GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ตัดสินใจอย่างไรดี

การตัดสินใจของผู้บริหารแต่ละแห่งจึงขึ้นอยู่กับบริบท ข้อจำกัดและสถานการณ์ที่องค์การเผชิญอยู่ คนนอกมักคิดได้ง่ายและดูเหมือนตัดสินใจได้ดีกว่าเพราะไม่ได้เกิดกับตนเองโดยตรง ผงเข้าตาคนอื่นก็เขี่ยให้เขาได้ง่าย แต่หากเป็นปัญหาของตนเองก็อาจจะแก้ยากเหมือนกันเหมือนผงเข้าตาตนเองเขี่ยออกเองไม่ได้

         ผมได้รับคำถามจากกระทู้ในกระดานพบผู้อำนวยการของwww.bantakhospital.com และได้พยายามตอบคำถามนี้ เห็นว่าหากเอามาลงในบล็อกอาจมีคนช่วยตอบได้อีกเยอะ ลองดูคำถามนะครับ

         ขอเรียนปรึกษาค่ะ
เนื่องจากดิฉันเป็นหัวหน้างานในหน่วยงานเล็กๆที่ต้องให้บริการผู้ป่วย มี จนท. อยู่ 2 คน และลูกจ้างประจำ 1คน ซึ่งเป็นเด็ก train ดิฉันอยู่ในฐานะ กรรมการบริหาร ค่อนข้างที่จะประชุมเพื่อรับนโยบายอยู่เป็นประจำ เป็นหน่วยบริการที่ที่ต้องขึ้นเวรตลอด 24 ชั่วโมง และจัดให้ลูกจ้างขึ้นเวรด้วย ( เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่มีน้อย และอยากหารายได้ให้กับลูกจ้าง ) ขอคำแนะนำค่ะว่า หากเจ้าหน้าที่อีกคน ได้รับอนุมัติจากผอ.ให้ลาศึกษาต่อเนื่อง 2 ปีครึ่ง ( เข้าใจดีค่ะว่าต้องมีการส่งเสริมบุคลากรให้ได้รับทักษะ และเพิ่มวุฒิการศึกษา )แต่ถ้าทำให้อัตรากำลังบกพร่องดิฉันจะมีแนวทางแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างไร กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพราะเหลืออัตรากำลัง เจ้าหน้าที่ 1 และลูกจ้างเพียง 1 ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการลา การไปอบรม ประชุม หรืออื่นๆ แนวทางของผู้บริหารรพ. ดิฉันก็คือ .......ไม่เห็นเป็นไร อยู่ 2 คน ก็ทำไปเท่าที่ทำได้ อยู่เวรยังอยู่คนเดียวได้เลย ถ้าหากทำไม่ได้ก็ให้ปิดแผนก หรือ ให้แพทย์ ส่งตรวจเฉพาะ case ง่าย ๆ นี่แหล่ะ คือทางออก ของผู้บริหาร รพ. ดิฉัน ................ จึงอยากขอข้อคิดเห็นจากท่านค่ะ ขอขอบพระคุณมาณที่นี้ด้วย

