อันนี้อาจจะเป็นข้อเสียได้ ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เพราะว่ามหาวิทยาลัยในกำกับเน้นประสิทธิภาพ มหาวิทยาลัยในกำกับบอกว่า ไม่เอาเช้าชาม เย็นชาม ให้เงินคุณเป็นก้อนแล้ว คุณไปจ่ายเงินสูงขึ้น คุณอย่าไปจ่าย 7,600 นะ คุณจะจ่าย 12,000 - 15,000 สำหรับปริญญาตรีเกียรตินิยมที่สอบได้ที่หนึ่งก็แล้วแต่คุณ แล้วแต่มหาวิทยาลัย ไม่เหมือนกันก็ได้ แต่คุณต้องเรียกร้องให้เค้าทำงาน เวลาคุณจ่ายเค้า 15,000 หรือ 12,000 แล้วเนี่ย คนจบปริญญาตรีในระบบราชการได้ 7,600

แล้วในส่วนของข้อเสียล่ะคะ??

 

          มหาวิทยาลัยในกำกับมีข้อเสียอยู้ 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่จะต้องระมัดระวังให้ดี  ต้องเตรียมการจัดการให้ดี

          ข้อเสียข้อที่หนึ่ง คือ  ที่รัฐบาลสัญญาว่าจะช่วยเหมือนเดิมอต้องช่วยจริงนะ  ต้องหาหลักประกันให้ได้  เพราะถ้ารัฐบาลไม่ช่วยโดยไม่ได้จัดงบประมาณให้เหมือนเดิม  มหาวิทยาลัยในกำกับก็ต้องไปหากินกับนักศึกษา   คำถามมันมีอยู่ว่า  แล้วมันน่าเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ช่วยเหมือนเดิมรึปล่าว  ผมก็บอกว่า ดูพระจอมเกล้าธนบุรีสิ  ออกจากส่วนราชการไปแล้ว 7 ปี  ก็ยังช่วยเหมือนเดิม  ดูมหาวิทยาลัยในกำกับอย่าง แม่ฟ้าหลวง  อย่างวลัยลักษณ์ หรือสุรนารี  รัฐบาลก็จัดงบประมาณให้เหมือนเดิม  ไม่ได้ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยส่วนราชการ  มันก็เป็นตัวอย่าง เพราะเค้าก็ยังทำอยู่  บอกว่าเอ๊ะ  พวกนี้มันสอนวิศวะ  สอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แล้วรัฐบาลจะช่วยเฉพาะพวกนี้รึปล่าว  เดี๋ยวรัฐบาลจะบังคับมั้ยว่า  ปิดศิลปศาสตร์ของคุณ  ไม่ให้สอนปรัชญานะเพราะว่ามันไม่มีประโยชน์  ให้สอนเฉพาะอย่าง ที่หากินได้ วิศวะ MBA     รัฐบาลจะเลือกช่วยมั้ย  ผมก็บอกว่า มีมหาวิทยาลัยในกำกับอีก 2 แห่ง  ก็คือ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย  กับมหาวิทยาลัยมหามงกุฏราชวิทยาลัย  สอนสาขาวิชาซึ่งหากินไม่ได้เลย  รัฐบาลก็ยังให้เงินสนับสนุนอย่างเต็มที่  ก็ขนาดวิชาที่หากินไม่ได้แน่ๆ  อย่างพุทธศาสนบัณฑิต  ก็ยังจัดงบประมาณให้ไปจัดการเรียนการสอนได้  ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องสังคมวิทยา  เรื่องปรัชญากระมัง  แต่มหาวิทยาลัยต้องพยายามหาหลักประกันให้ดี  โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายมหาวิทยาลัยในกำกับว่า  รัฐบาลต้องสนับสนุนอย่างเพียงพอ  ข้อแรกก็คือ  ถ้ารัฐบาลให้เงินน้อยเมื่อไหร่  มันก็มีปัญหา  เพราะมันจะอยู่ได้ยังไง  ก็ต้องขึ้นค่าหน่วยกิต  มันผกผันกัน  เมื่อไหร่ไอ้นี่ได้น้อยก็ต้องไปเพิ่มไอ้นู่น  จนกระทั่งได้เพียงพอ  มันก็ไม่มีอะไรกระทบ  แต่ผมยืนยันว่า  หกมหาวิทยาลัยในกำกับที่ผ่านมารัฐบาลให้การสนับสนุนไม่ด้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ  เพราะฉะนั้น  สงสัยได้  ระวังได้  แต่ไม่มีข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลจะตัดการอุดหนุนแล้วให้ไปหากินเอง นี่คือประการที่หนึ่ง

