คนรู้ใจ
นาย ธนัฐตรัยภพ ลางคุลานนท์

แผนไทยต้องสืบทอด อย่างประชาชนเป็นศูนย์กลาง


การดูแลสุขภาพแผนไทย ในมุมมองนักวิชาการสาธารณสุขคนหนึ่ง

                  บทที่ 1 แผนไทยต้องสืบทอด 

         แผนไทยในที่นี้ หมายถึงการดูแลสุขภาพแผนไทย  ในมุมมองของผม ผู้ผ่านประสบการณ์ทำงานด้านการแพทย์แผนไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2536 หลังจากกระทรวงสาธารณสุขมีสถาบันการแพทย์แผนไทย สังกัดกรมการแพทย์ มีอาจารย์แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาและความรู้ความเข้าใจด้านการดูแลสุขภาพแผนไทย

          ในบทที่ 1 นี้ จะกล่าวถึง "การสืบทอด" ที่เป็นประเด็นสำคัญอันดับต้นๆ เนื่องจากถ้าขาดไปหรือไม่สมบูรณ์ จะมีผลถึงการพัฒนาองค์ความรู้สุขภาพแผนไทย

          การสืบทอดที่รับทราบมา ได้แก่การต่อเทียนภูมิปัญญา 3 เล่ม คือ คน ตำรา ป่า

          คน : คือการแสวงหา รักษา ทำนุบำรุง คน ผู้มีองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพแผนไทย ไม่ว่าจะเป็นหมอยาพื้นบ้าน(ที่มีอยู่ในหมู่บ้านชุมชนแต่เดิม) หมอนวดแผนไทย(หรือแผนโบราณที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ชุมชนแต่เดิม) ไปจนกระทั่งหมอน้ำมนต์ หมอเป่า หมอลำผีฟ้า  ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ แผนไทย (บางคนเรียกว่า หมอแผนโบราณ หรือ หมอที่ให้การรักษาแบบพื้นบ้าน)  บางชุมชนรู้อยู่ว่ามีหมอประเภทเหล่านี้อยู่ แต่ไม่รู้ถึงความสำคัญในการนำองค์ความรู้ของเขา(Tacit)ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร(Explicit) ให้ศึกษาต่อไปกันได้

         ตำรา : ในที่นี้หมายถึงเอกสารโบราณ สมุดข่อย ที่กล่าวถึงยา หรือการดูแลสุขภาพ จะต้องแสวงหา รวบรวม อนุรักษ์ และนำมาทำสำเนา ศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์  มีเป็นอันมากที่มักจะเผาหรือทำลาย บ้างก็เผาตามตัวเจ้าของไปเมื่อเสียชีวิต ทำให้สูญเสียองค์ความรู้ที่สำคัญไป  อย่าคิดว่าอ่านไม่ออกจะทำอะไรอย่างไร เพราะยังคงมีคนที่อ่านภาษาโบราณ(ภาษาธรรม ภาษาขอม ฯลฯ)ได้อยู่เพราะศึกษาสืบเนื่องกันมา

         ป่า : ก็คือป่าทั่วไป ทุกวันนี้อย่าคิดว่าป่าหมดแล้ว เพราะนอกจากพื้นที่ป่าตามกฎหมายเช่น อุทยานแห่งชาติ สวนพฤกษชาติ ทำนองนี้แล้ว ในหมู่บ้านชุมชนนอกเขตเมืองยังคงมี "ป่าช้าสาธารณะประจำหมู่บ้าน" ให้เห็นอยู่อีก นั่นละเป้าหมายการอนุรักษ์

         ในจังหวัดที่ผมอยู่นั้น มีการเปิดสถานนวดแผนไทยกันมาก ดูเหมือนจะเป็นการสือทอดอย่างหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยก็มีการทำวิจัยการนวดไทย ก็เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปตามระบบการศึกษา มีที่ไปเก็บความรู้จากหมอพื้นบ้านมาทำเป็นตำรา(ที่ยังไม่เอาไปให้ท่านชำระแก้ไขให้เรียบร้อยสมบูรณ์ก่อนพิมพ์)ก็มี แต่ทั้งหมดยังไม่ครบองค์ประกอบทั้งสาม(คน ตำรา ป่า)และขาดการดำเนินการในลักษณะต่อเนื่อง คงมีแต่การทำให้สถานบริการสาธารณสุขเช่นโรงพยาบาล สถานีอนามัย ได้จัดทำและให้"ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการแพทย์แผนไทย"เท่านั้น ซึ่งในเกณฑ์ที่ว่านี้ก็ยังไม่มีประเด็นการสืบทอดทั้งสามด้านบรรจุไว้ให้ครบอีกต่างหาก สรุปภาพที่เห็นตอนนี้จังหวัดนี้ เน้นนวด สปา กับการพัฒนาตามเกณฑ์(ที่ไม่ครบองค์ประกอบสำคัญ : เกณฑ์พิการ)

             เสนอแนะ สำหรับคนทำงานด้านนี้ ถ้ายังจำสิ่งที่อาจารย์สอนได้ ก็เร่งนำมาทำให้เกิดรูปธรรมชัดเจน ก่อนที่จะสูญเสียไปมากกว่านี้      

             ผมขอเสนอแนวทางไว้ดังนี้คือ

     1.ด้านคน ตำรา ป่า     ยังมีอยู่ คนก็ยังไม่ตายหมดหรอกครับ มีเหลืออยู่ตามทะเบียนที่เคยให้สำรวจนั่นแหละ (ทะเบียนอยู่ไหนหนอ?)  ควรให้ชุมชน หมู่บ้าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเขาเห็นความสำคัญในเรื่องนี้.......แหม เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงยังไม่ค่อยจะเห็นเลย.....ดูจากพฤติกรรมอันทำให้เกิดสิ่งที่ปรากฎอยู่ทุกวันนี้..... ทำไม.....  ก็มันไม่มีอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  +  ทำตามเกณฑ์ก็ผ่านประเมินแล้ว.......คิดอย่างนี้ไม่ใช่ลูกศิษย์หมอเพ็ญ!

          เรื่องเกณฑ์มาตรฐานนี่ ให้ดูการจ่ายโบนัสของกระทรวง....เป็นแบบอย่าง กรมหนึ่งจ่ายโบนัสรายหัวได้มาก พอมาดูหมออนามัย คนลงทำงานแทบตาย ไม่มีผลงานจึงไม่มีโบนัสเท่าเขา....ว่าซ้าน...

          ก็เกณฑ์มาตรฐานต่างกัน ใครทำผ่านเกณฑ์ถือว่ามีผลงานดี ดันเอาไปเทียบรวมกันโดยไม่เวตน้ำหนัก.....ก็อย่างนี้ซิ คนที่มีเกณฑ์มากกว่าหรือหลายอย่าง ยาก-ง่ายในการทำต่างกันมาก การวัดผลก็ต่างกันมาก ยังดันเอาไปเป็นเกณฑ์จ่ายโบนัสกลาง....ฉลาด..สิ้นดี

        เอาเรื่องนี้มายกตัวอย่าง จะได้เห็นชัดว่า ถ้าทำอยู่ตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่ไม่รู้ว่าคนคิดท่าน....คิดมากันโดยไม่มาถามประชามติคนทำ...สั่งการผ่านผู้ใหญ่มาตามลำดับขั้น ....คนทำจริงมันก็ต้องทำตามนั้น   อาจเกิดผลเสียต่อภาพรวมได้ดังนี้แล    เดี๋ยวนี้มีคำว่า "คิดนอกกรอบ" ให้ได้ยินนานแล้ว ผมจึงเสนอให้ทำตามความรู้ทางวิชาการครับ ครบถ้วน และ"ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง"ของการรับประโยชน์มากที่สุด    (ไม่ใช่เอาตัวเอง -ถนัดแต่นวด อบ ประคบ สปา -ได้เงิน ได้กล่อง เป็นศูนย์กลาง) 