          เมื่อผมได้รับคำถามแล้วผมก็ตอบไปดังนี้ครับ

          ผมยอมรับว่าเป็นคำตอบที่ยากมากๆ...เพราะคนที่ไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ย่อมคิดและเห็นไม่เหมือนกัน ส่งผลให้ตัดสินใจแตกต่างกันไป การตอบของผมจึงจำกัดแค่ข้อมูลที่พึงมีและความเห็นจากประสบการณ์ที่พบเจอเท่านั้น ในกรณีนี้...ถ้าเป็นผม จะทำอย่างไร
          1. ประเมินปริมาณงานดูว่า จาก 3 คน เหลือ 2 คน จะทำงานได้ไหม ถ้าปริมาณงานไม่มาก ก็อาจไม่ต้องจ้างคนเพิ่มและให้อยู่ 2 คน
          2. แต่ถ้าปริมาณงานมากเกินไป อยู่ 2 คน ไม่ไหว ก็มาดูสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลหรือดูจำนวนเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลที่มีอยู่ ถ้ามีคนพอที่จะจัดสรรได้ ก็จัดสรรไปช่วย 1 คน ถ้าไม่มีคนแต่มีเงิน ก็จ้างคนมาช่วยอีก 1 คน แต่ถ้าไม่มีคนและไม่มีเงิน ก็ต้องให้ลดปริมาณงานลงเท่าที่จะทำได้ เพราะก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรเหมือนกันหากไม่ลดคนลง ที่โรงพยาบาลเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ที่งานทันตกรรม เคยมีทันตแพทย์ 3 คน ทำให้สามารถให้บริการคนไข้ได้เยอะ ต่อมาเหลือทันตแพทย์ 2 คน ถ้างานเท่าเดิม ทำไม่ได้แน่ ก็ต้องทำใจปรับลดปริมาณงานลงไปและสรางความเข้าใจที่ถูกต้องกับคนไข้เพราะนี่เป็นข้อจำกัด ไม่รู้จะหาทันตแพทย์มาเพิ่มจากที่ไหนได้
           3. หากเรามีความเห็นว่าปริมาณงานลดลงไม่ได้แน่ งานเยอะมาก ก็ต้องพยายามปรับเรื่องการนัดซึ่งอาจได้รับบริการช้าลงบ้าง แต่ไม่ได้เลิกบริการ และอาจจัดตั้งเป็นทีมคร่อมหน่วยงานโดยขอกำลังจากงานอื่นๆมาเวียนช่วยในลักษณะเป็นทีม โดยที่ไม่ได้เอาคนของเขามาเป็นของเราเลย แต่เรามีคนช่วยทำงาน ที่โรงพยาบาลบ้านตากแก้ไขแบบนี้หลายที่ด้วยกัน เช่นงานบริการสุขภาพจิต มีเจ้าหน้าที่ประจำคนเดียว งานเยอะมาก ก็มีทีมงานที่มาจากงาน/ฝ่ายอื่นๆเข้ามาช่วยอีกหลายคน หรืองานการพยาบาลพิเศษ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง 1 คน แต่มีทีมมาจากจุดอื่นๆ เป็นการใช้คนร่วมกันหลายฝ่าย ทำให้แก้ปัญหาการขาดคนไปได้
             ครับนี่เป็นคำตอบที่ผมคิดได้ แต่มีสถานการณ์หรือบริบทที่แตกต่างกันไป การแก้ปัญหาเรื่องดเรื่องหนึ่งในโรงพยาบาลจึงต้องคิดรอบด้าน มองรอบมุม มองทั้งระบบเพราะหากดึงคนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อาจทำให้ที่ที่ได้คนดีขึ้น แต่ทำให้ที่ที่ถูกดึงคนมาแย่ลง พอมองภาพรวมแล้วกลับแย่ลงไปมากทั้งโรงพยาบาล อย่างนี้ก็ต้องไม่ดึงคนออกมาจากจุดนั้น ดังนั้นการตัดสินใจของผู้บริหารแต่ละแห่งจึงขึ้นอยู่กับบริบท ข้อจำกัดและสถานการณ์ที่องค์การเผชิญอยู่ คนนอกมักคิดได้ง่ายและดูเหมือนตัดสินใจได้ดีกว่าเพราะไม่ได้เกิดกับตนเองโดยตรง ผงเข้าตาคนอื่นก็เขี่ยให้เขาได้ง่าย แต่หากเป็นปัญหาของตนเองก็อาจจะแก้ยากเหมือนกันเหมือนผงเข้าตาตนเองเขี่ยออกเองไม่ได้

               ท่านผู้อ่านละครับ มีคำตอบอะไรที่จะเสนอแนะ เชิญเล่ามาได้เลยครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): kmกับงานประจำ
หมายเลขบันทึก: 14465
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)