          ประการที่สอง  เวลาผมพูดข้อเสียของระบบราชการมันมีมาตรฐานการจ้างเดียว  ก็คือเป็นข้าราชการซี 3 เงินเดือน 7,600 บาท อะไรต่างๆ ก็มีข้อดีซ่อนอยู่เหมือนกัน  ก็คือ ระบบราชการมันมีความมั่นคงสูง  เวลาคุณสอบเป็นข้าราชการรับเงินเดือน 7,600 บาทได้เนี่ย  คุณบอกพ่อแม่คุณได้เลยว่ารับไปจนกว่าจะเกษียณ  ถ้าไม่ทำความผิดอะไรร้ายแรงจนเค้าไปไล่คุณออก  แต่ระบบราชการไม่มีกลไกตรวจสอบประสิทธิภาพ  คุณจะเช้าชาม เย็นชาม เที่ยงอีกชามหนึ่งก็ได้  อยู่เฉยๆ คุณก็ได้ขั้นหนึ่ง  แล้วก็ไม่มีใครไล่ใครออก  มันก็ไปของมันเรื่อยๆ  อันนี้อาจจะเป็นข้อเสียได้  ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  เพราะว่ามหาวิทยาลัยในกำกับเน้นประสิทธิภาพ  มหาวิทยาลัยในกำกับบอกว่า ไม่เอาเช้าชาม เย็นชาม ให้เงินคุณเป็นก้อนแล้ว  คุณไปจ่ายเงินสูงขึ้น  คุณอย่าไปจ่าย 7,600  นะ คุณจะจ่าย 12,000 - 15,000 สำหรับปริญญาตรีเกียรตินิยมที่สอบได้ที่หนึ่งก็แล้วแต่คุณ  แล้วแต่มหาวิทยาลัย  ไม่เหมือนกันก็ได้  แต่คุณต้องเรียกร้องให้เค้าทำงาน  เวลาคุณจ่ายเค้า 15,000  หรือ 12,000 แล้วเนี่ย  คนจบปริญญาตรีในระบบราชการได้ 7,600 

          เพราะฉะนั้น คุณต้องบอกให้ชัดนะ คุณต้องมีงานสอนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์  คุณจะต้องมีงานวิจัยปีละ 1 ชิ้น  หรือมีบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารหนึ่งชิ้นในแต่ละอาจารย์  นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยในกำกับเรียกร้องว่า  มันเปิดโอกาสให้ระบบบริหารในมหาวิทยาลัยจ่ายค่าตอบแทนได้สูงขึ้น  แล้วก็เรียกร้องสูงขึ้นได้  มีกำหนดเลยว่าจะไม่มีระบบที่เข้ามาตอนอายุ 21 แล้วอยู่จน 60 อีกต่อไปแล้ว  มันบอกเลยว่าให้ใช้ระบบสัญญา  ในทางปฏิบัติ ก็คือสัญญาทุกๆ 3 ปี หรือ 5 ปี  มาดู performance กัน เมื่อครบรอบสัญญา   ถ้าครบก็ต่อ ถ้าทำได้ครบ สอนไม่น้อยกว่ากี่วิชาต่อปี  มีบทความหนึ่งเรื่อง  มีงานวิจัยหนึ่งเรื่อง ผ่านก็ต่อ  ถ้าไม่ผ่าน เราโปรเบชั่นอีกปีหนึ่ง  เราอาจจะไม่ต่อสัญญา   อีกรอบหนึ่งอาจจะไม่ต่อ  ซึ่งระบบนี้เราทำอยู่ในกรณีที่เราทดลองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตย์ฯ หรือสิรินธรฯ ก็ตาม  และถ้าคุณทำไม่ครบตามที่ว่า  โดยไม่มีเหตุผล คุณจะถูกเตือน แล้วสัญญาหน้าเนี่ยคุณจบแล้วคุณไปเลย  ซึ่งก็แฟร์

          แต่ที่ห่วงว่า จะเป็นปัญหากันก็คือ  ผู้บริหารจะใช้อันนี้เป็นเครื่องมือในการไปเล่นงาน  ผมไม่ชอบหน้าใคร  ผมก็ไม่ต่อสัญญาเมื่อครบ  แต่ธรรมศาสตร์อาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่  เพราะคนที่เป็นผู้บริหารอยู่แค่ 3 ปีเท่านั้น  แต่ผมว่า...สัญญามัน 3 - 5 ปี  มันต้องไปต่อที่ผู้บริหารคนไหนสักคน  ผู้บริหารคนนั้นไม่ได้ตามไปจนกระทั่งครบหรอก    แต่เอาเถอะ...มันต้องไปต่อที่ผู้บริหารคนไหนสักคนหนึ่งเมื่อสัญญาคุณครบ  ทำงานตรงนี้จะมีหลักประกันเมื่อผู้บริหารไม่ไปสร้างอาณาจักร  ไม่ไปกดขี่ข่มเหงอาจารย์  ไม่ไปดูว่าอาจารย์เป็นพวกผมรึเปล่า    ถ้าไม่เป็นพวกผม  ผมจะไม่ต่อสัญญา  นี่คือปัญหาที่อาจจะมองไม่เห็น และเป็นข้อเสีย  ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ดี  ที่ยุติธรรม  มีหลักประกันให้กับบุคลากรพอสมควร  ว่ามันจะต้องมาจากกลไกการประเมินที่มีมาตรฐาน  ไม่ใช่ผู้บริหารเป็นคนตัดสินใจว่าจะประเมินผ่าน หรือไม่ผ่าน  ต่อหรือไม่ต่อ

          นี่คือข้อเสียสองอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยในกำกับซึ่งมันหลุดไปจากระเบียบราชการ  ไปบริหารเอง โดยสภามหาวิทยาลัยกับผู้บริหาร