            มาดูว่าจะทำอย่างไรกับคน ตำรา ป่า

            คน ส่วนใหญ่จะแก่ แต่ยังไม่ตายหมดหรอกน่า  อาจมีที่หนุ่มอยู่โดยรับการถ่ายทอดวิชาจากบรรพบุรุษ พวกนี้เรามีทะเบียนจากการสำรวจ ควรเข้าเป็นฐานข้อมูล กลุ่มเป้าหมายการวิจัยเชิงคุณภาพ เรียงลำดับเวลาก่อนหลังตามอายุและสุขภาพ เพื่อเข้าไปเก็บบันทึกองค์ความรู้ที่เขามีทั้งหมด แล้ว........อย่าเอามาทำเปเปอร์ว่าเป็นของตัวเอง ให้ทำอย่างที่อาจารย์ทำให้ดู ทำเป็นรูปเล่มเลยว่าองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านคนไหน.....  ทำเสร็จแล้วลองระบุให้เป็นลิขสิทธิ์ของตระกูลเขา ก็จะดี แสดงความบริสุทธิ์ใจในการธำรงรักษาองค์ความรู้ ไม่ซื้อเอาเป็นเจ้าของด้วยความโลภทางวิชาการ ในส่วนนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(เทศบาล อบต.) ควรมีส่วนร่วมประชาสัมพันธ์ จัดระบบด้วยแต่ต้น เพราะเป็นประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของเขา

          ตำรา มีจำนวนมากที่สถาบันการศึกษา ไป"เก็บกวาด" จากเจ้าของมาเก็บเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว อันนี้บาปหนัก เพราะเก็บแบบไม่ให้คนที่เขาพร้อมทำการศึกษามากกว่าตัวเองได้พบได้เห็นเลย จะต้องแก้ไขโดยให้มีส่วนร่วม"พหุภาคี" คือ   (1)ตัวเจ้าของเดิมที่บรรพบุรุษเขายอมมอบมาให้       (2)ตัวคนที่ไปเอามาได้    (3)หน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทยในพื้นที่       (4)หน่วยงานอื่นที่อาจเกี่ยวข้องตามบทบาทอำนาจเช่นกรมศิลปากรณ์     และ(5)ชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ของผู้มอบ    ทั้งหมดนี้ต้องรับรู้ร่วมกันว่า เอาไปไว้ที่ไหน แปลเป็นภาไทยปัจจุบันหรือยัง เข้าระบบทะเบียนการวิจัยทางคลินิคอย่างไร เพื่อให้องค์ความรู้เป็นที่ยอมรับ นำมาใช้ได้ และเป็นสาธารณะสมบัติหรือสิทธิ์ร่วมกัน...

          เคยคิดไม๊ว่าเป็นสาธารณะสมบัติ...!   อย่าบอกนะว่าฉันเอามาวิจัยได้ต้องเป็นของฉัน  เห็นมีในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เนืองๆ......... ค้นพบพืช......โดย........สามารถนำมารักษา.....ได้ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ค้นพบ......เบื่อแล้วพวกนี้

          ถ้าไม่เคยรับฟังจากคนเฒ่าคนแก่สืบต่อกันมา หรือมีระบุในใบลาน+ตำรายาไทย+เรื่องราวด้านการแพทย์แผนไทย จนถึงกับเอามาลองลูบผมดูหรือ ลองทาผิวดู โดยบังเอิญ เห็นว่าน่าจะได้ผล ตามนั้น   จะตรัสรู้มาเองหรือ..! เก่งจังนะตัวเอง

           ที่เหลือจากการเก็บกวาดยังมีในชุมชน ก่อนที่เขาจะเอาไปเผาตามคนเจ้าของไป รีบสำรวจโดยร่วมกับท้องถิ่น แล้วเอามาเข้าพหุภาคี คิดทำเป็นระบบกันต่อไปเทอญ

          ป่า   อันว่าสมุนไพร ก็หมายถึงลูกสมุนของไพร มันเกิดขึ้น เติบโตและดำรงอยู่ในไพรพฤกษ์   ป่าจึงเป็นแหล่งอาศัยของสมุนไพร สำรวจให้ทราบว่ามีพืชพรรณ (พืชวัตถุ )   สัตว์ป่า(สัตว์วัตถุ) แร่ธาตุ(ธาตุวัตถุ) ใดบ้าง...ในป่าข้างบ้าน  ดังระบุข้างต้น  พวกนี้ควรเอา(1)คนที่เรียนจบด้านเภสัชกรรมไทย  (2)ผู้มีความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ หรือป่าไม้-ป่าไม้นี่รู้ไม๊น้อ..น่าจะรู้นะ (3)องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น..เจ้าของพื้นที่  เข้าไปร่วมสำรวจด้วย      สำรวจทราบแล้วทำทะเบียน ทำแผนที่ นำเสนอในเวทีชุมชน กระตุ้นเตือนให้หวงแหนรักษาและรู้จักพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ อย่างเป็นระบบ และทั่วถึงเป็นธรรม  ว่าไปโน่น

           อย่าคิดปลูกสวนสมุนไพรในป่าล่ะ ทำสวนไม่ได้ มันต้องแซม ต้องซ่อมให้เป็นธรรมชาติ ตามหลักวิชาของพวกป่าไม้   

            2.ระบบ  การเกื้อกูลในภาพรวมไม่เกิด   แน่ละ ไม่เกิดแน่ ก็ตามข้อ 1 ขยายความก่อนนะ

             ประเด็นแรก ว่าด้วยความเป็นเจ้าของ ลองนึกดู อยากทำเรื่องสมุนไพร ก็ไปเอาสมุนไพรมาทำวิจัย ได้ผลดีอย่างนั้นอย่างนี้ จดทะเบียนกันไป คนเอาไปทำขายกลายเป็นบริษัท ถ้าเก่งหน่อยก็รู้จักให้องค์การเภสัชจัดการ แต่ยังไงก็ไม่ใช่ชุมชน  นี่อีกแล้ว ก็คิดแบบไม่ให้"ชุมชนเป็นศูนย์กลาง"  แล้วยังไง

             เปเปอร์ที่วิจัยออกมา กลายเป็นคนทำเป็นเจ้าขององค์ความรู้ ก็ใช่ว่าคุณน่ะทำวิจัย มันก็ควรจะเป็นของคุณนั่นแหละ แต่รากเหง้าองค์ความรู้ล่ะ ถ้าคุณไม่รู้มาก่อนว่า พืชตัวนี้มีผลต่อเส้นผม หรือมีผลต่อผิวหนัง คุณจะลองเอาไปลูบผมคุณ หรือลองเอาไปขยี้ทาถูผิวที่เป็นผื่นแมลงกัดต่อยอะไรทำนองนี้อยู่หรือเปล่า  คุณเก่งปานนั้น.....ฟาวเดอร์.... คุณแค่หยิบภูมิความรู้เดิมที่ชาติไทยดำรงอยู่ได้มายาวนาน ไปทดลองวิจัยดูต่างหาก.........อันนี้ได้พูดในเรื่องตำราไปบ้างแล้ว....ให้เกียรติต้นตอรากเหง้าองค์ความรู้อย่างไร  อ้างอิงมาอย่างไร  และรับจดลิขสิทธิ์ สิทธิทางปัญญากันอย่างไร   เห็นๆกันอยู่   นี่เรื่องหนึ่ง  เรื่องใหญ่

              ประเด็นต่อมา ว่าด้วยDemandกับSupply    อยากทำเรื่องสมุนไพรให้มีผลงาน จึงสั่งการให้โรงพยาบาล ให้อนามัย ใช้สมุนไพร

               ผลงานเด่นคือ ..... มีการจ่ายยาเม็ดขมิ้นชัน เพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร เดือนละ 1ราย 2 ราย ไม่มาก  ทำให้ผ่านเกณฑ์การแพทย์แผนไทยด้านการใช้ยาสมุนไพรในสถานบริการ ! 

              คุณคิดดู.......คนทำเกณฑ์ คนประเมิน ฉลาดจริงๆ คิดได้ไง  นี่ละครับภาครัฐ เขาให้โบนัสกันแบบนี้ละครับ

              ลองคิดแบบนี้ดู   แบบที่คนที่คิดที่ทำอาจไม่ก้าวหน้าในหน้าที่ราชการอย่างผม           ก็สมุนไพรเป็นที่ต้องการของตลาดในและนอกประเทศ แม้ว่ายังไม่ค่อยมีเปเปอร์สนับสนุนผลการใช้ที่ชัดเจนจนWHO.กำหนดให้ใช้เป็นแผนการรักษาก็ตาม (บางองค์ท่านไปSearchหาแต่ในเวป WHO. ถ้าไม่มีบอกฉันไม่เชื่อ....ทาโลชั่นตะไคร้หอมกันยุงเดี๋ยวลูกฉันจะผิวเสียว่าไง....ว่าเข้านั่น  เคยได้ยินคนหน้าเหลี่ยมพูดไม๊ประโยคที่ว่า "UN.ไม่ใช่พ่อ"! ทำนองเดียวกัน.) แต่ก็ยังมีปริมาณการใช้สูง จนอาจเพียงพอผลักดันเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญได้แทนข้าว (ไปดูมูลค่าส่งออกข้าวเทียบกับสมุนไพรดูเอง วิเคราะห์ต่อถึงสถานะการณ์คู่แข่งด้วย แล้วส่งมาให้ผมที สาธุ )  เห็นควรทำอย่างนี้ครับ

