อีกแสงเทียนที่ดับสิ้น <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เมื่อไม่นานมานี้แสงเทียนดวงเล็ก ๆ ที่สนามหลวงได้ดับลงอีกแล้ว คราวนี้ เป็น เด็กน้อยวัยแรกเกิดที่อายุยังไม่ทันครบขวบปี ที่ ครรภ์ของแม่เจริญเติบโตที่สนามหลวง และอิสรชน ได้ช่วยประสานงาน ให้ได้ไปคลอดที่โรงพยาบาลของรัฐ เมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง ยังไม่ทันที่จะประสานงานเพื่อส่งตัวกลับบ้านชีวิตเล็ก ๆ ที่สนามหลวงก็มีอันต้องลาจากไปอีกหนึ่งชีวิต</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วันที่รับได้รับทราบข่าวยอมรับว่า อึ้งและงงไปพักใหญ่ ทั้งที่ ครอบครัวนี้ กำลังจะขอความช่วยเหลือจากเรา เพื่อจะขอกลับบ้านหลังปีใหม่ ต่อจากครอบครัวของนางและน้องดา ที่เตรียมตัวจะกลับก่อนสิ้นปีนี้ เด็กน้อยจากไปด้วยวัยเพียง 10 เดือนเศษ ด้วยโรคไข้เลือดออก พ่อและแม่ขาดความรู้และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบกับ อิสรชนเอง ขาดกำลังที่จะลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ลอดหูลอดตาไปได้ในที่สุด วันที่พ่อและแม่เขามาแจ้งเรา มีน้ำตาซึมออกมาเล็ก ๆ อาจจะเพราะผ่านเหตุการณ์พอสมควรแล้ว และได้จัดการศพลูกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่า ไม่อยากรบกวนเราเพราะเห็นว่าช่วยนั้นยุ่ง ๆ กับการดูแลน้อง ๆ อาสาสมัครที่ลงมาเรียนรู้ชีวิตคนไร้บ้าน</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เหตุการณ์ทำให้เราต้องเร่งกลับมาทบทวนและเร่งรีบระดมทุนและแจ้งข่าวสารให้คนที่อยู่ในสังคมช่วยกันส่งครอบครัวของนางและน้องดา กลับบ้านให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ชวนให้เศร้าใจขึ้นมาอีก เพราะช่วงนี้ เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว การที่จะปล่อยให้เด็กวัยเพิ่ง 2 ขวบ นอนกลางแจ้งริมคลองหลอด สนามหลวง คงไม่เป็นผลดีมากนัก และยิ่งทราบมาล่าสุดว่า ทางราชการกำลังออกกวาดล้างกวาดจับคนไร้บ้านคนเร่ร่อนย่านคลองหลอดและสนามหลวงครั้งใหญ่ในช่วงนี้เพื่อรองรับงานวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ?? คำถามที่ตามมาคือทำไม คนเร่ร่อนไร้บ้าน ไม่ใช่พสกนิกรของในหลวงหรืออย่างไร ถึงไม่มีโอกาสแสดงตัวแสดงความจงรักภักดีในวิถีชีวิตที่เขาเป็นอยู่ ??</p> เล่าให้ฟังครั้งนี้ ก็แค่ อยากจะบอกความคืบหน้าของชีวิตเล็ก ๆ ที่เกิดและเติบโตที่สนามหลวงได้พียง ไม่ถึง ขวบปี ได้ลาจากโลกใบนี้ไปอย่างสงบ ซึ่งบางทีก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดีของใครบางคนที่คิดอยู่ในใจ เพราะภาระได้ลดลงไปอีกหนึ่ง ?? แต่อิสรชนไม่ได้คิดแบบนั้น เราคิดว่า เสียดายโอกาสที่มีค่าแห่งชีวิตของเด็กน้อยคนนั้น ที่หากมีโอกาสได้รอดชีวิตและเติบโตขึ้นมาเขาอาจจะเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองดีกว่าคนมั่งมีที่ยังเห็นแก่ตัวอยู่ด้วยซ้ำไป แต่ก็นั่นเป็นเพียงสิ่งที่คิดได้ท่ามกลางความเสียใจและรู้สึกท้อใจขึ้นมาที่เราไม่สามารถพาเขากลับบ้านได้ทันท่วงที
อีกแสงเทียนที่ดับสิ้น
วันที่รับได้รับทราบข่าวยอมรับว่า อึ้งและงงไปพักใหญ่ ทั้งที่ ครอบครัวนี้ กำลังจะขอความช่วยเหลือจากเรา เพื่อจะขอกลับบ้านหลังปีใหม่ ต่อจากครอบครัวของนางและน้องดา ที่เตรียมตัวจะกลับก่อนสิ้นปีนี้ เด็กน้อยจากไปด้วยวัยเพียง 10 เดือนเศษ ด้วยโรคไข้เลือดออก พ่อและแม่ขาดความรู้และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบกับ อิสรชนเอง ขาดกำลังที่จะลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ลอดหูลอดตาไปได้ในที่สุด วันที่พ่อและแม่เขามาแจ้งเรา มีน้ำตาซึมออกมาเล็ก ๆ
ขอให้ดวงวิญญาณเด็กน้อย
ไปสู่อ้อมกอดของพระเจ้าเถิด...
ขอให้ผุ้ที่จะมีลูกคนต่อไปได้คิดกันบ้างเถิด...
อย่าให้หลงหูหลงตาบ่อยนะ ลงพื้นที่บ่อย ๆ
เศร้า
ทราบข่าวทำนองนี้แล้ว เศร้า มาก ๆ ครับ
เคยอ่านงานวิจัยของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา เรื่องคนไร้บ้าน
เห็นว่าทางรัฐ(กทม.) เคยเสนอที่อยู่แบบถาวรให้ แต่กลุ่มคนไร้บ้าน ก็ไม่เอา อ้างว่า ไม่สะดวก ไม่อิสระ ไม่อยากมีค่าใช้จ่ายจำพวกค่าเช่า (ถึงแม้จะถูก) ค่าน้ำ ค่าไฟ และที่สำคัญ ถ้าไปอยู่ในห้องแบบนั้น ก็จะไม่มีที่ไว้เก็บตุนของเก่าที่เก็บมา (เพราะพวกเขาก็มีการเก็บของเก่าไว้เก็งกำไรเหมือนกัน) อีกทั้งถ้าไปอยู่ห้องแบบเป็นชั้นๆ ทรัพย์สมบัติ จำพวก ซ้าเล้ง ก็อาจหายเพราะถูกขโมยได้
พวกเขาเลย พอใจที่จะอยู่ในที่โล่ง อย่างเช่น สนามหลวง หรือใต้สะพานข้ามแม่น้ำ
จริง ๆสถานที่เหล่านี้ เต็มไปด้วยอันตรายที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกัน และที่เกิดจาก สัตว์โลก อื่นๆ ดังเช่น กรณี ยุง นี่แหละครับ
ทางออกสำหรับเรื่องนี้ ผมไม่มี
แต่เอามาเล่าแบ่งปันกันแค่นั้นครับ