จากประสบการณ์การทำงานในชนบทร่วมกับเพื่อนร่วมงานมาหลายปี ทำให้ได้พบสภาพที่หลากหลาย และส่วนใหญ่เราจะตัดสินว่า
สิ่งที่มีต่ำกว่าความ “รู้สึก” ปกติ ตาม “มาตรฐาน”ของเรา เป็นความลำบาก หรือความทุกข์
แล้วเราก็จะเขียนสะท้อนสิ่งที่เราเห็นนั้นว่าเป็นความทุกข์
เมื่อวันก่อนมีครูมัธยมในชนบทบ่นมาว่านักเรียนที่โรงเรียนมีทุกข์เพราะไม่มีเงินค่ารถโดยสารไปโรงเรียน
ผมถามว่าโรงเรียนอยู่ไกลแค่ไหน ครูท่านบอกว่าสัก ๕ กิโลเมตร ผมฟังแล้วก็แปลกใจ
เพราะผมเคยเดินไต่คันนาไปโรงเรียน ๕ กิโลเมตร ไปกลับวันละสิบกิโลเมตร ผมยังไม่เคยคิดว่าเป็นทุกข์
วันไหนฝนตกหนัก ใส่รองเท้าเดินไม่ได้ ก็ถอดใส่โต๊ะเรียนไว้
ตัวเปียกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็แห้ง อย่าให้หนังสือเปียกเป็นใช้ได้
ผมจึงมีผ้าพลาสติกไว้ห่อหนังสือกันเปียกก็พอ มีแค่นั้น ก็สบายแล้ว ไม่เห็นจะรู้สึกทุกข์ตรงไหน
ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสภาพแวดล้อม ฟ้าฝน
ช่วงที่ผมไปทำงานวิจัยในพื้นที่ป่า เคยว่าจ้างชาวบ้านไปช่วยทำงานเป็นบางครั้ง พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะพกห่อข้าวกับปลาร้าสับใส่พริก (แจ่ว)ไปอย่างเดียว แต่กับข้าวอื่นๆไปหาเอาข้างหน้า (และเราก็รู้สึกว่าเขาทุกข์ อดอยาก)
พอพักเที่ยงเขาก็จะเดินเข้าป่าไปหาผัก หารังมดแดง แมลง และสารพัดสัตว์อื่นๆที่เขาพอจะหาได้มาหมกมาย่างรับประทานกันอย่างสนุกสนาน
พอเรารู้สึกว่าเขาลำบาก ก็เลยพยายามแบ่งอาหารที่ห่อมาให้เขา เขาก็ดูเหมือนจะรับประทานอย่างเสียไม่ได้ มากกว่าที่จะมีความสุขจากการรับประทานอาหารที่เราแบ่งให้จริงๆ
ในช่วงการประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน
เราก็มักจะตัดสินว่าชนบทมีความทุกข์เมื่อขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เราคิดว่าต้องมี ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา ส้วมติดบ้าน
ทั้งๆที่ชาวบ้านเขาก็อยู่กันจนชินแบบนั้นแล้วมาเป็นเวลานานตลอดชีวิตของเขา
สมัยผมเข้ากรุงเทพใหม่ๆ ผมกลับมีปัญหามากๆตอนไปเข้าส้วมในบ้านคนที่มีคนนั่งอยู่ใกล้ๆ (รัศมีไม่เกิน ๕ เมตร)
เพราะผมชินกับการเข้าส้วมที่อยู่ไกลบ้าน ผมกลับเป็นทุกข์อึดอัดในการเข้าส้วมในเมือง มากกว่าไปนั่งกลางทุ่งเสียอีก เรื่องความไม่ชินก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน
ผมเลยมาสรุปคร่าวๆว่า ที่เราเป็นทุกข์เพราะเราไม่ชินมากกว่า
และที่เรารู้สึกเป็นทุกข์แทนคนอื่นก็เพราะเรารู้สึกว่าเขาไม่น่าจะชินกับสิ่งนั้นๆ ทั้งๆที่เขาชิน แต่เราเองต่างหากที่ไม่ชิน
แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะรวมถึงความเจ็บป่วยที่แม้จะชินอย่างไรก็น่าจะเป็นทุกข์ ดังนั้นเมื่อคุยกับคุณหมอเอกชัยที่งานศพพ่อมหาอยู่เมื่อวันก่อนก็เลยได้ข้อสรุปร่วมกันว่า