            ประกันราคารับซื้อสมุนไพรในพื้นที่! ให้เกษตรกรผลิตส่งตามDemandของร้านขายยาไทย ทั้งในและต่างประเทศ (อย่าคิดว่าทำไม่ได้ โลกอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ)   เกษตรกรไทยเก่งที่สุดในโลกในด้านการผลิต เขาบอกให้ปลูกอ้อยปลูกยางทำได้หมด ได้ผลดี แต่พอจะขายกลายเป็นคนอ่อนโลก ต้องไปถามคนซื้อว่าจะให้ราคาเท่าไร!   ป้าด.....สหกรณ์การเกษตรทำอะไรอยู่น้อ........อ๋อ  รู้แล้ว รัฐบาลไทยไม่สนใจคุณแล้วนั่นเอง ถึงไม่สนับสนุนการสหกรณ์ ....เอางี้มั๊ย    เดียวผมเสนอคนบางคนให้ตั้ง"รัฐบาลพลัดถิ่น" จัดทำสหกรณ์ให้เกษตรกรทุกชุมชนอย่างเป็นระบบ ใครจะซื้ออะไรต้องผ่านสหกรณ์ซึ่งเกษตรกรเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการรับซื้อเอง เอาบ่...ไม่งั้นรอ ถ้าดร.ประชาสรรค์ เป็นส.ส.ได้จริงตามคาด   สหกรณ์อาจเข้มแข็ง นี่..หาเสียงให้แล้ว

            การกำหนดDemandสมุนไพรมาเท่าไร หมายถึงต้องประสานงานร้านขายยาทั่วประเทศ ทั่วโลกแล้วเสร็จ (ทำไม่เป็นเอาคนทำเป็นมาทำ) เพราะเป็นแหล่งหนึ่งที่จะรับต่อในปริมาณมากและตลอดปี จากเกษตรกร เรื่องนี้องค์การเภสัชกรรมคงมีคนคิดทำอยู่มั๊ง..แต่ไม่ยอมบอกปล่อยให้งง

          นอกจากเรื่องสมุนไพรที่นับเป็นวัตถุดิบแล้ว ระบบจัดการเรื่องคนสำคัญกว่า

          คนที่จะเข้ามาทำเรื่องนี้ มีการผลิตแบบจำกัดในวิทยาลัยการสาธารณสุข   เรียกว่าหลักสูตร การแพทย์แผนไทย 2 ปี จบออกไปต่อปริญญาตรีแพทย์แผนไทยที่ มมส.  หรือ มสธ. ตอนนี้ มข.เองก็กำลังสนใจเตรียมจะเปิดให้ลงเรียนระดับ ป.ตรี แล้ว ป.โท ของมสธ.ก็เห็นว่ามี แต่ฐานที่สำคัญมันไม่ใช่ตรงนี้ที่เดียวครับ

        จริงอยู่ มันเป็นระบบการศึกษาระดับอนุปริญญาและปริญญา จบแล้วได้ความรู้ดี  แต่การมีงานทำของเขาคือแบบไหน ในภาครัฐบรรจุตำแหน่งนักวิชาการให้หรือ กำหนดหรือยังว่าจะต้องมีกี่คนต่อประชากรเท่าไร แต่ละโรงพยาบาลต้องให้มีกี่คน สถานีอนามัยอีกล่ะกี่คน เงื่อนไขมองยาก...ความจริงคือไม่มีให้มอง โทษระบบเนอะ  ก็ผมไม่ได้ทำระบบนี่

