นั่งสงบนิ่ง ไม่ต้องประนมมือ ตั้งใจฟังพระบรรยายธรรม พระเทศน์ พระสวด น่าจะดีกว่าการพวงอยู่กับมือนะ.

               จากคำถามข้างต้น ผมหรือจะรอช้าที่จะแสดงความเห็นออกไป อืม…ตะกี้ที่พระสวดนั้นคือ อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ มรึสุ จ มริสฺสเร ตเถวหํ มริสฺสามิ นตฺถิ เม เอตฺถ สํสโย บทนี้ เป็นบทที่ให้พระพิจารณาความไม่เที่ยงแท้ถาวรของชีวิต ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เกิดดับ เกิดดับ เกิดแล้วก็ตาย แม้แต่ชีวิตเราก็ต้องตายอย่างศพในหีบศพนี้เหมือนกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง พี่..ขอแปลเป็นภาพรวมแล้วกันนะว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงแท้ถาวรเลย สังขารในความหมายนี้คือชีวิต  ชีวิตอันเป็นที่รวมของสิ่งต่างๆ ที่พระบอกว่า ประกอบมาจากรูปและนามนั่นแหละ รูปคือธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ เกาะรวมเป็นร่ายกายและนามคือจิต ความรู้สึก ความคิด เหล่านี้แหละมันไม่อยู่ยงคงกระพัน…เอาใหม่นะ สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงแท้ถาวร เกิดแล้วดับไปเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดาของมัน แต่ถ้าเราทำความเข้าใจ เข้าถึง รู้ชัดในภาวะของมันได้อย่างถ่องแท้ เราจะมีความสุข สัตว์ทั้งหลาย หมายถึงคนตาย ที่กำลังตาย ที่ตายไปแล้ว และที่จะตายต่อไปอีกจำนวนมากนั้น แม้ตัวเราเองก็จะตายเหมือนกับสัตว์เหล่านั้น เหมือนกับศพที่เห็นตรงหน้านั่นแหละ ตอนสุดท้ายเขากล่าวว่า ความสงสัยในเรื่องนี้ เรื่องชีวิตที่จะต้องตายนั้นไม่มีแล้ว ผมเว้นช่วงให้เธอคิดเล็กน้อย บ่อยครั้งเวลาที่ผมพูดเรื่องความตาย เธอมักจะไม่ชอบให้ผมพูด โดยเธอมองว่าเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล เธอกลับมองต่างจากผม โดยผมมองว่า การนึกถึงความตายบ่อยๆ เป็นมงคล สำหรับผม ยังไม่ทันที่ผมจะตอบคำถามที่ ๒ ซึ่งผมกำลังคิดว่าผมจะเริ่มต้นอย่างไรดี พิธีกรก็เริ่มกล่าวคำนำถวายทาน กล่าวคำกรวดน้ำอิมินา พระให้พร แผ่เมตตาและกล่าวคำลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี พิธีกรเชิญให้ตัวแทนเจ้าภาพมากล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมไว้อาลัยในงานบำเพ็ญกุศลศพ ระหว่างนั้น สาวน้อยก็เอ่ยขึ้นว่า ทุกครั้งที่พระสวดคำว่า ภวนฺตุ เต จะรู้สึกว่า โห สบายแล้ว โล่งไปเสียที ผมเข้าใจดี เพราะคำนั้นเป็นคำสวดสุดท้ายของพระในทุกพิธีกรรม ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หัวเราะชอบใจออกไป แต่ในใจผมกลับคิดว่า หลายครั้งผมก็เป็นเหมือนกัน และย้อนถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้ ระหว่างการฟังสวดนี่ มันทรมานเพียงนั้นเชียวหรือ เราเป็นชาวพุทธประสาอะไรกัน ยังไม่ทันหาคำตอบให้ตัวเอง แล้วทำไมพี่..ไม่ประนมมือเวลาพระสวดอนิจจา เธอแทรกคำพูดขึ้นมา ผมนึกว่าเธอลืมประเด็นนั้นไปแล้ว แต่คิดผิด ผมจึงตอบไปว่า ตอนพระสวดอนิจจานั้น เป็นตอนที่พระพิจารณาศพเพื่อย้อนมาสู่ตัวของพระเอง อันที่จริงเป็นเรื่องของพระกับศพที่วางอยู่ตรงหน้า ดังนั้น เราจึงเป็นผู้เฝ้ามองการพิจารณาของพระ หากดูสภาพคือมันไม่เกี่ยวกับเรา ส่วนเวลาพระสวด พระสวดให้เราฟัง เราก็รับฟังด้วยความเคารพ การประนมคือการแสดงออกซึ่งความเคารพ อันการจะประนมมือเวลาพระพิจารณาศพก็ใช่ว่าจะผิดอะไร ถือว่าเป็นการประนมเพื่อชื่นชมในความดีงามที่พระได้กระทำลงไป เจ้าคณะจังหวัดชุมพรรูปปัจจุบันท่านสอนพระว่า เวลาฟังพระสวดอนิจจา ควรประนมมือด้วย ถือเป็นการเคารพในธรรม ทีนี้ในเรื่องการประนมมือนั้น อยากให้น้อง…คิดอย่างนี้นะ โดยขอให้ลืมการที่พี่…ประนมมือเวลาพระสวดอภิธรรมและไม่ประนมมือเวลาพระสวดอนิจจา และชาวบ้านประนมมือทุกครั้งที่ได้ยินพระสวด แน่นอน มันดีกว่าการเล่นการพนัน การดื่มสุราระหว่างพิธีกรรมอย่างหาประมาณมิได้ น้องลองพิจารณาดูว่า ระหว่างที่พระสวด พระบรรยายธรรม พระเทศน์ เราต้องนั่งประนมมือ เราเมื่อยมือมากๆ เราพวงอยู่กับมือที่จะต้องให้ตรงกับกติกาสังคมคือประนมไว้ระหว่างอกหรือพระสวดต้องประนมมือที่เราถูกสอนจากผู้เฒ่าผู้แก่มาตั้งแต่เล็กและยังเห็นอยู่ในปัจจุบัน เราเองก็สอนเด็กๆอย่างนั้นด้วย แน่นอนเรากำลังฝึกความอดทน ความมีวินัย แต่เวลาเช่นนั้น สิ่งที่เราควรจะทำและควรจะได้รับคืออะไร มีคนเขาให้ความเห็นกับพี่อย่างนี้นะ นั่งสงบนิ่ง ไม่ต้องประนมมือ ตั้งใจฟังพระบรรยายธรรม พระเทศน์ พระสวด น่าจะดีกว่าการพวงอยู่กับมือนะ..หรือน้อง..คิดอย่างไร”“อ๋อ นั่งตั้งใจฟังดีกว่า <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">  </p>                เราคุยกันเรื่อยๆ จนตัวแทนเจ้าภาพพูดจบ จากนั้นญาติๆ ก็ลงมาคุยกันที่เต็นท์ จากเรื่องที่เราคุยกันสองคน กลายเป็นเรื่องสารทุกข์สุกดิบของญาติๆ ที่มาจากต่างถิ่น ต่างจังหวัด ประมาณ ๕ ทุ่มเห็นจะได้ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน