ได้ไปเข้าร่วมประชุมงานเยาวชน ณ ประเทศญี่ปุ่น ในงาน International BuddhistYouth Exchange Program Japan 2007 ระหว่างวันที่ 20 – 25 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย World Fellowship of Buddhist Youth และ All Japan Young Buddhist Association งานนี้มีตัวแทนจาก 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยมีตัวแทนเยาวชนและคณะทำงานเพื่อเยาวชนเข้าร่วมประชุมจำนวนประมาณ 70 คน
การประชุมครั้งนี้เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ทำงานด้านการเผยแผ่คุณธรรมให้กับเยาวชน เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางในการทำงานส่งเสริมคุณธรรมในกลุ่มเยาวชนให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ

โดยการประชุมได้จัดขึ้นในวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2550 ที่วัด Engyo-Ji ในเมืองฮิเมจิ (วัดนี้มีอายุราว 800 ปี เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ดังของ Hollywood เรื่อง “The Last Samurai” ) จากนั้นก็เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม พิธีกรรมทางศาสนา และกิจกรรมต่างๆ ของวัดสำคัญๆ ในหลายเมืองของญี่ปุ่น ที่อยู่ในเขตคันไซ เช่น เมืองฮิเมจิ, นารา, โกเบ และโอซะกะ

นอกเหนือจากความรู้และข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมแล้ว ยังได้รับความรู้ใหม่อีกหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ “วัด และพระพุทธศาสนาของญี่ปุ่น” โดยวัดที่เก่าแก่ดั้งเดิมของญี่ปุ่น มักตั้งอยู่บนยอดเขาสูง และได้รับการดูแลรักษาบูรณะเป็นอย่างดี จากรุ่นสู่รุ่น เพราะวัดในญี่ปุ่นมักเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว บางวัดมีอายุถึง 1,300 ปี แต่ยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก และยังสามารถใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้สมบูรณ์ ส่วนพระญี่ปุ่นก็อย่างที่เคยได้ฟังกันมา คือ สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ เพราะสถานภาพพระเป็นเพียงอาชีพอาชีพหนึ่งในสังคมเท่านั้น เนื่องจากในสมัยก่อนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการยกย่องศานาชินโต จึงส่งเสริมให้พระมีครอบครัว และทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาพระ และหันมานับถือศาสนาชินโตแทน แต่ถึงอย่างไรพระก็ยังมีบทบาทสำคัญในสังคมอยู่มาก

วัดเอ็นเกียวจิ (จิ แปลว่า วัด) อยู่ในเขตเมืองฮิเมจิ ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง หลังจากนั่งรถขึ้นเขาแล้ว ยังต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปอีก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Hollywood ถึงเลือกวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ The Last Samurai ที่วัดนี้อาคารสถานที่แม้จะเก่าแก่ แต่ก็อยู่ในสภาพที่ดีมาก อาคารหลายหลังมีขนาดใหญ่โตและสวยงาม สร้างตามแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น นอกจากนี้พื้นที่วัดก็มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นให้เห็นจนหนาตา ให้ความสดชื่นเป็นอย่างดี มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมาก ต้นไม้บางต้นอายุหลายร้อยปี บางต้นต้องใช้คน3-5 คน จึงจะโอบรอบได้ และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสาย
เมืองฮิเมจิ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง เมืองนี้บรรยากาศดีมาก สวย เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เพราะเป็นที่ตั้งของปราสาทฮิเมจิ ปราสาทเก่าแก่สีขาว ที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ผู้คนในเมืองนี้ก็อัธยาศัยดี สบายๆ เมืองนี้จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ด้านหน้าปราสาท มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ประจำถนนใหญ่ และถนนระหว่างตึกแทบจะทุกเส้นเลยก็ว่าได้ นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ไม่รู้จักเส้นทางก็ได้รับความสะดวก และการให้บริการเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีรถเมล์ชมเมือง และรอบปราสาทฮิเมจิ หากมีโอกาสก็อยากให้แวะไปเมืองนี้กันค่ะ
ส่วนเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น โอซะกะ พบสิ่งที่น่าทึ่งคือ คนในเมืองนี้มีวินัยในการใช้ถนนมาก (อาจจะเป็นเหมือนกันทุกเมืองแต่ไม่มีโอกาสได้สังเกต) ไม่ต้องกลัวว่าจะมีรถยนต์ฝ่าไฟแดง จักรยานก็มีช่องทางเฉพาะตน มีสัญญาณไฟและเสียงสำหรับคนข้ามถนน ที่สำคัญเมื่อขึ้นสัญญาณไฟแดงแล้ว แม้จะมีหรือไม่มีคนและจักรยานข้ามถนน ถนนจะโล่งเพียงใดก็ตาม รถยนต์ที่วิ่งมาก็ต้องหยุดทุกครั้ง จึงไม่แปลกใจเลยว่า ได้เห็นภาพคนข้ามถนนบนทางม้าลาย เดินไปอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยอย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ต้องกลัวถูกรถชน หรือบีบแตรไล่ เพราะเขาจะกำหนดเวลาให้ชัดเจน ยังคิดเล่นๆ เลยว่าถ้ามาเดินข้ามถนนพร้อมๆ กับด้วยอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยในเมืองไทย จะเกิดอะไรขึ้น....
ญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับ 1 เพราะแม้ว่าสถานที่จะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเพียงใด ห่างไกลเพียงไหน หรืออยู่ท่ามกลางป่าเขาธรรมชาติเพียงใด คนจะมีน้อยหรือมาก หรือนานๆ จะมีคนมาเยือน สถานที่นั้นๆ แต่ก็ต้องมีบันไดหนีไฟ มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย มีแผนผังบอกสถานที่ และโดยเฉพาะเครื่องดับเพลิงจะมีให้เห็นหยิบใช้ง่าย ไม่ต้องวิ่งหากันให้วุ่นวาย และผู้ไปเยือนก็รู้สึกอุ่นใจ และไว้วางใจในความปลอดภัยทุกครั้ง

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่รักความสะอาดมากๆๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในเขตเมืองใหญ่ หรือในชนบท แม้ความเจริญจะต่างกันแต่ความสะอาดจะเหมือนกันหมด แต่ละเมืองจะมีการจัดผังเมืองที่เป็นระบบระเบียบ ดูสบายตา แม้แต่พาสุนัขไปเดินเล่นก็ต้องพกถุงเก็บอุจาระสุนัขไปด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมาก แม้กระทั่งสุขภาพของสุนัข เพราะตกเย็นก็จะเห็นภาพที่แต่ละครอบครัวนำเด็กเล็กออกมาเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ บางบ้านก็พาสุนัขออกมาเดินเล่นออกกำลังกายพร้อมเจ้าของ และทำอย่างสม่ำเสมอกันทุกครอบครัว เรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรของบ้านเลยทีเดียว

และอีกหนึ่งความประทับใจคือ อัธยาศัยที่เป็นมิตรของคนญี่ปุ่น จะดูแลให้ความเอาใจใส่กับผู้มาเยือนมากๆ , ความพิถีพิถันเอาใจใส่ในเรื่องของอาหาร, การต้อนรับ และถ้อยคำการสนทนาที่แสดงถึงความฉลาดและความจริงใจ แม้จะเคยได้ยินได้ฟังมาว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างเครียด และจริงจังกับชีวิต แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีความอ่อนโยน รอยยิ้ม ความอ่อนน้อมถ่อมตน และมิตรภาพที่พร้อมจะหยิบยื่นให้แก่ผู้มาเยือนอย่างเต็มใจ ประทับใจจริงๆ ค่ะ….


Konbanwa.
โชคดีครับ
ต้องขอขอบคุณรูปสวยๆ จากช่างภาพประจำทีมงานไทย ชื่อคุณเอนกค่ะ
(o^_^o) ได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นและประสาทฮิเมจิ มาเหมือนกันค่ะ สวยงามและยิ่งใหญ่มากเลยนะคะ ประเทศญี่ปุ่นมีเสน่ห์มากเลยค่ะ สวยงามและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อยู่ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยและวัฒนธรรมอันเก่าแก่
ดีใจที่ได้อ่านเรื่องราวของประเทศญี่ปุ่นนะคะ ...ขอบคุณค่ะ
สวัสดี่ค่ะน้องอ๊อด
แวะเข้ามาทักทายค่ะ ภาพสวยมากค่ะ เรื่องราวที่น้องอ๊อดเล่าให้ฟังทำให้ได้ความรู้มากเลยค่ะ
พี่ตุ้มเคยไปญี่ปุ่นอยู่ 2-3ครั้ง ส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องประชุมค่ะ....
รออ่านตอนต่อไปของ path of progress อยู่นะคะ