        ฐานสำคัญคือระดับที่ไม่มีปริญญาให้! นั่นคือการศึกษาระดับเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย 1ปีกับ3ปี เห็นว่าจะขยายเวลายาวออกอีกเพื่อคุณภาพ ไม่ว่ากัน ตรงนี้มีความรู้เร็วกว่า ทำให้สามารถอนุรักษ์และพัฒนาทั้งระบบได้ดีกว่า ทำไมคุณไม่เอาคนเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เขาพัฒนาตัวเองทั้งนั้นแปลว่าใจรักมีอุดมการณ์ คุณไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนอีกแล้ว เขาพร้อมถ้าชาติต้องการ แต่ชาติไหนจะได้เข้ามาทำ!          ก็เขาสามารถสอบใบประกอบโรคศิลปะเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย มีความรู้ตามมาตรฐาน สามารถร่วมอนุรักษ์และพัฒนาได้แล้ว แต่ไม่จัดระบบรองรับเขาเลย ไปมองแต่ปริญญา ตัวเองจะได้เป็น ศ.พิเศษ หรือไง มีค่าตัวสูงกว่าใช่มั๊ย   ขอโทษที่รู้ใจ!     

  สรุปดีกว่า  ทั้งเรื่องคน ตำรา ป่า และเรื่องการสนับสนุนการเจริญเติบโตเชิงระบบ ต้องทำไปพร้อมกัน และในทิศทางเดียวกัน ภาษาOD.ว่าทั่วทั้งองค์การ ด้วย ซึ่งต้องประสานงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ท้องถิ่น ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ แน่นอนว่าเป็นภาระกรรมที่ผู้บริหารต้องตระหนักรับรู้   แต่ถ้ารับว่าเดิมไม่รู้ไม่ตระหนักก็จะดี จะได้รู้ว่าองค์การไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้าเลย ติดอยู่ในกรอบ "เกณ์มาตรฐาน"พิการ นั่นเอง  

           ปวราณาตัวไว้ตรงนี้ ในฐานะทวาทษดาบส ครูฝึกแผนไทยรุ่น 12(ยังไม่สูญพันธุ์) คนหนึ่ง ถ้ายังมีชีวิตอยู่ จะยังคงติดตามดู พูด เขียน ทำ ที่จะทำให้มี KM ชุมชนนักปฏิบัติ ในเรื่องแผนไทยต่อไป

        จบบทที่1

   

             

         

         

        
คำสำคัญ (Tags): #การสืบทอด
หมายเลขบันทึก: 143608เขียนเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2007 23:21 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 มิถุนายน 2012 17:52 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (5)

ตามเข้ามา ลปรรเรื่องแผนไทยจ้า

ทีทำงานก็จะเน้นเรื่องแผนไทย เหมือนๆกัน ก็มีการจัดกลุ่มลปรรของผู้รับบริการร่วมกัน พี่นำบล๊อกของน้องเข้าแพลนเนตของพี่แล้ว กำลังว่าจะเขียนเล่าเรื่องพอดี   แต่ยังเขียนไม่ค่อยเก่งจ้า

สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ (แต่ผมเกิด กรกฎาคม 2506 นะครับ)

พี่ธาตุดิน เกิดเดือน .ค 2503

น้องธาตุน้ำ  อาหารควรกินได้แก่รสขม เปรี้ยว

รายละเอียดอื่นๆ ลองหาดูจ้า

-มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการแพทย์แผนไทย ชั้นล่างของคณะแพทยศาสตร์ ได้เปิดสอนเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย ผมได้เสนอเขาทำหลักสูตรอบรมในเวลาราชการ สำหรับเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้ทำออกมาหลายรุ่นแล้ว ค่าลงทะเบียนเบิกได้จากเงินบำรุงครับ

-ถ้าท่านใดสนใจต้องการศึกษา วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันเวลาราชการก็มีให้เลือก สามารถโทร.ติดต่อได้โดยตรงที่ "ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการแพทย์แผนไทย" คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เบอร์ 043-203757

เรียนให้ทราบเพิ่มเติมนะครับ

ขณะนี้ที่ขอนแก่้น นอกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีศูนย์ศึกษาการแพทย์แผนไทยแล้ว

ยังมีการศึกษาแผนไทยเพิ่มอีกหนึ่งแห่งคือที่วัดโพธิ์โนนทัน แถวบึงแก่นนครนะครับ

ส่วนใหญ่ก็จะไปเรียนกันในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ค่าเรียนถูกมากครับ 2,500 บาทต่อปี

สามารถฝึกปฏิบัติได้ผลจริงครับเพราะอาจารย์อยู่ประจำครับ

สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับทุกท่าน ขอให้โชคดีสุขภาพดีตลอดปีครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี