ปลายเดือนมิถุนายน 2549 ทราบข่าวว่า นักเรียนมัธยมปลาย จ.น่าน สร้างชื่อเสียงจึงโทรศัพท์สอบถามผู้บริหารโรงเรียน ยังไม่ทราบเลยถือโอกาสบอกกล่าว ติดตามดูมีการเสนอข้อมูลที่เว็ปโรงเรียนพระธาตุพิทยาคม เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการยกย่อง นายจิ แซ่ท้าว เป็นชาวไทย : ชาวน่านเผ่าม้งที่มีมุมมองเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา น่าสนใจ

ฉุกคิดขึ้นมา วัน ๆ หนึ่ง ทำอะไรกันมากมาย มีเรื่องราวปีก่อน เด็กน่านได้สร้างชื่อเสียง เราเห็นว่า เด็กน่านคนนี้ไม่ธรรมดา  วันนี้เราจึงออกตามหาอีกด้วย Google  พบว่า ข้อมูลอยู่ที่ เว็ปคนหลังเขา ครับ

http://www.lungkao.com/th/component/option,com_mamboboard/Itemid,8/func,view/view,threaded/id,25/catid,2/

ปลายเดือนมิถุนายน 2549  ทราบข่าวว่า นักเรียนมัธยมปลาย จ.น่าน สร้างชื่อเสียงจึงโทรศัพท์สอบถามผู้บริหารโรงเรียน ยังไม่ทราบเลยถือโอกาสบอกกล่าว ติดตามดูมีการเสนอข้อมูลที่เว็ปโรงเรียนพระธาตุพิทยาคม เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการยกย่อง นายจิ แซ่ท้าว เป็นชาวไทย : ชาวน่านเผ่าม้งที่มีมุมมองเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา น่าสนใจ

การประกวดเรียงความ เนื่องในวาระ ๑๐๐ ปี ชาตกาลพุทธทาสภิกขุ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั่วประเทศ
บทความที่ได้รางวัลเรียงความดีเยี่ยม ลำดับ ๑

“พุทธศาสนาในชีวิตข้าพเจ้า”

นายจิ แซ่ท้าว (ม.๖)
โรงเรียนพระธาตุพิทยาคม
ต.พระธาตุ อ.เชียงกลาง จ.น่าน ๕๕๑๖๐

ข้าพเจ้ามีภูมิลำเนาอยู่บนยอดเขาสูงของจังหวัดน่าน ชาวไทยพื้นราบเรียกข้าพเจ้าว่า ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ครั้งแรกที่ข้าพเจ้ารู้ความและจำความนั้นได้ คือ จำได้ว่าตัวเองตื่นมาจากการหลับที่อยู่บนหลังของคุณพ่อ ซึ่งในขณะนั้นท่านกำลังเดินทางไปไร่และท่านก็ได้ร้องเพลงตลอดทางให้ข้าพเจ้าฟัง และอีกอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ตลอดเวลาก่อนที่จะเข้าโรงเรียนก็คือ ความคิดที่ว่าทำไมตัวเราต้องเป็นตัวเรา ทำไมเวลาเราเจ็บป่วยคนอื่นจึงไม่เจ็บด้วย แล้วจะทำอย่างไรตัวเราจึงจะไม่ตาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตาย แล้วจะทำอย่างไรจึงจะไม่ตาย เป็นคำถามที่เข้ามาในห้วงความคิดเป็นระยะๆ ทั้งในค่ำคืนที่เงียบสงัด และกลางวันที่เล่นกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน คำถามนี้เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องของจิตวิญญาณเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา

ข้าพเจ้าและคนในหมู่บ้านต่างก็ไม่มีศาสนา สิ่งที่นับถือคือ ผีบรรพบุรุษ แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะเขียนระบุลงในทะเบียนบ้านว่า นับถือศาสนาพุทธ แต่ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นอย่างไร พระสงฆ์มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า มีอยู่วันหนึ่งมีพระเข้ามาในหมู่บ้านจำนวน ๓ รูป ข้าพเจ้าจึงถามคุณปู่ว่า “คนที่ห่มผ้าสีเหลืองเหล่านั้นเรียกว่าอะไร แล้วมีหน้าที่ทำอะไร” คุณปู่ตอบว่า “คนเหล่านั้น คือ คนที่ถูกตอนแล้ว (ภาษาม้งเรียกว่า “ ฟู่ส่าง” ) และมีหน้าที่ศึกษาหนังสือผีเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์” คำว่า ถูกตอน ของคุณปู่เป็นคำเปรียบเทียบ เช่น สัตว์ที่ถูกตอนแล้วจะไปมีเพศสัมพันธ์อีกไม่ได้ เหมือนกับเมื่อคนเราบวชเป็นพระสงฆ์แล้วจะไปมีเพศสัมพันธ์อีกไม่ได้เช่นกัน ส่วนคำว่า ศึกษาหนังสือผีนั้น เนื่องจากว่าคนในหมู่บ้านไม่รู้ว่าภาษาบาลีคือภาษาอะไร เมื่อฟังไม่ออกบวกกับเห็นพระสงฆ์ทำพิธีรดน้ำมนต์ จึงเข้าใจว่านั่นคือภาษาผี มีไว้เพื่อฉุดช่วยผู้คน ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจของคนในหมู่บ้านต่อพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำตอบจากคุณปู่ และคนอีกหลายๆ คนในหมู่บ้าน จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่สนใจในพระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นจนกระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖

เมื่อข้าพเจ้าจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาในตัวอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ที่นี่นั่นเองที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำบุญ ฟังพระสงฆ์เทศนามากขึ้น เพราะมีวัดอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น เมื่อได้ฟังธรรมมากขึ้น อีกทั้งได้ถามปัญหาต่างๆ ที่สงสัยทั้งหมดเกี่ยวกับพุทธศาสนา ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจวิถีแห่งพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังเพื่อจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีอยู่สามอย่างคือ ศีล สมาธิ และปัญญา โดยข้าพเจ้ามักจะได้ยินพระสงฆ์บอกว่า พอเรามีศีลที่บริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น แล้วสุดท้ายก็จะเกิดปัญญา ข้าพเจ้าจึงศึกษาเรื่องศีลเป็นอันดับแรกว่า พระพุทธองค์กล่าวไว้อย่างไร ซึ่งสำหรับมนุษย์แล้วมีอยู่เพียง ๕ ข้อ แต่ว่าใน ๕ ข้อนั้น มนุษย์ทุกวันนี้หาได้น้อยคนนักที่จะปฏิบัติได้ ยกตัวอย่างเช่น ศีลข้อแรกคือ ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนทั้งหลายต่างกล่าวกันว่า เราไม่ได้ฆ่า เพียงแต่เราซื้อมากินเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงคิดย้อนกลับไปว่า ถ้าเราไม่กินใครเขาจะฆ่า เหตุคือ การกิน ผลคือ การฆ่า ข้าพเจ้าได้ถามปัญหาคาใจนี้กับผู้รู้บางท่าน เขาได้ตอบข้าพเจ้าว่า คนกินไม่บาป คนฆ่าเท่านั้นที่บาป ข้าพเจ้าจึงมองแล้วเทียบกับชีวิตจริงว่า ร้านค้าที่รับซื้อของโจร แม้จะไม่รู้เลยว่าของเหล่านั้นถูกขโมยมา พอตำรวจมาพบเข้าก็ต้องติดตารางรับโทษพอๆ กับโจร อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้จ้างวานฆ่า กับคนฆ่า ก็ต้องรับโทษหนักพอๆ กัน ในที่นี้ร้านที่รับซื้อ หรือผู้จ้างวานฆ่า เปรียบเสมือน ผู้กินเนื้อสัตว์ ส่วนโจรและคนลงมือฆ่านั้น เปรียบเสมือนคนฆ่าสัตว์ เพราะฉะนั้นพอเจ้ากรรมนายเวรมาทวงเจอก็ต้องรับโทษพอๆ กัน จากตัวอย่างความคิดดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้ายอมที่จะรับประทานอาหารเจเป็นหลัก ส่วนเนื้อสัตว์นั้นจะรับประทานต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เหตุผลก็คือว่า คนที่นับถือพระพุทธศาสนานั้น จะมีการสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตลอดให้กับเจ้ากรรมนายเวร และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่ให้จองเวรกันและกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ถ้าเรายังหลงในรสชาติของเนื้อสัตว์และกินมันอย่างสนุกสนาน จะเปรียบได้เหมือนว่า ช่วงเช้าเราชกหน้าเพื่อนของเราไปหนึ่งทีเสร็จแล้วมานั่งขอโทษ ช่วงบ่ายมาชกอีกหนึ่งที ช่วงเย็นมาชกอีกหนึ่งที บางคนกลางดึกตื่นมาชกอีกหนึ่งที แล้วก็มานั่งขอโทษบอกว่าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้จองเวรกันและกันเลย ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีใครยอมให้อภัยกันได้ เพราะทำบ่อยเกินไป แต่ถ้าเรารับประทานในยามจำเป็นเท่านั้น เปรียบเหมือนว่า นานๆ เราจะชกหน้าเพื่อนของเราทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรามานั่งขอโทษก็พอที่จะให้อภัยกันได้บ้าง ถึงแม้ว่าพุทธองค์มิได้ทรงห้ามการรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ก็ได้ตรัสเป็นนัยเอาไว้ให้กับมนุษย์ผู้มีจิตใจสูงเพื่อว่าจะได้คิดรู้เอาเองว่าควรหรือไม่ควร ถูกใจแต่ไม่ถูกต้องนั้นควรทำหรือไม่

ข้าพเจ้าก็ศึกษาจนพอรู้แล้วว่าควรทำอย่างไรบ้างจึงจะเรียกว่าไม่ผิดศีลที่พุทธองค์ได้กล่าวเอาไว้ ต่อมาข้าพเจ้าได้ศึกษาเรื่องสมาธิเริ่มแรก คือการนั่งสมาธิภาวนาแบบ “พุทโธ” ปฏิบัติเท่าไรก็ไม่ได้ผล อยู่มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์มาสอนธรรมะที่โรงเรียน และได้สอนว่าให้ภาวนาแบบ “ยุบหนอ พองหนอ” ข้าพเจ้าก็ทำตามซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้มาก่อน และเป็นวิธีที่ตรงกับจริตของข้าพเจ้า เมื่อปฏิบัติเรื่อยๆ จนจิตนั้นดิ่งลงสู่ภวังค์ได้แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ เช่น เมื่อหลับนอนจะไม่มีการฝันอีกเลย และที่พิเศษกว่านั้นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องมีนาฬิกาปลุก เพียงแต่เรากำหนดว่าพรุ่งนี้จะต้องตื่นกี่โมง พอถึงเวลานั้นจะตื่นเองโดยอัตโนมัติ แต่ทว่าการฝึกจิตนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีอาจารย์ผู้รู้คอยให้คำชี้แนะ ถ้าไม่อย่างนั้นพอเจอกับมารเข้าก็จะไม่สามารถผ่านด่านมารนั้นได้ ข้าพเจ้าก็เช่นกันเมื่อฝึกจิตถึงขั้นนี้ คือ สองประการที่ได้กล่าวไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความง่วงนอนที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอถึงช่วงเวลาที่จะนั่งสมาธิ ความง่วงนอนจะเข้ามาเยือนทันที เมื่อข้าพเจ้ารู้ไม่เท่าทันมารดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าหยุดการนั่งสมาธิมาเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อไม่ได้ฝึกสมาธิเป็นเวลานานจึงทำให้จิตเกิดฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิอีกต่อไป พอจิตไม่มีสมาธิแล้ว ความง่วงนอนมากๆ เหล่านั้นก็หายไปด้วย จนกระทั่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวหาพี่ชายที่จังหวัดลำปาง พี่ชายได้พาข้าพเจ้าไปหาพระป่ารูปหนึ่ง พระป่ารูปนั้นได้สอนข้าพเจ้าว่า ให้กลับไปฝึกสมาธิใหม่ โดยใช้ความเพียรคือให้ทำสม่ำเสมอ แม้ว่าจะเจอกับอุปสรรคอะไรก็ตาม จงใช้ความเพียรเอาชนะมารเหล่านั้นให้ได้ ข้าพเจ้าจึงหันกลับมาฝึกสมาธิใหม่ แต่ฝึกเท่าไรก็ไม่มีเหตุการณ์เหมือนเมื่อก่อนอีก สิ่งที่เหมือนเมื่อก่อนก็คือ มารแห่งความง่วงนอน ส่วนจิตนั้นกลายเป็นว่าควบคุมไม่ได้อีกเลย มันจะพุ่งไปตรงโน้นทีตรงนี้ที ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าถ้าเรายิ่งควบคุมมันมากเท่าไร ยิ่งทำให้เราเครียดมากเท่านั้น ยิ่งจับให้หยุดนิ่งเท่าไรมันยิ่งดิ้นรนออกไปเท่านั้น ซึ่งดูแล้วคล้ายกับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน เช่น ถ้าเปรียบนายกทักษิณ เป็นตัวเรา แล้วเปรียบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจิตของเรา จะเห็นว่า ท่านนายกทักษิณพยายามควบคุมไม่ให้คุณสนธิ พูดเรื่องของการบริหารบ้านเมืองของตน จนถึงขั้นสั่งปลดรายการของคุณสนธิ ออกจากทีวีทางช่อง ๙ เมื่อเรายิ่งควบคุมจิต จิตก็ยิ่งเครียดและส่งผลให้เราเบื่อหน่ายการฝึกสมาธิ เรียกว่า จิตเตลิด เฉกเช่นเดียวกัน พอท่านนายกทักษิณสั่งปลดรายการของคุณสนธิ ส่งผลให้มีการเดินขบวนประท้วงกันเกิดขึ้น จากที่คุณสนธิถามปัญหาเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ เท่านั้น ก็กลายเป็นพูดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับท่านนายกทักษิณ และเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้เปรียบเหมือนกับจิตที่เตลิดไปแล้วนั่นเอง วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดเมื่อจิตเราเป็นแบบนี้ก็คือ ปล่อยให้จิตคิดและโลดแล่นอย่างอิสระ ไม่ต้องไปควบคุม แต่ให้เราตามดูจิต ดูว่ามันคิดเรื่องอะไรบ้าง ดีหรือเลว จิตไปถึงตรงไหนให้ตามไปรู้ตรงนั้น แต่มันเป็นเรื่องแปลกมาก หากเราตั้งสติคอยดูจิตเมื่อไร จากจิตที่มันซุกซนกลับกลายเป็นจิตที่หยุดนิ่งอย่างน่าอัศจรรย์ และพอเราเผลอเมื่อใดจิตจะแอบออกไปทันที ดังนั้นพระท่านจึงสอนว่าให้มีสติอยู่ตลอดเวลา

จากสองหัวข้อที่ผ่านมา คือ ศีล และสมาธิ ก็พอรู้บ้างแล้ว แต่ทว่าหัวข้อที่สามคือ ปัญญา ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ทำเท่าไรก็ไม่มีปัญญาสักที จนเกิดความท้อแท้ว่า คงไม่มีวันทำได้ แต่เมื่อมานั่งพิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นดังนี้ คือจะเปรียบตัวเองจากเดิมที่ไม่ได้ฝึกสมาธิจะเป็นคนโกรธง่าย อาฆาตแค้น โลภมาก ขี้ขลาดตาขาว อิจฉาริษยาง่าย เห็นแก่ตัวที่สุด พอได้ฝึกบำเพ็ญภาวนาแล้ว สิ่งเหล่านี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเรารู้วิธีที่จะตอบสนองความต้องการของความรู้สึกไม่ดีแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกลียดหรือโกรธใครจะรีบเปลี่ยนไปดูความดีของเขาทันที เมื่อจิตเกิดอาฆาตแค้น จะรีบแผ่เมตตตาและพยายามมอบความรักแทนที่ เมื่อจิตคิดโลภมากเมื่อใด จะรีบบริจาคทันที ข้าพเจ้าจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดไม่ดีเหล่านั้นเสมอ เพื่อเป็นการอบรมสั่งสอนจิต เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวเอง ก็สามารถปล่อยวางได้ และรู้ตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ การดับไปของสิ่งนั้นตามคำสอนของพุทธองค์ แล้วในที่สุดข้าพเจ้าก็ถึงบางอ้อว่า ที่แท้ความรู้และความคิดที่เกิดขึ้นจากการพิจารณา ในการดับกิเลสต่างๆ ให้จิตพ้นจากทุกข์ ความคิดเหล่านั้นที่สามารถเกิดขึ้นเอง นอกเหนือจากตำรา และการบอกกล่าวนั่นเอง ที่เขาเรียกว่า ปัญญา ดังนั้นเมื่อมนุษย์ทำการฝึกสมาธิจิตสม่ำเสมอ ปัญญาก็จะเกิดควบคู่กันโดยอัตโนมัติ

พุทธองค์ตรัสว่า ธรรมะที่พุทธองค์ตรัสรู้เฉกเช่น ใบไม้ในกำมือ มิอาจเทียบได้กับใบไม้ในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล สุดแท้แต่ว่าใครจะค้นเจอ การค้นเจอของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันออกไป หรืออาจเหมือนกันได้ มาบัดนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า หนทางที่จะทำให้ข้าพเจ้าไม่ต้องตายนั้นคือ หนทางที่พระพุทธองค์ได้ถากถางเอาไว้แล้วแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั่นเอง ความเป็นอมตะมีสองอย่างด้วยกันได้แก่ ความเป็นอมตะในทางโลก เช่น ความดี บุคคลใดได้สร้างความดีปรากฏไว้บนโลกแล้วความดีนั้นจะเป็นอมตะตลอดกาล และอมตะในทางธรรม เช่น ดวงจิตจะไม่มีวันแตกสลาย ไม่ตกสู่อบายภูมิ สิ้นภพแห่งการเกิตดาย หนทางของพุทธองค์นั่นเองที่เป็นคำตอบของชีวิตข้าพเจ้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจะขอถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งตลอดชั่วกาลนาน
ข้อมูลจาก
http://www.semsikkha.org/article/article379.php

แก้ไขโดย: chownan04, เมื่อ: 15/07/2006 15:24