การคุ้มครองผู้บริโภคระดับท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น

การบริหารจัดการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคระดับท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น         

ผู้เขียนขอสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคระดับท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อครั้งได้เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยการสนับสนุนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งได้สนับสนุนทุนการศึกษาอบรมงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ผู้เขียน สรุปได้ดังนี้         

ประเทศญี่ปุ่นมีการบริหาราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น มี 47 จังหวัด การปกครองรูปแบบนคร 12 แห่ง เทศบาล 682 แห่ง ตำบลหมู่บ้าน 2,558 แห่งThe Consumer Protection Fundamental Act, 1968 ได้วางหลักทั่วไปไว้โดยผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะนำเจตนารมณ์แห่งกฎหมายนี้ไปบังคับใช้ ได้แก่ กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานท้องถิ่น  ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีระบบการบริหารแบบกระจายอำนาจโดยมอบหมายให้ท้องถิ่นไปจัดการบริหารเองซึ่งการคุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นตาม The Consumer Protection Fundamental Act, 1968การบริหารงานภาครัฐของญี่ปุ่นในระดับท้องถิ่นได้แบ่งองค์กรออกเป็นจังหวัดและองค์กรปกครองตนเองต่าง ๆ ได้แก่ เมืองและหมู่บ้าน ซึ่งจากการบรรยายได้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลความก้าวหน้า ณ วันที่ 1 เมษายน ค.. 2000 ดังนี้         

1.ได้มีการแบ่งหน้าที่ในการสร้างงานหรือจัดการเกี่ยวกับองค์กรให้เป็นไปตามกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว  สำหรับในระดับองค์กรปกครองตนเองในเมืองเล็ก ๆ และหมู่บ้านได้ดำเนินการไปแล้วร้อยละ 97.8 (667 แห่งจาก 682 แห่ง) ร้อยละ 77.8 (1,990 แห่งจาก 2,558 แห่ง) และร้อยละ 82.1 (2,669 แห่งจาก 3,252 แห่ง) ตามลำดับ เป็นต้น         

2.ได้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคขึ้นตามสัดส่วนของจำนวนพลเมืองในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองตนเองต่าง ๆ และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี รวมทั้งสิ้นขณะนี้มีจำนวน 431 แห่ง สำหรับหน้าที่ของศูนย์ผู้บริโภค ได้แก่ ให้คำปรึกษา การฝึกอบรมให้ความรู้ และการทดสอบผลิตภัณฑ์         

3.บุคลากรมีสามประเภท ได้แก่ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานทั่วไป (ข้าราชการท้องถิ่น) รวม 2,676 คน เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา (ลูกจ้างที่ผ่านการคัดเลือก มีเวลาการทำงานคราวละ 2 ปี) รวม 2,676 คน และเจ้าหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ (ข้าราชการท้องถิ่น) รวม 202 คน รวมทั้งสิ้น 13,174 คน         

4.งบประมาณการดำเนินการจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ค.. 1996 จะลดลง เนื่องจากประสบภาวะทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง 

 5.ชมรมสหกรณ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค

               - ปัจจุบันมีชมรม 4,821 ชมรม

               - มีสหกรณ์ 7,206 สหกรณ์ (มีสมาชิกราว 20 ล้านคน) ประชาชนทุกครอบครัวจะเป็นสมาชิกสหกรณ์  สมาชิกสหกรณ์อาจมีอยู่หลายอาชีพแต่จะมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย  สหกรณ์ที่มีชื่อเสียงมาก คือ สหกรณ์แม่บ้าน มีทั้งสิ้น 450 กลุ่ม รายของสหกรณ์มาจากการเรียกเก็บค่าสมาชิก ขายสินค้า นิตยสาร ค่าโฆษณา และรับบริจาค  สหกรณ์แม่บ้านมีหน้าที่ในการตรวจสอบสินค้าทุกอย่างรวมถึงสินค้าอันตรายด้วย  สมาชิกสหกรณ์แม่บ้านจะมีอายุมาก หนุ่มสาวไม่ได้เป็นสมาชิกอาจเกิดปัญหาในระยะยาวได้

               - การควบคุมดูแลชมรมและสหกรณ์จากภาครัฐ

               รัฐบาลและท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการจัดตั้งชมรมและสหกรณ์ เดิมไม่ได้มีงบประมาณสนับสนุนแก่ชมรมหรือสหกรณ์ เพียงแต่เป็นการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมถึงสนับสนุนให้มีการตรวจสอบสินค้า  ปัจจุบันกำลังเสนอให้รัฐบาลจัดสรรเงินช่วยเหลือแก่ชมรมในท้องถิ่น

ข้อสังเกตของผู้เขียน

          1.หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจากรัฐบาลกลาง ได้แก่ สำนักงานคณะรัฐมนตรีและกระทรวงต่าง ๆ จะดำเนินการเกี่ยวกับด้านนโยบายเท่านั้น  ทั้งนี้ เป็นไปตาม The Consumer Protection Fundamental Act, 1968         

          2.ประเทศญี่ปุ่นมีกลไกอื่น ๆ คู่ขนานไปกับการใช้อำนาจบังคับตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งปัจจุบันมีนโยบายผ่อนคลายเรื่องการออกกฎหมายบังคับใช้ แต่มุ่งเน้นให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคมีบทบาทในการคุ้มครองตนเอง         

           3.การพัฒนาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผลมาจากบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง  และที่สำคัญคือพฤติกรรมของผู้บริโภคญี่ปุ่นโดยรวม         

          4.ระบบการปกครองในรูปแบบการกระจายอำนาจของญี่ปุ่นยังไม่สอดคล้องกับปัญหาสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยและพฤติกรรมของการประสานความร่วมมือในระดับรัฐบาลส่วนกลางในประเทศ          

         5.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคควรเพิ่มบทบาทในเชิงนโยบายให้มากขึ้นและลดบทบาทในการเป็นผู้ปฏิบัติเอง และมองการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงมหภาค โดยมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับท้องถิ่นให้มีหน้าที่ดูแลการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเพราะท้องถิ่นเป็นรูปแบบการกระจายอำนาจการปกครองแก่ประชาชน   ในประเทศญี่ปุ่น การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นความต้องการของประชาชนที่เรียกร้องให้ภาครัฐออกกฎหมายมาเพื่อการคุ้มครองโดยเริ่มมาจากท้องถิ่นก่อน         

          6.การพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลียนหรือลอกแบบญี่ปุ่นหรือประเทศใด ๆ ในโลกเสียทั้งหมด ซึ่งหลาย ๆ อย่างของประเทศไทย มีความก้าวหน้ามากกว่า หากแต่อยู่ที่การปฏิบัติและการเอาใจใส่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม หากการปรับตนเองในเรื่องวิธีการและขบวนการให้เหมาะสมกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของของประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการในเรื่องนี้ได้ผลดียิ่งต่อไป  

-----------------------