วันนี้ 7 พ.ย. ในช่วงเช้า ผมได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณืตรงกับทีมงานของ ศบอ. วัฒนานคร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ได้อะไรเยอะมาก ตอนเที่ยงทานข้าวร่วมกับทีมงาน ขณะทานข้าวได้พบกัยนายก อบต.วัฒนานคร ชื่อว่า คุณมานิต อุ้มแก้ว นายกท่านนี้ผมได้เคยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว
ท่านเข้ามาคุยกับผม เราคุยกันหลายเรื่อง โรงสีชุมชน วิสาหกิจชุมชน แนวทางการพัฒนาคน สุดท้ายท่านชวนผมให้เข้าร่วมประชุมที่ อบต. เพราะวันนี้มีการประชุมร่วมระหว่าง อบต.วัฒนานคร กับ ศบอ.วัฒนานคร ลืมบอกไปว่า ศบอ. ตั้งอยู่ในบริเวณ อบต.
ในที่ประชุมประกอบด้วยทีมงานของ อบต. มี นายก รองนายก 2 ท่าน กำนัน ปลัดอบต. และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ส่วนของ ศบอ. มี ผอ. พนักงานราชการ และครูศรช.บรรยากาศดีมากครับ ท่านนายก บอกว่า งาน กศน. เปรียบเสมือนการนำเอาปุ๋ยไปรดต้นไม้ใหญ่ ช่วยเร่งให้ต้นไม้นั้น มีดอกออกผล และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสังคม ต้นไม้ใหญ่ ถ้าไม่ใส่ปุ๋ยจะออกลูกน้อย และผลไม้ที่ได้ก็ไม่มีคุณภาพ ท่านกล่าวต่อไปว่าลักษณะงานของ อบต. ที่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานกำลังจะหมดไป อบต.กำลังหันมามองที่ การพํฒนาคน ซึ่งการพัฒนาคนในความหมายนี้ คือการพัฒนาความคิดของคน สิ่งที่ท่านเชื่อมั่นมาโดยตลอดคือเมื่อคนในชุมชนของท่าน คิดได้ คิดดี และคิดมีประโยชน์ กิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชนก็จะดีไปด้วย เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดีพี่น้องประชาชนก็จะอยู่ดีมีสุข ท่านย้ำว่า กศน. เป็นหน่วยงานเดียวที่ฝึกให้คนคิด ฝึกให้คนยืนอยู่บนขาของตัวเอง
ในส่วนของผม ผมพยายามย้ำให้คนของ กศน. มอง อบต. ใน 3 มิติ คือ อบต. จะยืนอยู่บนขา 3 ขา กล่าวคือ อบต. เป็นองค์กรภาคประชาชน เพราะเขามาจากประชาชนที่ได้รับการคัดเลือกและเป้าหมายในการทำงานของเขาคือประชาชน สอง อบต. เป็นองค์กรภาคการเมือง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างของ อบต. ตัดสินในรูปสภา และประการสุดท้าย อบต. เป็นองค์กรภาคกึ่งราชการ เพราะเขามีกฏหมายเฉพาะของเขา ถ้า คน กศน. มองทั้ง 3 มิติ จะเข้าใจวิธีการทำงานของ อบต. การทำงานร่วมกันที่ผมอยากเห็น มิใช่การรอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก อบต. สิ่งที่ผมอยากเห็นคือการตกผลึกทางความคิดในการทำงานร่วมกัน เมื่อความคิดลงตัว เราก็แชร์ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าหากัน เดินไปพร้อมกัน ผมสรุปให้ที่ประชุมฟังว่า ผมเชื่อว่ามี อบต. ไม่กี่แห่งในประเทศไทย ที่เอา ศบอ. มาอยู่ร่วมกัน สร้างสถานที่ทำงาน ห้องเรียนให้น่าอยู่ น่าทำงาน จะมีก็เพียง อนุญาตให้ ศรช. มาอยู่ด้วยเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้ถ้าทั้งสองหน่วยงานนี้ พัฒนาคนในความรับผิดชอบเกิดมรรคเกิดผลดี ประชาชนอยู่ดีมีสุข อบต.และ ศบอ.แห่งนี้ละ จะเป็นต้นแบบของการทำงานแบบพหุภาคี ให้จังหวัดอื่นเขานำไปทำตาม
ปัญหามีอยู่นิดเดียวเท่านั้น ต้องถามพวก กศน. ด้วยกันว่า แล้วเราจะคิดตามพวกเขาทันมั้ยเหนี่ย
"งาน กศน. เปรียบเสมือนการนำเอาปุ๋ยไปรดต้นไม้ใหญ่ ช่วยเร่งให้ต้นไม้นั้น มีดอกออกผล และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสังคม ต้นไม้ใหญ่ ถ้าไม่ใส่ปุ๋ยจะออกลูกน้อย และผลไม้ที่ได้ก็ไม่มีคุณภาพ"
ประโยคนี้โดนใจมากเลย ดีใจกับความก้าวหน้าของงานที่ท่านผอ.ทุมเทแรงกายแรงใจลงไปครับ..................
