ผมได้เขียนคำชื่นชม ผศ. พญ. มยุรี วศินานุกร ผู้ที่ผมเคยทำงานด้วยสมัยอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    ไว้เมื่อเร็วๆ นี้ ในโอกาสที่ท่านเกษียณอายุราชการ     จึงขอนำมาเผยแพร่ไว้     ถือเป็นการเชิดชูคนดีอีกคนหนึ่ง

ผศ. พญ. มยุรี วศินานุกร ที่ผมรู้จัก

วิจารณ์ พานิช

         ผศ. พญ. มนุรี วศินานุกร เป็นอาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยาฝีมือดี     ได้รับอเมริกัน บอร์ด ทั้งด้านกุมารเวชศาสตร์และด้านวิสัญญีวิทยา     จึงเก่งด้านดมยาสลบเด็กเก่งเป็นพิเศษ     นั่นเป็นคำเล่าลือเชิงสรรเสริญที่ผมได้รับฟังจากอาจารย์หมออมรา ที่อยู่ภาควิชาเดียวกัน

         ข่าวลือเรื่อง นศพ. มยุรี อัศวโสภณ เป็นประธานนิสิตหญิง ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ นพ. ประเสริฐ วศินานุกร เฝ้าตามจีบ ก็เข้าหูผมด้วย     เข้าใจว่าอาจารย์หมอประเสริฐต้องฝ่าด่านคุณพ่อที่หวงลูกสาวสวยระดับดาวนิสิตจุฬาฯ    มีคนพูดถึงคำ “เด็ดดอกฟ้า” ให้ผมได้ยินด้วย

         แต่ที่ผมรู้ซึ้งด้วยตนเองคือวิญญาณความเป็นแม่ของอาจารย์หมอมยุรีต่อนักศึกษาที่มีปัญหา      ทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหาด้านการเรียน และปัญหาการเงิน     อาจารย์หมอมยุรีช่วยเหลือหมด      อาจารย์หมอมยุรีจับ นศพ. ที่มีปัญหาการเรียนมาดูหนังสือ และติวให้ที่บ้าน     กินข้าวที่บ้าน     จน นศพ. ผู้นั้นคล้ายเป็นสมาชิกในครอบครัวไปเลย     นักศึกษาที่เกเร หรือมีปัญหาความประพฤติบางอย่าง อาจารย์หมอมยุรีก็เป็นทุกข์เป็นร้อนเข้าช่วยเหลือ     จนบางครั้งผมรู้สึกว่า ยิ่งกว่าแม่จริงๆ ของเขาเสียอีก     โดยที่จากการสังเกตของผมเอง ผมรู้สึกว่า อาจารย์หมอมยุรี ช่วยเหลือด้วยวิญญาณความเป็นแม่     คือไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นลูกศิษย์เดือดร้อนก็ช่วยเข้าไปปัดเป่า     ไม่ได้รู้สึกเป็นภาระ  ไม่ได้โกรธนักศึกษาที่ก่อเรื่องให้ตนเอง  และก่อความเดือดร้อนให้อาจารย์หมอมยุรี     คล้ายๆ กับว่า อาจารย์หมอมยุรียอมรับความอ่อนแอบางด้านของนักศึกษาบางคน     และเห็นว่าตนควรเข้าไปช่วย      เป็นคุณสมบัติของอาจารย์ที่หายากมาก      พันคนจะหาสักคนก็คงยาก   

         อาจารย์หมอมยุรี ดำรงตำแหน่งบริหารเป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการ และหัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา หลายรอบหลายสมัย  ความโอบอ้อมอารีของอาจารย์หมอมยุรีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับนักศึกษา      แต่เผื่อแผ่ออกไปทั่ว  ทั้งต่อลูกน้อง เพื่อนอาจารย์  และเพื่อนร่วมงาน

         ความเอาใจใส่  รับผิดชอบงาน  มีความละเอียดรอบคอบ  และทุ่มเทอุทิศตนอุทิศเวลาให้แก่งาน     เป็นคุณสมบัติประจำตัวของอาจารย์หมอมยุรี    จนเมื่อมีการถกเถียงเรื่องระบบงานที่เรียกร้องความทุ่มเทเวลาของอาจารย์     เช่น การออกไปเยี่ยม นศพ. ปีที่ 6 ที่เป็นเอ๊กซเทิร์น ไปฝึกที่โรงพยาบาลสมทบ     ซึ่งต้องเดินทางไปครั้งละ 2 – 3 วัน    และอาจารย์จำนวนหนึ่งมีข้อจำกัดเพราะต้องจัดเวลาไปทำคลินิกส่วนตัว     อาจารย์กลุ่มนี้ก็จะค่อนข้างอึดอัดกับข้อเรียกร้องของอาจารย์หมอมยุรี     แต่ถึงแม้จะอึดอัดบ้าง ทุกคนก็รู้ดีว่าอาจารย์หมอมยุรีไม่ได้เสนอเพื่อตนเอง แต่เพื่อผลของส่วนรวม    เธอจึงเป็นที่รักใคร่เกรงใจของทุกคน

    
         เรื่องความเอาใจใส่นักศึกษา ทั้งด้านวิชาการ และเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่เด่นเป็นพิเศษ     อาจารย์หมอมยุรีจะสนิทสนมรักใคร่กับนักศึกษาทุกรุ่น     รู้จักนักศึกษาดีเป็นรายคน     อาจารย์หมอมยุรีจึงเป็นคล้ายขวัญใจ หรือแม่พระ ของนักศึกษา      และได้รับรางวัลอาจารย์ดีเด่นด้านการเรียนการสอน ของมหาวิทยาลัย

         ตอนผมเป็นคณบดี หลายครั้งมีการอภิปรายปัญหาของนักศึกษา และมีการกล่าวตำหนินักศึกษามากมาย     จนผมคิดว่าความเห็นนั้นเอียงไปทางลบต่อนักศึกษามากไป     ผมก็จะขอให้อาจารย์หมอมยุรีให้ความเห็นบ้าง      ความเห็นของอาจารย์หมอมยุรีจะเป็นความเห็นจากมุมมองของผู้เห็นใจ และเข้าใจจุดอ่อนของนักศึกษา     ไม่มองจุดอ่อนเหล่านั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย     แต่มองด้วยความเมตตา     ผมชอบวิธีมองเช่นนี้และประทับใจมาก 
 
         ความโอบอ้อมอารีของอาจารย์หมอมยุรี มาบรรจบกับความใจกว้างของอาจารย์หมอประเสริฐ     ครอบครัวนี้จึงเป็นครอบครัวขวัญใจของนักศึกษา และสมาชิกในคณะแพทยศาสตร์ทุกคน     และยังขยายไปยังคนอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และในหาดใหญ่ – สงขลา ด้วย
 
         เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาจารย์หมอมยุรีกับผมได้ร่วมงานกันใกล้ชิด และสนิทสนมกันเป็นส่วนตัวนานกว่า 25 ปี     และอาจารย์หมอมยุรีก็จะมีอายุครบเกษียณอายุราชการ     ขอคุณงามความดีทั้งหลายที่อาจารย์หมอมยุรี ได้บำเพ็ญมาตลอดชีวิต จงดลบันดาลให้อาจารย์ได้เสวยผลกรรมดี  มีความสุข  มีปิติสุขจากความดี  จาคะ วิริยะ ขันติ  เมตตา     มีชีวิตที่ประกอบด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาลนาน เทอญ

วิจารณ์ พานิช
13 สิงหาคม 2550