วันนี้ (2 พ.ย.2550) ได้เชิญคณะครูมาประชุม ช่วงหนึ่งมีคุณครูท่านหนึ่งเสนประเด็นแนวทางการทำงานให้พิจารณา ผมใช้ D แรก ก่อน คือ Deep listening เมื่อผมตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ผมก็ตัดสินจากความรู้และประสบการณ์ของผมว่า ประเด็นที่เสนอมานั้น เป็น ความคิดเห็น ไม่ใช่ ความจริง ผมก็ใช้ D ที่สอง คือ Dialogue ผมบอกเจ้าของประเด็นว่า เรื่องนี้ผมรับฟัง และจะพิจารณา แต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องใช้ข้อมูลหลายอย่าง ผมขอแขวนประเด็นไว้ก่อนได้ใหม แล้วค่อยพิจารณาภายหลัง เมื่อข้อมูลพร้อม เจ้าของประเด็นบอกว่า ไม่ต้องรอ ขอให้พิจารณาเลย ผมก็เลยต้องใช้ D ที่ 3 คือ Dhammadhipateyya นั่นคือต้องใช้หลักเหตุผลเข้าว่ากัน โดยจะไม่ถามว่าใครเห็นด้วยยกมือ หรือ ผมจะเอาอย่างนี้ ผมใช้คำถามเจ้าของประเด็น โดยบอกว่าข้อเสนอที่ว่ามา ก็เป็นความคิดที่ดี แต่ข้อจำกัดก็มีหลายข้อ ผมยกประเด็นข้อจำกัดไป 2 - 3 ประเด็น ว่าจะแก้อย่างไร ถ้าแก้ได้ ก็ โอเค เจ้าของประด็นเงียบไป ผมเลยพูดต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นผมขอสรุปว่าจะตัดประเด็นดังกล่าวออก ด้วยหลักเหตุผลตามความเป็นจริง มีใครคัดค้านบ้าง ที่ประชุมไม่มีใครคัดค้าน ผมก็เลยตัดประเด็นดังกล่าวออก ผมสังเกตดูทุกคนก็ยอมรับมติด้วยเหตุและผล คือ ไม่มีใครแพ้ ใครชนะ แต่ชนะทุกฝ่าย คือ ชนะความขัดแย้ง…ขอบคุณครับ
ประชุมวันนี้ มีการขัดแย้ง : เบื้องหลังและทางออก
การขัดแย้งในความคิดเห็น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ขึ้นอยู่ว่าจะจัดการอย่างไร ให้ชนะทั้งคู่
สวัสดีครับ
วันนี้เป็นการประชุมที่ชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อดีนะครับ
ผมคิดการประชุมหากเราวางแผนให้ดี พูดตรงประเด็น ว่ากันไปเป็นเรื่องๆ และสรุปให้ชัดเจนก็จะเป็นการประชุมที่ไม่น่าเบื่อ
เทคนิค 3 D น่าสนใจมากครับ
สำหรับ"การห้อยแขวน" ผมใช่บ่อยมากขึ้นในช่วงนี้
ได้ข้อคิดในการบริหาร มีบ่อยเช่นกัน
ขอขอบคุณ คุณ จตุพร และ คุณสุรินทร์ เป็นอย่างสูงครับ ที่กรุณาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีประสบการณ์ครั้งต่อไป จะนำมาเล่าให้ฟังอีกครับ