การจัดตั้งชมรมผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียนขอเพิ่มเติมเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับการจัดตั้งชมรม ดังนี้ในประเทศญี่ปุ่น ผู้บริโภคมีการรวมตัวกันจัดตั้งในรูปแบบของชมรมทั้งในส่วนกลางและในระดับท้องถิ่นกันเป็นจำนวนมาก  จากข้อมูลสถิติมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยในปี ค.. 2000 มีจำนวนชมรมทั้งสิ้นประมาณ 4,821 ชมรม โดยแบ่งออกเป็นชมรมในส่วนกลาง 27 ชมรม ชมรมในระดับจังหวัด 412 ชมรม และในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน 4,382 ชมรม  นอกจากนั้น จะมีการรวมตัวกันในลักษณะของกลุ่มอาชีพซึ่งได้แก่กลุ่มสหกรณ์ และกลุ่มคุณภาพชีวิตหรือโรงเรียนสอนอาชีพซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากประมาณ 7,206 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม สภาพปัญหาของสมาชิกในกลุ่มหรือชมรมต่าง ๆ จะประกอบไปด้วยผู้สูงอายุเป็นส่วนมาก คนหนุ่มสาวจะมีน้อยประโยชน์ของการรวมตัวเป็นชมรมหรือกลุ่มนี้ คือ การรวมตัวกันแก้ปัญหาร่วมกันด้วยการประชุม มีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคำร้องเรียน และหากกรณีจะต้องมีการทดสอบผลิตภัณฑ์ก็จะดำเนินการผลักดันหรือส่งเรื่องให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป การรวมตัวกันเป็นชมรมหรือกลุ่มนี้ กิจกรรมหลักคือ การรณรงค์และให้ความรู้แก่ชุมชน การรวมตัวดังกล่าวเป็นการรวมตัวขึ้นเป็นองค์กรลักษณะที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร (Non-Profit Organization: NPO) โดยในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นยังไม่มีการจดทะเบียนเป็น NPO ซึ่งโดยทั่วไป NPO จะดำเนินกิจการเพียงในเรื่องเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมและด้านผู้สูงอายุ เป็นเรื่องสำคัญ  <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left" align="left">ความเห็นของผู้เขียน</h1><p>1. การวมตัวเป็นชมรมหรือกลุ่มของประชาชนในประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นการรวมตัวในลักษณะมีกิจกรรมหลายอย่าง มิได้มีแต่เฉพาะด้านการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบวัตถุประสงค์ใดก็ตาม การรวมตัวของประชาชนในชุมชนแต่ละชุมชนจะก่อให้เกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็งและมีพลังหรืออำนาจการต่อรองกับรัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลกลางได้ตามลำดับ หากประชาชนมีสำนึกสาธารณะร่วมกัน ชุมชนในระดับรากหญ้ามีความเข้มแข็ง การปกครองในรูปแบบของการกระจายอำนาจก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังเช่นปรากฏตามโครงสร้างของ The Consumer Protection Fundamental Act, 1968 ซึ่งรัฐได้วางนโยบายหลักและสนับสนุนด้านผู้บริโภคไว้แล้วโดยให้มีกลไกที่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น กำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ในเรื่องบทบาทของผู้บริโภคเองซึ่งจะต้องพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด</p><p>2. การคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยควรจะต้องมีองค์ความรู้ในด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง โดยบุคลากรในหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะต้องเพิ่มศักยภาพทางวิชาการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้มากขึ้นกว่าที่ปรากฏในปัจจุบัน  การนำนโยบายไปปฏิบัติจะต้องตระหนักถึงบริบทต่าง ๆ รวมทั้งเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ มากกว่าตัวอักษร</p><p>3. การริเริ่มสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาสังคม (Civil Society) ของ สคบ. ที่จะกระจายไปสู่ท้องถิ่น จะต้องทำอย่างต่อเนื่องและคอยติดตามและประเมินผลโดยละเอียดอย่างตรงไปตรงมา  ทั้งนี้ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับรากหญ้าจะต้องใช้เวลาอย่างมาก รวมทั้งจะต้องใช้ความอดทนอุตสาหะของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย และที่สำคัญก็คือทัศนคติและความเข้าใจต่อปรัชญาการคุ้มครองผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านนี้4. ส่งเสริมบทบาทของสมาคม สหกรณ์ ชมรม หรือกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ตระหนักหรือพิจารณากิจกรรมด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน </p><p>———————–</p>