หลายวันก่อน สมองผมเกิดทำงานผิดปกติครับ มันไปคิดโครงการนอกแผนได้มาโครงการหนึ่ง ซึ่งขนาดนี้แค่โครงการที่อยู่ในแผนก็ไม่มีงบจะให้ทำแล้ว ยังดันไปคิดโครงการที่ไม่มีในแผนอีก (แย่จริงๆ ผม) แต่พอสมองผมทำงานได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว มือไม้มันก็ตามไปด้วยครับ เครื่องมือแรกที่ทำงานคือ ปากครับ คุยกับคนโน้นทีคนนี้ที ก็เริ่มได้แนวทางครับ
ตัวกระตุ้นสมองผม คือ โครงการวิจัยของอาจารย์สองสามท่านที่มาให้ผมดู อันเนื่องจากผมคุยในที่ประชุมว่า ผมอยากเห็นโครงการวิจัยที่เป็นวิจัยปฏิบัติการ และวิจัยแบบนี้น่าจะหางบได้ไม่ยาก มีหน่วยงานสนับสนุนเยอะ แต่โครงการที่เสนอผมมา ผมคิดว่ามันยังไม่ใช่แบบปฏิบัติการที่ชัดเจน ซึ่งอย่างน้อย ผลที่เป็นรูปธรรมต้องออกครับ ไม่ใช่ ทำๆ ไป แต่สุดท้ายไม่รู้อะไรจะเกิดออกมา
ผมเห็นโครงการเหล่านั้นทำให้ผมคิดว่า จำเป็นต้องมีการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ให้อาจารย์เกี่ยวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สัมผัสมาก่อน
จากการใช้ปากเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความเป็นไปได้ในการทำโครงการ สุดท้ายผมก็เจอแหล่งสนับสนุนสองแหล่ง แต่คำตอบของทั้งสองแหล่งคือ ขอเวลานิดหนึ่งก่อน
สุดท้าย ก็ต้องเก็บโครงการนั้นไว้ในสมองไปเรื่อยๆ ก่อน แต่ด้วยบังเอิญ วันพุธที่ผ่านมา มีธุระต้องไปติดต่อ รศ.ดร.อิบรอเฮ็ง ณรงค์รักษาเขต หัวหน้าภาควิชาอิสลามศึกษา (ถ้าจำตำแหน่งไม่ผิด) อาจารย์อันเป็นที่รักของลูกศิษย์อย่างผม (ฮิฮิฮิ) คุยธุระกับอาจารย์ประมาณชั่วโมงกว่า ก็ขอตัวกลับ อาจารย์ก็เลยเดินลงมาจากตึกพร้อมผม (เพราะอาจารย์ก็จะไปธุระเหมือนกัน) ผมก็เลยพูดขึ้นว่า ผมจะจัดโครงการอบรมอาจารย์เกี่ยวกับการวิจัยปฏิบัติการ แค่นั่นแหละครับ อาจารย์ตอบกลับมาทันทีเลย ขอส่งอาจารย์ของภาคเข้าร่วมด้วย ผมก็รีบรับปากครับ "ได้ครับ" แล้วก็ทำหน้างงๆ ไปหาอาจารย์ๆ ก็พูดต่อว่า "งบประมาณทางวิทยาลัยรับผิดชอบได้ ไม่มีปัญหา ที่นี้งบเหลือเฝือ" อันนี้แหละครับที่ผมอยากได้ยิน และคิดว่าอาจารย์คงรู้ใจว่า คณะฯ ผมงบน้อย ฮิฮิฮิ
สมองผมคิดต่อไปอย่างอารมณ์ดีว่า เดินหางบอยู่นาน ไม่ยอมเจอแหล่ง วันนี้มาทำธุระอื่น ดันไปสะดุดแหล่งงบประมาณเข้าจนได้ อัลฮัมดุลิลลาห์
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ไม่มีเงินนะไม่มีปัญหา แต่ที่เป็นปัญหานั้นคือไม่มีไอเดียต่างหาก” จริงไม่ครับ อาจารย์
เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้มากเลยครับ
1. อ.อาลัม
ขอบคุณมากครับ