การละครดูเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่เป็นเวทีการเรียนรู้สำหรับเด็กได้

ได้มีโอกาสไปดูงานเทศกาลละครกรุงเทพฯ Bangkok Theatre Festival 2007  ที่สวนสันติชัยปราการถนนพระอาทิตย์  เป็นงานที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี  คำขวัญของปีนี้คือ Theatre Route: เส้นทางนี้...มีความสุข    การจัดการมีองค์กรหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ เครือข่ายละครกรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ประชาคมบางลำพู กรุงเทพมหานคร สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และสำนักงานเขตพระนคร   การจัดงานนี้จัดพร้อมกันหลายพื้นที่  แต่ในครั้งนี้ผมไปดูส่วนสันติชัยปราการ เขาแบ่งเวทีออกเป็น ๕ พื้นที่ มีเวทีร่วมสมัย(Art site) เวทีเด็กเยาวชนและครอบครัว(Kid & Family Site) เวทีการแสดงดั้งเดิม(Traditional Site) เวทีละครทดลอง( Ex Site) และพื้นที่ละครเร่ในสวน(Street Site) รายละเอียดของการแสดงผู้ที่สนใจ หาดูได้ใน www.lakorn.org  แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่จะของแสดงความเห็นในแง่ของกระบวนการเรียนรู้ดังนี้

๑.      การเรียนรู้อะไรที่เป็นหลังฉากนั้นสำคัญ การได้มีเวทีสำหรับการแสดงหน้าฉากก็สำคัญด้วยเช่นกัน ว่าจะสื่อสาระให้ผู้ชมบ้าง หนุนใจ เชิญชวน หรือให้แง่คิดอะไรกับคนชมบ้าง  ตอนที่ผมดูละครเกี่ยวกับรณรงค์โลกร้อน เขามีนักแสดง ๕ คน เดินสวนไปสวนมา แล้วหยุดพูดสลับกันไป ตัวละครที่พูดเรื่อง อากาศแปรปรวนโลกร้อน ผู้คนอดอยาก ทุกคนก็หยุดฟังเฉย ๆ  แต่พอมีใครพูดถึง อั้มกับเมย์ รุมตบเข็ม อ้างไม่รู้ ทุกคนกลับรุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน คนที่ออกแบบได้ก็ต้องคิดเยอะเหมือนกัน ทำอย่างไรเราจะให้เด็กได้เสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านละครง่าย ๆ อย่างนี้ได้บ้าง

๒.    กระบวนการเรียนรู้ผ่านการละครก็มีอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย มีครั้งหนึ่งผมเคยได้ไปฝึก voice training กับเขา เห็นว่าแม้การเปล่งเสียง เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องน่าเรียนรู้  คิดว่าถ้าเราศึกษาศาสตร์ด้านการละครมาประยุกต์เป็นวิธีสอนในสาระวิชาศิลปะ (ดนตรี นาฏศิลป์) เรียนกันไป ฝึกกันไป วันปิดภาคเรียนก็จัดละครเล็ก ๆ แบบผลัดกันชมสักครั้ง ก็คงทำให้โรงเรียนมีชีวิตชีวาไม่น้อย  อีกอย่างเรามีวิธีสอนในวิชาหลักกันเยอะไปหมด แต่วิชาอื่น ๆ ก็มีกระบวนการประจำวิชากันอยู่แต่เราไม่ค่อยได้สนใจกันนัก