สวัสดีค่ะ
เป็นวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำทั้ง ผู้นำ อบต. และ ผู้นำ กศน.จริงๆ อยากเห็นทุกๆ อบต. เห็นคุณค่าของงานการศึกษาภาคประชาชนของ กศน.มากๆเลย สระแก้วจะได้เกิดสังคมอุดมปัญญา ที่ศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วชุมชนเข้มแข็งก็จะเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อประชาชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ก็เป็นอิสระ( เป็นไทอย่างแท้จริง ) และความหวังสุดท้ายที่ทุกคนใฝ่ฝันก็จะเกิดขึ้น คือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สมดังพระราชปณิธานของพ่อหลวงเราสักที
สวัสดีครับ ท่าน ผอ. สมนึก ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ ผมชอบตรงแนวคิดของ อบต.ที่ว่า งานของ อบต. จะเปลี่ยนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มาเป็น การพัฒนาคน และ การพัฒนาคน คือ การพัฒนาความคิดของคน.. เป็นแนวความคิดที่ดีมากครับ แต่ผมว่าบางครั้ง ในเรื่องของการพัฒนาคน มันก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง การพัฒนาความคิด ขออนุญาตเรียนถามทางท่าน นายก อบต. ผ่านทางท่าน ผอ. สมนึก ด้วยครับ ว่าท่านมีแนวทางในการพัฒนาความคิดของคนอย่างไร ผมอาจจะลองนำมาปรับใช้ดูบ้างครับ..ขอบคุณครับ (ปล. ท่าน ผอ.สมนึก จำผมได้ใหมครับ)
เรียนทุกท่านที่แสดงความคิดเห็น
ขอบพระคุณมากนะครับ ผมว่าเรื่องของความคิดเป็นเรื่องที่มีความยิ่งใหญ่มากนะครับ อาจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักคิดคนสำคัญของบ้านเมืองนี้ เคยบอกว่า ถ้าถามว่าปัญหาสำคัญของชาติในปัจจุบันนี้คืออะไร หลายคนคงตอบว่า ปัญหายาเสพติด หรือปัญหาการขาดความสามัคคีของคนในชาติ ท่านบอกว่าปัญหาที่หลายคนกล่าวอ้างก็เป็นปัญหาจริงอยู่ แต่ในความหมายที่แท้จริง คือการที่คนในชาติไม่คิด หรือ คิดแต่ก็คิดไม่เป็นต่างหาก
ต้องขอบคุณอีกครั้งที่ให้กำลังใจกัน ช่วยกันนะครับช่วยให้ผู้ที่ยากไร้ทางการศึกษาหันกลับมาใช้กระบวนการคิดในการแก้ปัญหาในทุกเรื่องนะครับ สำหรับน้องวิชชา ผมจะถามท่านนายกให้นะครับ ต้องขออภัยน้อง ผมจำไม่ได้ครับ และคิดว่าถ้าเราพบกัน คงพบกันที่จังหวัดตราด ในช่วงที่ผมรับราชการอยู่กระมังครับ