บางที่ความทุกข์ที่เราสรุปในรายงานการสำรวจ การประเมิน การวางแผนต่างๆนั้น ก็เป็นความทุกข์ของผู้ทำงาน มากกว่าที่จะเป็นความทุกข์ของผู้รับบริการ เลยทำให้ผู้รับบริการไม่เห็นความสำคัญของการให้บริการครับ
ดังนั้นก่อนจะทำงานอะไร ในระยะหลังๆนี้ ผมมักจะคิดเสมอว่ามันเป็นความทุกข์ของใครกันแน่ <p>เช่น ผมเคยไปคุยกับเกษตรกรที่จังหวัดศรีสะเกษ</p>
เขาบอกว่าบ้านเขานี่ทุกข์จริงๆ ไม่มีเขื่อน ไม่มีฝาย จะใช้น้ำก็ต้องขุดบ่อน้ำตื้นใช้ ทั้งที่เขาลืมคิดไปว่าที่เขตอื่นๆต้องสร้างเขื่อน ฝาย นั้นเพราะแหล่งน้ำต้นที่หาง่ายๆ อย่างศรีสะเกษนั้นไม่มี หรือมีก็เค็ม
</span><p>และที่ว่าเป็นทุกข์นั้น ทุกข์จริงๆ หรือเพียงแค่รู้สึกว่า “ทุกข์” เพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเท่านั้น และมักจะพยายามเลียบๆเคียงถามแบบไม่ให้รู้ตัวว่าเป็นทุกข์จริงหรือเปล่า</p><p>จะได้มั่นใจว่าเรื่องนั้น เป็นทุกข์ของเขาจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งปั้นแต่งขึ้นมาอย่างใดทั้งสิ้นไม่ว่าจากคนที่ทุกข์ หรือคนอื่นที่ “คิดว่า” คนๆนั้น มีความทุกข์ </p><p>การทำงานแก้ปัญหาที่เราพยายามช่วยเหลือ ก็จะได้รับความร่วมมืออย่างดีครับ </p>
สวัสดีครับท่านอาจารย์ ดร.แสวง
- มีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีที่ใครก็ไม่รู้ไปทุกข์แทนคนอื่นอย่างที่ว่า (แต่ผมมองว่ามีเรื่องอื่นแอบแฝงมากกว่า) ไปทุ่มเทงบประมาณขุดคลองชลประทานในหลายลักษณะในพื้นที่ศรีสะเกษ ซึ่งผมเกิดมาพอจำความได้ก็เห็นแล้ว เรื่องชาวบ้านที่ศรีสะเกษเป็นทุกข์เพราะคลองชลประทาน ที่ไม่เคยมีน้ำในคลองในเวลาที่ควรจะมี มีแต่สร้างความทุกข์ให้ชาวบ้านตรงที่เป็นคลองที่กั้นขวางทางจราจรของวัวควาย ชาวบ้านรับไม่ไหวก็ทุบซีเมนต์เพื่อเปิดทางให้วัวควายเป็นระยะๆ พวกก็ทุ่มงบซ่อมทุกปีเหมือนกัน ก็เลยไม่รู้ว่าใครทุกข์แทนใคร และใครทำเข้าทางใคร แต่ที่แน่ๆ ก็มีคนได้ประโยชน์จากการซ่อมแน่นอน ในขณะที่ชาวบ้านไม่เคยได้ใช้น้ำจากคลองชลประทานแบบที่ว่าเลยแม้แต่หยดเดียวจนทุกวันนี้)
- ความทุกข็ของชาวบ้านอันเกิดจากคลองชลประทานอีกแบบและหนักที่สุดที่ศรึสะเกษ และเป็นเรื่องที่ผมก็จำเป็นต้องเป็นทุกข์ร่วมกับชาวบ้านด้วยก็คือ การที่ใครก็ไม่รู้ขนเครื่องจักรเครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาขุดคลองๆๆๆๆๆ ใหญ่ กว้าง และลึกมากขึ้นๆต่อเนื่องกันมาในพื้นที่อำเภอวังหิน(น่าจะที่อื่นด้วยแต่ผมไม่ได้ลงไปหาข้อมูล มีข้อมูลที่ชัดเจนเฉพาะ 2- อำเภอ) โดยมีจุดเรื่มเมื่อสมัยทำอีสานให้เขียว จนปัจจุบันทำให้น้ำใต้ดินที่ชาวบ้านเคยมีใช้รดพืชผักได้ตลอดฤดูแล้งหายไป(ไม่พอใช้ตลอดปีเหมือนเมื่อก่อน) เพราะน้ำในระบบถูกหลักการไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำหายไปเข้าคลองและถูกส่งต่อหายไปกับสายลม แสงแดดและอากาศหมด ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทางติดคลองก็เลยเกิดความทุกข์อันเนื่องมาจากการมีน้ำไม่พอใช้ตลอดปีดังเดิมอย่างที่ว่า ซึ่งแถบแถวที่ว่านี้เป็นแหล่งปลูกพริก หอม กระเทียม ที่สำคัญตัวจริงของศรีสะเกษเสียด้วย (อันนี้น่าจะเป็นทุกข์จริงๆนะครับ)
