หลังจากได้ยินเสียงระฆังอันเป็นสัญญาณให้ทราบว่า “ถึงเวลาแล้ว” ผมคิดอยู่ ๒ อย่างคือ ๑) เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ๒) หรือว่าเป็นการปวารณาออกพรรษาของพระในวัดนี้ กรณีหลังนี้ ผมดูจากปฏิทินจึงทราบว่า เป็นวันปวารณาออกพรรษาด้วย เพื่อให้ข้อข้องใจหมดสิ้นไป เราจึงเดินกันไปนั่งภายในเต็นท์หน้าศาลาฯ ภายในเต็นท์ยังคงมืดเพราะยังไม่มีการติดไฟ เมื่อมองขึ้นไปบนศาลาเราจะเห็นหีบศพ ชาวบ้านเรียกว่า “โลงแอร์” ตั้งอยู่ทางปีกซ้ายของศาลา ส่วนตรงกลางศาลาเป็นโกฏิ ๓ ยอด ทั้ง ๒ ที่มีดอกไม้ประดับอย่างพรั่งพร้อม มีพวงหรีดสวยๆ งามๆ ห้อยตามเสาศาลาอยู่รายรอบ สำหรับโกฏิสวยๆ แบบนี้ จากประสบการณ์แวะเวียนงานศพในหลายๆงาน ทั้งภาคกลาง (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา นครปฐม) ภาคใต้ (นครศรีธรรมราชและชุมพร) เห็นจะมีก็แต่สงขลา ให้นึกตั้งคำถามอยู่ในใจเหมือนกันว่า “แปลกแท้ ทำไมชาวสงขลาจึงมีเอกลักษณ์ที่น่าศึกษาดีแท้” ผมหันหน้าไปถามอา ด้วยชื่นชอบโกฏิ แต่ก็แปลกๆ ยังไงชอบกล “โกฏินั้น เขามีไว้ทำไม เขาไม่ได้ใส่ศพไปในโกฏิด้วยหรือ” คำถามแบบเด็กน้อยอมมืออย่างผม สร้างเสียงหัวเราะในลำคอแบบแปลกๆ ให้ผมนึกฉงนและโทษตัวเองว่า “เรานี้มันเด็กน้อยจริงๆ ถามไปได้อย่างไร” และตอบในใจว่า “เพราะไม่รู้ จึงต้องถามให้เข้าใจ” อาบอกให้ทราบว่า ที่โกฏิก็มีศพ เป็นศพของญาติที่เรามา โกฏินี้จะเอาไว้ใส่ศพของผู้..ประมาณว่า “สูงอายุ” ส่วนโลงนั้นก็มีศพด้วย วันนี้มีอยู่ ๒ ศพคือ ศพในโลงเป็นศพหลาน ส่วนศพที่โกฏิเป็นศพของลุง ทั้ง ๒ ตายในวันเดียวกัน แต่มิใช่เหตุการณ์และสถานที่เดียวกัน ผมได้ความรู้ว่า ถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะใส่หีบศพปกติ แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุจะใส่โกฏิ ๓ ยอดที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้ นับว่าผมได้พบรายละเอียดบางอย่างกับงานบำเพ็ญกุศลศพคืนนี้แล้ว แม้จะเป็นส่วนเล็กๆของรายละเอียดทั้งหลายก็ตาม ให้นึกถึงวันแต่งงาน มีรายละเอียดจนทำให้ผมรู้สึกมั่นใจว่า งานแต่งงานไม่ใช่งานฉาบฉวย งานแต่งงานมีความหมายของความเป็นชีวิตคู่ การรวมญาติ การเปิดใจรับ การให้โอกาส ความยินดีด้วย และอีกหลายอย่าง งานบำเพ็ญกุศลศพก็เหมือนกัน ล้วนมีความหมายให้แต่ละคนได้เรียนรู้อย่างไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่า ทุกอย่างมีรายละเอียด มีจุดมุ่งหมายของรายละเอียด