สวัสดีครับ ท่าน ผอ.สมนึก ผมเคยอบรมหลักสูตร กศน.ที่เขาล้าน จ.ตราด ตอนเป็นครูผู้สอนครับ ท่านเป็นวิทยากร (เป็น ผช.ผอ.กศน.ตราด) ตอนนั้น ผมเล่นออร์แกน แล้วท่านร้องเพลงครับ พอจำได้ใหมครับ ...ขอขอบคุณท่านมากครับที่ช่วยจุดประเด็นเรื่องความคิด..ตอนนี้ผมเป็นผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาเล็กๆแห่งหนึ่ง ก็พยายามรณรงค์วิธีการให้เด็กคิดอยู่ครับ ผมทำมา 3 ปีแล้วครับ ยังไม่ประสบผลสำเร็จ..ผมว่าการคิด น่าจะเป็นปัญหาระดับวัฒนธรรมเลยละมังครับ คือ วัฒนธรรมของการไม่คิด ซึ่งก็คงน่าจะมาจากวัฒนธรรมของอำนาจนิยมครับ เราอยู่ในสังคมของอำนาจมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จะให้เปลี่ยนมาเป็นสังคมของการใช้ความคิด ผมว่าไม่ง่ายเลยครับ ท่าน ผอ.สมนึกเอง ก็เคยพูดถึงวัฒนธรรมเงียบอยู่ จำได้ใหมครับ สมัยไปพูดที่บ่อไร่เมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว ตอนนี้ ผมว่าก็ยังคงเงียบเหมือนเดิมใช่ใหมครับ..ขอบคุณครับ
เรียน คุณ smail man
ผมต้องขออภัยนั่งนึกอยู่นาน ก็นึกได้เพียงเหตุการณ์ที่คุณเล่าให้ฟัง ว่าเป็นวิทยากรที่นั่น ที่นี่ หรือเคยไปบรรยายที่ไหน แต่ผมนึกถึงน้องไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร อาจเป็นเพราะว่าเราห่างเหินกันนานและประกอบกับผมไปรู้จักคนมากมาย เลยลืมเพื่อนเก่าบางคนก็เป็นได้ ต้องขออภัยอีกครั้งหนึ่ง
ผมว่าการที่เราจะฝึกให้คนคิด ควรเริ่มที่ครอบครัว ผมอยู่จังหวัดใหนผมจะบอกเจ้าหน้าที่ของผมเสมอว่า ถ้าลูกถามอะไรอย่าตอบทันที (ในกรณีที่ลูกเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ยิ่งดี เพราะเขาอยู่ในวัยช่างพูด ช่างซัก ช่างถาม) ให้ย้อนกลับไปถามเขาว่า แล้วลูกคิดอย่างไรละ เช่นง่าย ๆ ถ้าเขาถามว่าคุณพ่อเวลาหมามันฉี่ ทำไมมันต้องยกขาละ เราก็ถามกลับไปว่าแล้วลูกคิดว่าทำไมมันต้องยกขาด้วยละ คำตอบของเขาอาจใช่ หรือไม่ใช่ แต่เราก็เปิดโอกาสให้เขาได้คิด แล้วสรุปคำตอยที่ถูกต้องให้เขา เด็กจะจำไปนานเลยครับ
ถ้ามีเวลาผ่านมาทางสระแก้ว ส่งข่าวนะครับ บ้านผมนอนได้หลายคน ไม่ต้องไปนอนโรงแรม เช่นกันถ้าผมไปตราดก็จะแจ้งให้ทราบครับ
สวัสดีครับ พี่สมนึก(ขออนุญาตเรียกพี่นะครับ) “ผมมีลูกชิ่อว่าเจ้าดอย เจ้าดอยมักจะถามผมอยู่เสมอ แต่ผมไม่ตอบครับ ผมจะย้อนกลับไปถามเจ้าดอย ว่าลองคิดซิว่าทำไม” พี่สมนึกจำประโยคนี้ได้ใหมครับ เป็นคำพูดของพี่สมนึกเอง พูดตอนเป็นวิทยากรอบรมผม ผมก็นำไปใช้ในการเลี้ยงลูกตลอดครับ ภรรยาผม ก็เอาวิธีการนี้ไปใช้เลี้ยงลูกด้วย..ได้ผลดีครับ ขอขอบคุณครับสำหรับการเชิญ ถ้าผ่านไปจะแวะคุยด้วยครับ
การศึกษาคือการพัฒนาคน คนที่มีการศึกษามักจะคิดได้ก้าวไกล แต่ก็ไม่แน่เสมอไปคนที่มีการศึกษาน้อยแต่การคิดที่ก้าวไกลก็มีอย่างเช่น ท่านายกมานิต ที่รู้เพราะทำงานคลุกคลีอยู่ด้วยกัน ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางอย่างที่มองต่างมุมแต่ก็มีจุดม่งหมายเดียวกันคือยกระดับความรู้ภาคประชาชนให้ดีขึ้น จึงได้มีแนวคิดที่จะพัฒนาคนในวัฒนานครให้มีการศึกษาสูงขึ้นโดยมิได้คำนึงว่าหน่วยงานที่มาร่วมจะเป็นหน่วยงานใดเพียงมุ่งหวังว่าเขามีความรู้ดีเราก็ดีใจ
อยากทราบแนวทางการศึกษาไทยในอนาคตโดยเฉพราะการศึกษานอกโรงเรียน จะไปในทิศทางใดครับ
สวัสดีครับท่านผอ.ผมอยากถามว่าการพัฒนาคนพัฒนาในด้านความรู้อย่างเดียวจะสำเร็จหรือไม่ ถ้าปากท้องยังมีความต้องการอยู่ นี่คือปัญหา ผมขอความอนุเคราะห์ช่วยชี้แนะช่องทางให้ผมด้วยครับ
เรียนท่าน ผอ.สมนึก เมื่อ 2 - 3 วันก่อนหลังจากอบรมเว็บบล็อกแล้วมีโอกาสเปิดบล็อกท่านผอ. เห็นวิธีคิด อบต.ยุคใหม่ อ่านแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร มีอยู่วันท่านนายกมานิต ปริ๊นหน้าที่ท่านผอ.เขียนวิธีคิดขิงอบต.ยุคใหม่ แล้วท่านนายกมานิตก็นำมาให้ดูและอยากให้เอาข้อมูลขึ้นเว็บไซด์ หลายคนก็เสนอว่านานกน่าจะสมัครเว็บบล็อกเองจะได้คุยกับท่านผอ.โดยตรง หนูก็ไม่ทราบว่าขณะนี้ท่านนายกมานิตได้คุยกับท่าน ผอ.หรือยัง
เรียน พวกเราทุกคน
ขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็นที่ส่งมาแลกเปลี่ยน ผมว่าประเด็นต่าง ๆ ที่พวกเราเสนอมาก็น่าคิด อย่างที่ผมเคยพูดไว้หลายเวทีว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนในสังคมไทยทุกวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาความแตกแยกของประชาชน แต่เป็นปัญหาที่คนในชาติไม่คิด หรือคิดก็คิดไม่เป็น ความจริงแล้ว ผมฟังครั้งแรกก็เฉย ๆ แต่พอมีเวลาทบทวนผมจึงได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง
เพราะความคิดเท่านั้นที่จะช่วยฉุดให้เราหลุดจากบ่วงพันธนาการได้ และกิจกรรมที่จะทำให้คนเกิดกระบวนการคิด คิอ การศึกษา มิใช่หรือ ?
หน้าที่ของพวกเราจึงมีประการเดียว คือ การสร้างกระบวนการคิดให้เกิดขึ้นกับบุคคลมาก ๆ และการคิดนั้นต้องเป็นการคิดเป็นเท่านั้น
เรื่องของท่านนายกมานิต ผมยังไม่มีโอกาสพบกับท่านอีกเลย เพราะต่างฝ่ายต่างมีงานยุ่ง แต่ไม่เป็นไรถ้าพอที่จะเจียดเวลาได้ ผมจะไปกราบคารวะท่านเอง สำหรับผม ผมคิดว่าถ้าจะคุยกับท่านนายก ผมไม่อยากคุยกับท่านทาง Blog เลย เพราะการคุยกับผู้รู้อย่างท่าน ต้องคุยกันต่อหน้าจะได้อรรถรสมากกว่าครับ