- ที่จริงระบบชลประทานที่ศรีสะเกษ จะต้องแตกต่างไปจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง ระบบชลประทานที่เป็นที่ต้องการของเกษตรที่นี่ก็คือ "การชลประทานไฟฟ้า"ต่างหาก ที่จะช่วยพวกเขาได้แบบหลายเด้งเลย กล่าวคือ ชาวบ้านมีน้ำอยู่ใต้ดินแบบเหลือเฟืออยู่แล้ว ต่องการเพียงไฟฟ้าไปดูดน้ำขึ้นมาใช้แทนการใช้เครื่องสูบแบบใช้น้ำมัน ซึ่งจะช่วยให้เขาประหยัดค่าน้ำมัน ประหยัดเวลา ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตชนิดคนละเรื่องเลย นี่เป็นข้อมูลความต้องการที่มาจากชาวบ้านจริงๆและผมก็เห็นด้วยอย่างไร้ข้อกังขา แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการ กลับไม่เคยใส่ใจ ทั้งๆที่พวกเขาพร้อมที่จะช่วยจ่าย ซึ่งหน่วยงานที่ลงทุนก็น่าจะคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ เพราะไม่ได้ทำให้ในแบบให้เปล่า
สวัสดีครับ ท่าน อ.แสวง และ คุณครูวุฒิ
อ่านความเห็นของคุณครูวุฒิแล้วทำให้ผมนึกถึงโมเดลวันก่อนที่เขียนไว้เลยครับ ชวนชาวนาร่วมคิด เกี่ยวกับการจัดการระบบน้ำ อย่างน้อยก็มีปัญหาความทุกข์ออกมาจากใจคุณครูวุฒิ ที่ตรงกับประเด็นของบทความนั้นที่ทำไว้ให้คิดเช่นกันครับ
ผมไม่เคยไปครับ ศรีสะเกษ แต่เรื่องน้ำนี่ผมว่าเจอปัญหากันทั่วประเทศแน่นอนครับ
สำหรับบทความนี้ของ อาจารย์ น่าสนใจมากๆ เลยครับ
นั่นหล่ะครับ เราทุกข์เพราะอะไร บางทีเค้าทุกข์เพราะเราไปยัดเยียดว่าเค้าต้องทุกข์นะ มันเลยยิ่งทุกข์กันไปใหญ่ครับ
เหมือนกับการยัดเยียดให้เค้าจนเลยครับ จนเงินจนใจ จนปัญญา หรือว่าจนในความเป็นคน หรือว่าจนอะไรกันแน่....การไปยัดเยียดว่าคนนี้จน คนนั้นรวย จนในที่สุดก็ทุกข์กันนั่นหล่ะ แล้วที่รวยๆ บางทีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทุกข์ เพียงแต่สภาพมันต่างกัน ทุกข์กันตามสภาพที่เป็น คาดหวังมากก็ทุกข์มากได้เช่นกัน ใช่ไหมครับ
ลองเขียนเป็นสูตรดูก็คงน่าจะสนุกนะครับ
สูตรความทุกข์ ว่าขึ้นกับอะไรบ้างครับ
กราบขอบพระคุณมากครับ
เมื่อคนคิดว่าการเดินและวิ่งเป็นสิ่งที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบากแล้วไซร้ การดำรงชีวิตต่อไปของคนนั้นก็ย่อมยากไปซะทุกอย่าง เพราะแม้แต่สิ่งที่ง่ายดายอย่างการเดินยังมองว่ายากเข็ญ นับประสาอะไรกับการดำเนินต่อไปของชีวิตที่ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าที่สุดของทางเดินนั้นหยุดอยู่ที่ใด
สุดยอดครับ
นับถือ นับถือ