บทวิพากษ์ ต่อความไม่เหมาะสม และการไร้วุฒิภาวะของพรรคพลังประชาชน ในการจัดหนังสือ รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ ให้กับผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน รวมทั้งท่าทีบทสัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก ผู้รับผิดชอบการดำเนินการดังกล่าว ต่อการให้สัมภาษณ์โดยไร้ความเหมาะสม

หัวเรื่องหัวเรือในคำมงคล

อ้างอิง - ภาพ http://burabhawayu.multiply.com/photos

ไม่จบ ต้องไม่จบแน่นอน

สำหรับบทสัมภาษณ์ต่อกรณีหัวชื่อหนังสือ

จากการแถลงข่าวของ พลตำรวจโท ชัชจ์ กุลดิลก

ในฐานะผู้รับผิดชอบในการจัดหนังสือ รัดทะทำมะนวย ฉบับหัวคูณ สำหรับมอบในเอกสารการประชุม ให้กับผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคพลังประชาชน โดยกล่าวถึงกรณีหนังสือฉบับดังกล่าว ว่าหากมีความผิดจากความไม่เหมาะสม ตนจะรับผิดชอบเพียงผู้เดียว

นับว่าเป็นความกล้าหาญ

ในการออกรับและนำคอขึ้นเขียง

หากเกิดคดีความและเรื่องราวบานปลายใหญ่โต

ขณะที่บทสัมภาษณ์เพิ่มเติมกลับน่าสนใจ จนกระทั่งแฝงแววแห่งความรันทดใจ เมื่อมีการกล่าว ถึงกรณีดำเนินความผิดกับหนังสือดังกล่าว โดยระบุว่าไม่ได้รู้สึกว่า หนังสือดังกล่าวผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะมี พระราชบัญญัติการพิมพ์ คอยกำกับอยู่

ยิ่งฟังยิ่งบังเกิดอาการจุกเสียด

โดยเฉพาะเมื่ออธิบายสายสัมพันธ์

ในความรู้จักมักคุ้นกับผู้เขียนนาม วาทตะวัน สุพรรณเภสัช

นักเขียนผู้ใช้นามสกุลเดียวกับ อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช โดยยืนยันว่ารู้จักกันดีกับนักเขียนคนดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เข้าใจถึงความเสียหายในเรื่องราวของชื่อหนังสือ หากว่ากันตามเนื้อผ้าเราก็คงพยักหน้าตามนั้น

ว่าหนังสือการเมือง

ในบทบาทรูปเล่มและสาระสำคัญ

ล้วนใช้ถ้อยคำรุนแรงกระด้างกระทั่งหยาบคาย

แต่ที่ยังติดใจ และนำความรู้สึกเป็นที่ตั้ง ขณะมองเห็นสภาพการดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากคดีอันอาจจะเกิดขึ้น หากมีการยื่นฟ้องในกรณีชื่อหนังสือ ยิ่งต้องนับว่าเป็นการฆ่าตัดตอนอย่างยิ่งสำหรับพรรคการเมืองพรรคนี้

ไม่นับกับการนำหนังสือ

โกหกบันลือโลก ฆ่าตัดตอน 2500 ศพ

ที่การออกรับครั้งนี้ นับเป็นการฆ่าตัดตอนของจริงกว่า

ยิ่งรวมคำยืนยันหนักแน่น ว่าไม่ผิดกฎหมาย ยิ่งต้องยุยงส่งเสริมให้เกิดการฟ้องร้อง และทำความเข้าใจกับตำรวจผู้ปรารถนาเป็นผู้แทนราษฎรว่า ในเงื่อนไขเพื่อตีความคำว่าผิดกฎหมายนั้น ยังต้องอีกยาวไกลนัก

แต่เอาแค่วันนี้ดีกว่า

ว่าลำพังวุฒิภาวะจากการเห็นชื่อหนังสือ

การมองถึงสิ่งอันเหมาะสมและไม่เหมาะสม

ในการจัดทำหนังสือนั้น ท่านใช้สิ่งใดคิด ระหว่างคำนามของหัวตามร่างกาย ที่ประกอบด้วยหัวใจ หัวสมอง หัวเข่า หัวเหน่า หัวแม่เท้า หัวนิ้วมือ ท่านใช้สิ่งใดตรองในการตัดสินใจครั้งนี้

