ลปรร ในองค์กร
ตามที่ผู้บริหารศูนย์บริการวิชาการ ได้ส่งเสริมให้บุคลากรจัดทำบล็อคเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ นั้น...ดิฉันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคุณพิชชา ถนอมเสียงในการให้คำปรึกษา แนะนำ การจัดทำบล็อคสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ...ซึ่งคุณพิชชาได้อธิบายทีละ step ให้แก่ดิฉันทำให้ดิฉันมีความเข้าใจการทำบล็อคมากขึ้น...
เรียนถามครับ
ผลงานที่แสดงในงาน "เทคโนโลยีและนวตกรรม ๒๐๐๖" ( Link )มีชิ้นงานใดที่สมควรได้รับการสนับสนุนให้จดสิทธิ์บัตรครับ
ก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีกับการเริ่มต้นที่ดีในการ ลปรร ใน Blog กับเรื่องที่กำลัง hot ในช่วงนี้ของภาระกิจของมหาวิทยาลัยคือ ทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องคือสิทธิบัติและลิขสิทธ์ ด้วยค๊ะ
ในเรื่องสิทธิบัติและผลงานที่แสดงในงานเทคโนโลยีนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมีนโยบายชัดเจนในการที่จะให้เจ้าของผลงานนวัตกรรมจดสิทธิบัติ โดยกระบวนการต่าง ๆ ในการรับบริการจดสิทธิบัติสามารถดำเนินการได้ที่ฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (คุณนพพมาศ) ได้โดยตรง ในส่วนนี้จะเป็นการเชื่อมโยงของงานของฝ่ายวิจัยเพื่อ นำงานวิจัยหรือนวัตกรรม ของคณาจารย์ หรือ บุคลากร ไปสู่การจดสิทธิบัตรด้วย ดังที่เราเห็นมีโครงการที่นำไปใช้ได้จริงในโครงการ UBI (University Business Incubator?) เช่นเครื่องเคลือบเมล็ด ของ อาจารย์ …คณะเกษตร หนึ่งในข้อดีของเครื่องเคลือบนี้คือจะยืดอายุการเก็บรักษาเมล็ดพืช ซึ่งกำลังดำเนินการในรูปการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนในรูปของผลิตภัณฑ์
ดังนั้นมหาวิทยาลัยเราน่าจะมีฐานข้อมูลและผู้ที่ตอบคำถามตรงนี้ได้อย่างแม่นยำ จะเป็นการประชาสัมพันธ์ชักชวนให้ผู้ที่มีผลงานมี Incentive ในการจดสิทธิบัติ…. อย่างไรก็ตามสถานะในเรื่องการจดสิทธิบัติ สำหรับบุคคลากรในมหาวิทยาลัย น่าจะมีอยู่ 3 กรณีคือ
แล้วจะทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนใจกลุ่มที่ 3 ได้ ตรงนี้ใครช่วยตอบคำถามด้วยค๊ะ หรือสนใจท่านใดที่อ่านช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยค๊ะ
ผลงานที่นำมาแสดงในงานแสดงเทคโนโลยี ปี 49 ควรได้รับการจดสิทธิบัตร เนื่องจาก เจตนารมย์ของกฎหมายสิทธิบัตร มีความมุ่งหมายเพื่อจุดประกายให้มีการประดิษฐ์คิดค้น เมื่อผู้ประดิษฐ์ได้รับการตอบแทนจากสังคมโดยได้รับความคุ้มครองในสิ่งที่คิดค้นขึ้น ย่อมเป็นการจูงใจให้มีความพยามยามที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น และอีกความมุ่งหมายหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความมุ่งหมายประการแรก คือ เพื่อต้องการให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี การที่กฎหมายกำหนดให้มีการเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์นั้น บุคคลอื่นสามารถที่จะมาขอดูข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำไปศึกษา ค้นคว้า วิจัย และยังสามารถที่จะนำไปต่อยอดหรือปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ "ห้ามลอกเลียนแบบ" เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ นับว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาเทคโนโลยี เพราะจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการประดิษฐ์คิดค้นได้ กล่าวคือ ไม่ต้องเริ่มคิดค้นสิ่งที่มีคนอื่นได้ทำมาก่อนแล้ว สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้เลย และไม่ผิดกฎหมาย เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมเป็นคำตอบได้อย่างดีว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ควรให้มีการจดสิทธิบัตร