิดว่าจะแนะนำพอเป็นสังเขป             

           พูดถึงกาพย์กลอนกันก่อน ผมจะเน้น กาพย์ และ กลอน เท่านั้น ไม่ไปถึง โคลง ฉันท์ ร่าย  ครับ  เพราะกาพย์ กลอน แต่งค่อนข้างง่าย อ่านก็ง่าย และไพเราะ เด็กๆสามารถรับได้ ไม่ต้องแปลศัพท์แสงยากๆ อะไรมากนัก 

                มาทบทวนฉันทลักษณ์ หรือ ลักษณะบังคับของ กาพย์กลอนกันก่อนครับ  เริ่มที่กาพย์ ๓ ชนิด ครับ 

    กาพย์ยานี ๑๑        

พึงทราบ กาพย์ยานี               บังคับมี สิบเอ็ดคำ

วรรคหน้า ห้าประจำ               วรรคหลังหก ยกให้เห็น 

เลือกสรร คำความหมาย         แลบรรยาย ตรงประเด็น

สัมผัส นอกในเล่น                 จึงไพเราะ  เสนาะใจ  

     0 0 / 0 0 0                   0 0 0 / 0 0 0 

    0 0 /  0 0 0                    0 0 0 / 0 0 0    

    0 0 /  0 0 0                   0 0 0 / 0 0 0

    0 0 / 0 0 0                    0 0 0 / 0 0 0    

 กาพย์ฉบัง ๑๖          

พึงจำ ไว้ให้ แม่นยำ          กาพย์ฉบัง นั้นย้ำ

สิบหก เรียงคำ จงดี      

จังหวะ จะโคน สองมี       ระวัง แสงสี  

อรรถรส ร้อยภาพ พรรณนา        

0 0 / 0 0 / 0 0             0 0 / 0 0                                                                                                    0 0 / 0 0 /  0 0                

 0 0 / 0 0 / 0 0             0 0 / 0 0 

0 0 / 0 0 / 0 0                    

กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘       

กาพย์นี้ จงจำ      ยี่สิบ แปดคำ    สุรางคนางค์  

จังหวะสองสอง   ครรลองพยางค์   เรียนรู้แบบอย่าง  ไม่ร้างลืมกลอน    

ชี้นชวนชมไม้       หอมยิ่งยวนใจ       ดั่งแก้มบังอร 

สีสันหลายหลาก  ไม่อยากจากจร   ลมเย็นน่านอน  เอนอ่อนฝันถึง                  

         00 / 00     00 / 00       00 / 00  

00 / 00       00 / 00      00 / 00    00 / 00        

       00 / 00     00 / 00        00 / 00 

00 / 00      00 / 00      00 / 00      00 / 00     

 ต่อไปเป็นฉันทลักษณ์ของกลอนครับ           

กลอน        

กลอนสุภาพ   ๑ บท มี ๒ บาท  ๔ วรรค  คำแต่ละวรรคมีได้ตั้งแต่ ๕ ๑๕ คำ  จำนวนคำไม่สม่ำเสมอ      กลอนที่มีจำนวนคำแต่ละวรรคสม่ำเสมอจะเรียกกลอนชนิดนั้นตามจำนวนคำ เช่น  กลอน ๖  กลอน ๘    เป็นต้น     

  กลอนสุภาพหนึ่งบท มีสองบาท    อย่าผิดพลาดจังหวะ สามสองสาม   

  คือกลอนแปดไพเราะเสนาะนาม    สัมผัสตามกำหนดดูจงดี    

ทั้งสัมผัส นอกใน  ให้งามงด          คำหมดจดความหมาย ลึกซึ้งนี่  

พรรณนา ได้มาก  หลากหลายมี       นิยมที่ ทั่วไป ในปัจจุบัน    

 000 / 00 / 000                     000 / 00 / 000    

 000 / 00 / 000                     000 / 00 / 000     

 000 / 00 / 000                     000 / 00 / 000    

 000 / 00 / 000                    000 / 00 / 000  

เทคนิคการชมพืชพรรณไม้               

               ในการเขียนกาพย์กลอนถึงพืชพรรณไม้ต่างๆ นั้น อยู่ที่จุดมุ่งหมายว่าจะเขียนอย่างไร อาจต้องการเพียงบรรยายลักษณะรูปร่างเป็นการให้ความรู้เท่านั้น หรือต้องการแสดงความชื่นชมความงดงามของดอก ใบ ต้น หรือต้องการนำไปกล่าวเปรียบเกี่ยวกับชีวิต หรือความรัก ก็สุดแต่ใจปรารถนา              

          สำหรับเทคนิคที่นำเสนอนี้ ต้องการทั้งรูปลักษณะ ความงดงาม และการนำไปกล่าวเปรียบกับสิ่งต่างๆ   ก็ควรนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ด้วยครับ                       

๑. บรรยายให้เห็นลักษณะเด่นของพืชพรรณไม้ชนิดนั้นอย่างชัดเจน  เช่น     ดอกกุหลาบ   มีลักษณะเด่นที่ควรหยิบมาบรรยาย ได้แก่  กลีบดอกบาง  สีสัน สวย  กลิ่นหอม  หนามแหลมคม  /   ว่านหางจระเข้   -  ลักษณะใบคล้ายหางจระเข้  สรรพคุณถนอมผิว ทำอาหารได้  

 . อาจบอกถึงธรรมชาติของพืชพรรณไม้ชนิดนั้น  เช่น   ส่งกลิ่นหอมตอนเช้า  หรือกลางคืน     ดอกหันหน้าสู้ตะวัน    หุบใบเมื่อถูกกระทบ   แตกเมล็ดไปได้ไกลมากๆ ด้วยการดีดตัว  

            

๓. ควรมีการเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆ  เพิ่มความคมคาย เช่น  นางอันเป็นที่รัก   คุณความดี   ชื่อเสียง   ปรัชญาชีวิต หรือ ข้อคิดทางโลก               

๔. เลือกใช้คำที่ไพเราะ สร้างสัมผัสใน   (ลองอ่านฟังเสียงคำว่าไพเราะหรือไม่  ได้จังหวะตามทำนองกาพย์กลอนหรือไม่)              

๕. ควรแสดงข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณไม้นั้นประกอบด้วย   

ตัวอย่างการเขียน   

ยานี ๑๑                  

    เหลืองทองทานตะวัน     กลีบเรียงชั้นรัศมี         

ไร้กลิ่นหอมยวนยี              แต่ความดีนั้นมากมาย 

   ชูดอกทานแสงสู้           สุริยันยามผันผาย         

มิเกรงร้อนแรงกาย             อวดสีเด่นดวงดอกงาม 

    จงเยี่ยงทานตะวัน         ความดีนั้นน่าเกรงขาม 

เงยหน้าฟ้าครั่นคร้าม           เภทภัยพาลพลันหลีกหนี   

กลอนสุภาพ         

 ดูหน้าวัว คล้ายวัว ที่ใบหน้า      ยามลมมา ชูเกสร  อ่อนเอนไหว  

สีชมพู แดงสด สวยวิไล           กลิ่นหอมไร้ ร้างคน สนใจชม         

ดั่งสาวสวย แต่รูป จูบไม่หอม     ชายจะดอม ดมเล่น ไม่เห็นสม 

 เพียงประดับ ดูเล่น เย็นอารมณ์  สุดนิยม เคียงคู่ อยู่ข้างกาย       

เพราะความดีหอมฟุ้งจรุงกลิ่น     กระจายถิ่นไกลใกล้ไม่จางหาย 

แม้รูปลักษณ์ไม่สมภิรมย์ชาย     แต่เป็นที่พึงหมายของมวลชน  

           การเขียนกาพย์กลอนพรรณนาธรรมชาติ พืชพรรณไม้เพื่อจัดทำหนังสือสำหรับเด็กนี้ นอกจากจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติของพืชพรรณไม้แล้ว เด็กยังได้ซึมซับอรรถรสของบทกาพย์กลอนอันไพเราะด้วย ซึ่งจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้ประณีต รักธรรมชาติ และรักภาษาไทย ซึ่งต่อไปเด็กเหล่านี้ก็อาจจะกลายเป็นผู้สืบสานบทกวี คำประพันธ์ไทยและรักภาษาไทยอย่างเช่นผม ที่เคยได้ซึมซับประทับใจในบทอาขยานอันไพเราะที่ครูให้ท่องบจำมาแต่น้อยๆ จนเติบใหญ่ผมก็กลายเป็นผู้รักภาษาไทย และเป็นครูภาษาไทยในที่สุด  ผมภูมิใจครับ และอยากเห็นเด็กไทยรักภาษาไทยมากๆ ด้วยครับ