 

คำนั้นรุนแรงและหยาบคาย

ผวนคำออกมาได้อย่างคะนองปาก

หากยึดตามคำไทยแต่ดั้งเดิมถึงมงคลนาม

อันว่าชื่อก็บ่งบอกถึงลักษณะความคิดเห็น บ่งบอกว่าจะวิพากษ์ติฉิน นินทา หรือกระแหนะกระแหนให้ได้รับความเสื่อมเสีย กรุณาอย่ามาอ้างข้างคูข้างสวนเช่นนี้ เพราะห่วงสีข้างท่านจะแดง และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในฐานะผู้หลงรักหนังสือ ที่ต้องขอยกมือสุดแขนว่า

เป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้หยาบคายอย่างยิ่ง

หากคิดจะเขียนหนังสือ ทำหนังสือ

หรืออธิบายถ้อยคำผ่านอักษร

ท่านใช้สิ่งใดคิด และให้คุณค่ากับคำเขียนเพียงใด คำผวนเป็นนัยยะสองประการ ทั้งล้อเล่นจริงใจในกลุ่มเพื่อน หรือกระแหนะกระแหนให้ได้อับอาย กับความหมายแฝงปรัชญาเพื่อให้ฉุกคิด กระทั่งใช้กับความคะนองปาก ยามบันเทิงเริงรมย์ในวัฒนธรรมคำกล่าว

คำผวนไม่ใช่วัฒนธรรมคำเขียน

เพราะเป็นคำสิงสถิตของความหยาบคาย

ระหว่างอักษรกับคำพูดในสังคมไทยนั้น ล้วนแบ่งชัดเจน

เพราะเรารู้ว่าลมปากมนุษย์นั้นปลิ้นปล้อนได้ เราจึงไม่ใช้ลมปากเป่าธูปเทียนถวายพระ ในวัฒนธรรมไทยเราจึงมีจุดแบ่งแยก ให้อภัยต่อคำตลกคะนองปากได้ แต่ไม่ให้อภัยคำเขียนด่า อักษรปลิ้นปล้อน ผวนคำเป็นอักขระ คะนองข้อเขียนแบบหยาบช้า หรือกระทั่งด่าว่ากล่าว ตำหนิติเตียนในเชิงอักษร

หัวชื่อหัวเรื่องหัวเรือ

ล้วนต้องประกอบด้วยมงคล

ตั้งด้วยความมงคล ตั้งด้วยนามอันเป็นศรี

ไม่ใช่แค่ฟังคำ ชัชจ์ กุลดิลก แล้วคันตามเนื้อตามตัวเท่านั้น แต่ยังแสลงใจที่จะต้องกล่าวเสียงดัง ต่อวิธีคิดของการตัดสินใจจากตัวท่านว่า คิดได้หยาบอย่างยิ่ง หากจะนับคดีความผิดตามกฎหมาย จะเป็นเช่นไรก็ต้องมีผู้ดำเนินการ

แต่ในส่วนของความงดงามแห่งภาษา

พลังแห่งการสร้างสรรค์หนังสือและอักษรไทย

ผมขอประณามหัวเรื่องข้อเขียนดังกล่าวด้วยคำไทยแต่ดั้งเดิม

ให้ได้รับรู้และเข้าใจร่วมกันว่า คำไทยนั้นมีความสวยงาม หากจะวิพากษ์วิจารณ์ไม่พึงใจ ก็ควรหาคำที่มากกว่าภาษาพูดคำผวน ภาษาปากหยาบโลนเช่นนี้

ผมขอใช้คำว่า หยาบช้า

ต่อหนังสือเล่มดังกล่าวด้วยดวงใจ

หากใครคิดจะเขียน คิดจะตีพิมพ์ คิดจะเผยแพร่หนังสือเล่มนี้สู่สาธารณชนไทย สาธุ