ในงานพัฒนาทั่วไปเรามีเกณฑ์การดูการเปลี่ยนแปลง ประมาณการอายุหมู่บ้าน ได้จากสิ่งต่างๆหลายประการ เช่น อายุหมู่บ้านก็อาจจะดูจากต้นไม้ที่ปลูก ดูความเก่าแก่ของศิลปกรรมที่วัด หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ในหมู่บ้านก็ดูได้ง่ายๆ จากการใช้ยานพาหนะของชาวบ้าน การใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน ต่างๆ
สิ่งหนึ่งที่เราดูคืออาคารบ้านเรือนอันเป็นที่พักอาศัย ในพื้นที่ดงหลวงก็เหมือนกันครับ จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหลายหมู่บ้านได้คำตอบตรงกันว่าพี่น้องไทโซ่ มีวิถีชีวิตเหมือนชาวเขา แต่ไม่ได้เคลื่อนย้ายที่พักอาศัยบ่อยเท่า ปลูกข้าวไร่ตามยอดเขา อาศัยอาหารจากป่า และพึ่งพาป่าเป็นวิถีหลัก กล่าวได้ว่า ชีวิตร้อยละ 90 พึ่งพาป่า รูปแบบการดำเนินชีวิตเรียบง่ายและพื้นฐานเท่านั้น บ้านเรือนเป็นแบบชั่วคราว วิธีคิดก็เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่ ไม่สะสม ศิลปกรรมของวิถีชีวิตพัฒนาน้อยกว่าคนพื้นบ้านที่อาศัยนอกป่าเขา
เรากล่าวกันว่า หากโลกาภิวัตน์ไม่ได้เข้าบุกดงหลวง ชีวิตเขาก็เป็นวิถีความพอเพียงนั่นเอง

ชาวบ้านเล่าว่าชีวิตก่อนเข้าป่าเมื่อปี 2509 โดยประมาณนั้น เรือนชานบ้านช่องชาวไทโซ่ก็อาศัยไม้ไผ่เป็นหลักทั้งหลัง ที่พัฒนาขึ้นมาก็คือ มีเสาเป็นไม้จริง ส่วนประกอบอื่นๆเป็นไม้ไผ่หมด โดยเฉพาะฝาบ้านใช้ไม้ไผ่ชนิดพิเศษทั้งลำ วัดความยาวตามต้องการ ใช้มีดเกลากิ่งตามข้อ และตาให้เรียบ แล้วผ่าครึ่งซีก เอาของแหลมฟันปล้องไม้ไผ่ออกให้เรียบร้อยแล้วก็สับไม้ไผ่ที่มีครึ่งซีกนี้ออก แล้วแผ่กาง ก็จะได้แผ่นแบนๆของไม้ไผ่ คล้ายๆกระดานหนึ่งแผ่น ทำเช่นนี้หลายๆชิ้น แล้วก็เอาไปสานขัดไปมาก็จะได้แผ่นไม้ไผ่สานขัดแผ่นใหญ่ สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆได้

กลุ่มไทโซ่ที่ดงหลวงพบว่ามีลายสานไม้ไผ่นี้เพียงสองแบบเท่านั้น คือ ลายขัดและลายสอง ลายขัดจะมีความคงทนกว่า สานลำบากกว่า แต่แน่นกว่า

แต่ความทนทานในการใช้ทำฝายังต้องประกอบด้วยโครงไม้ที่เอามาประกบถี่ๆทั้งด้านนอกด้านในด้วยจึงจะแข็งแรง หากทำห่างๆหรือไม่ได้ทำ นานไปก็จะพังลงมาง่าย

ชาวบ้านเล่าว่าอายุใช้งานนั้นนานถึง 20 ปีขึ้นไปทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านบอกว่าที่ทนทานเพราะ พยายามให้หลังคาบ้านมีชายคาเพื่อป้องกันน้ำฝน และต้องคอยดูแลปลวกกัดกินด้วย และไม้ไผ่ที่จะเอามาทำต้องเป็นไผ่ชนิดเดียวเท่านั้น คือ ไม่ไผ่เฮี๊ยะ ครับ ซึ่งมีอยู่บนยอดเขาเท่านั้น แถบตีนภู มี แต่น้อยเลือกขนาดที่เหมาะสมไม่ได้

หลังจากกลุ่มไทโซ่เข้าร่วมกับ พคท. และออกมาในปี 2527 บ้านเรือนก็เปลี่ยนไปเป็นแบบไม้จริงเกือบทั้งหมด และเริ่มมีแบบสมัยใหม่เข้าไปมากขึ้น เช่น ครึ่งไม้ครึ่งปูน หรือห้องกระจก...?? เพราะค่านิยมใหม่ๆเข้าไปว่า อาคารบ้านเรือนคือเครื่องบ่งชี้ฐานะในสังคม..??

ทั้งนี้บ้านเรือนที่เป็นแบบเดิมๆก็พอหาดูได้ในทุกหมู่บ้าน ไม่ว่าบ้านเรือนจะแปลกไปอย่างไร ไทโซ่ก็ยังขึ้นป่าขึ้นดอยเหมือนเดิม นี่เป็นคำยืนยันทุกคน ไม่ว่าเด็ก หรือผู้เฒ่า ไม่ว่าผู้ชาย หรือผู้หญิง

ยุ้งข้าวแบบโบราณที่ใช้ไม้ไผ้ซีกสานแล้วเอามูลวัว ควายผสมน้ำเอามายา (ฉาบ) จนถั่ว ปล่อยให้แห้ง ก็สามารถใช้เก็บข้าวเปลือกได้ดี
ผมเลยเก็บภาพเหล่านี้ไว้ ถือว่าเป็นการบันทึกพัฒนาการของอาคารบ้านเรือนของไทโซ่ดงหลวงนี่ก็แล้วกัน อาคารบ้านเรือนของกลุ่มไทโซ่ก็เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงสังคม เดินทางของ “เผ่าไทเฮ” ในวันที่ 17 พ.ย. นี้จะได้เห็นบ้านแบบใช้ไม้ไผ่ลายสองและลายขัดแบบดั้งเดิมแน่นอนครับ
สวัสดีค่ะคุณบางทราย ดีใจจะได้พบ หมู่บ้านของชาวไทยต่างๆ ในวัน เฮฯ
เอาเรื่องเที่ยวบินมาให้ค่ะ
นกแอร์ DD9310 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี
15 พ.ย.50 ออกเวลา 06.10 น. ถึงอุบลฯ 07.15 น.ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ
1. ตันติราพันธ์
ผมรับทราบแล้วครับ
สวัสดีครับน้องลูกหว้า
น้องสิงห์ครับ
5. สิงห์ป่าสัก
ไม้ไผ่ขัดลาย2ลาย3ของชาวไทโซ่ที่ใช้ทำฝาบ้านพอจะทราบที่ทำที่ขายใหมครับสวยดีขอบคุณครับ
เนื่องจากผมสิ้นสุดการทำงานที่ ดงหลวงไปแล้ว จึงไม่สามารถช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ได้ครับ แต่หากสนใจจริงๆ ท่านสามารถติดต่อที่ อบต.ตำบลพังแดง อบต.ตำบลหนองแคน อ.ดงหลวง จังหวัดมุกดาหารครับ เขาสามารถให้คำแนะนำถึงตัวคนได้ครับ